ทัพมวยไทยสุดหรูคว้า 8 ทอง ศึกมวยไทยโลก-นักชกรับเงินอัดฉีด 4.6 ล้าน

ทัพมวยไทยสมัครเล่นกระหึ่มกรุงมินสก์ ประเทศเบลารุส หลังคว้ามาได้ทั้งสิ้น 8 ทอง 2 เงิน กับ 1 ทองแดง รับเงินอัดฉีดจากกองทุนการพัฒนากีฬาแห่งชาติ 4.6 ล้านบาท ศึกมวยไทยสมัครเล่นชิงแชมป์โลก 2017 ด้าน ผศ.สุรัตน์ เสียงหล่อ ผจก.ทีมพอใจภาพรวมความสำเร็จทั้งหมดที่ได้มาเกินเป้า จากนี้ไปจะนำข้อผิดพลาดมาแก้ไขต่อเพื่อลุยศึก “เวิลด์เกมส์” ช่วงเดือน ก.ค.นี้ ที่ประเทศโปแลนด์ ล่าสุดเวลานี้ 3 นักมวยไทยได้ตั๋วไปฟาดปากเรียบร้อยแล้ว
ขจร พราวศรี ผู้จัดการทีมมวยไทยสมัครเล่นทีมชาติไทย รายงานการแข่งขันมวยไทยสมัครเล่นชิงแชมป์โลก ศึก “อิฟม่า เวิลด์ แชมเปี้ยนชิพ 2017” รอบชิงชนะเลิศ เมื่อวันที่ 13 พ.ค.ที่ผ่านมา ณ กรุงมินสก์ ประเทศเบลารุส โดยก่อนหน้านี้นักมวยหญิงของไทยคว้ามาได้แล้ว 1 เหรียญทองจาก รุ่นฟลายเวท 51 กก. “น้องแป้ง สส.ปกรณ์” อภัสรา โกศล เจ้าของเหรียญทองเอเชี่ยนบีชเกมส์ ที่เวียดนาม หลังเอาชนะคู่แข่งจากโมร็อคโก
สำหรับการชิงชัยในวันนี้นักชกไทยมีคิวลงสนามทั้งสิ้น 9 รุ่น ประกอบด้วย มวยชาย 8 รุ่น ได้แก่ รุ่นไลท์ฟลายเวท 48 กก. “วิทยาเล็ก เพชรสี่หมื่น” ทิวากร ชอบทำกิจ อดีตแชมป์เก่าปีที่แล้ว ที่สวีเดน, รุ่นฟลายเวท 51 กก. “นกกระจิบ ศิษย์พ่อแอ๊ด” อานนท์ พลกระโทก อดีตแชมป์เก่า 3 สมัย, รุ่นแบนตั้มเวท 54 กก. “สปรินท์เตอร์ แป๋งกองปราบ” โชติชนินทร์ โคกกระชาย, รุ่นเฟเธอร์เวท 57 กก.
“แสน ปิ่นสินชัย” วิวัฒน์ คำทา อดีตแชมป์เก่า 2 สมัย, รุ่นไลท์เวท 60 กก. “ขวัญ ส.เพลินจิต” ประวิทย์ ชิลนาค ดีกรีเหรียญทองแดงเอเชี่ยนบีชเกมส์ ที่เวียดนาม, รุ่นเวลเตอร์เวท 67 กก. “มานะศักดิ์ ส.จ.เล็กเมืองนนท์” มานะ สัมชัยภูมิ, รุ่นไลท์มิดเดิ้ลเวท 71 กก. “ซุปเปอร์บอล บัญชาเมฆ” ศุภชัย หมื่นสังข์ เจ้าของแชมป์เก่า 2 สมัย, รุ่นน้ำหนัก 81 กก. “ธงชัย ศิษย์สองพี่น้อง” ศรานนท์ กลมพันธ์ และ มวยหญิง 1 รุ่น คือ รุ่นฟลายเวท 48 กก. “โลมา ลูกบุญมี” สุภิสรา คนหลัก อดีตเหรียญเงินปีที่แล้ว ที่สวีเดน
ซึ่งผลปรากฏว่า ทัพนักชกไทยสามารถคว้ามาได้ทั้งหมด 7 เหรียญทอง เริ่มจาก มวยหญิง รุ่น 48 กก. “โลมา ลูกบุญมี” สุภิสรา ได้ความสดและอออาวุธได้จะแจ้งกว่าไล่ทุบ ลูดามิรา คลาสโลว่า ชาวเบลารุสไปหายห่วง 30-27 คะแนน ได้แชมป์เป็นครั้งนี้ ต่อด้วยรุ่น 48 กก. “วิทยาเล็ก เพชรสี่หมื่น” ทิวากร เดินหน้าไม่มีหยุดชนะคะแนน ซูเบอร์ บาลิน ชาวตุรกี ไปอีก 30-27 คะแนน คว้าแชมป์เป็นสมัยที่ 2 ติดต่อกัน,
รุ่น 51 กก. “นกกระจิบ ศิษย์พ่อแอ๊ด” อานนท์ แม้ว่า จะมีรอยแผลแตกที่คิ้วซ้ายมาจากรอบรองชนะเลิศก็ตาม แต่อาศัยชั้นเชิงที่ดีกว่าชนะคะแนน เยเลยาเมน ซายาซาทอฟ จากคาซัคสถานไปอย่างสนุก 30-27 คะแนน คว้าเหรียญทองได้เป็นสมัยที่ 4
มาต่อกันที่รุ่น 54 กก. “สปรินท์เตอร์ แป๋งกองปราบ” โชติชนินทร์ ยังอาศัยเหลี่ยมเชิงมวยที่คมกว่าทั้งฟันศอกและตีเข่าชนะคะแนน เอซินเบก ซิเลเยฟ จากรัสเซียไปดุเดือด 30-27 คะแนน ซิวแชมป์เป็นสมัยแรก เช่นเดียวกับ รุ่น 57 กก. “แสน ปิ่นสินชัย” วิวัฒน์ เดินหน้าบุกออกอาวุธได้อย่างรัดกุมก่อนชนะคะแนน เอซินเบก ซิเลเยฟ จากรัสเซียไปสวยหรู 30-27
ขณะที่รุ่น 60 กก. “ขวัญ ส.เพลินจิต” ประวิทย์ อาศัยเดินหน้าแทงเข่าคลุกวงในชนะคะแนน ฟิลลิป วาลดี้ จากสวีเดนไปได้ 30-27 คะแนน ได้แชมป์เป็นครั้งแรกตามเพื่อน
และปิดท้ายกันที่รุ่น 71 กก. “ซุปเปอร์บอล บัญชาเมฆ” ศุภชัย ขวัญใจกองเชียร์ทั้งสนามไม่ต้องออกแรงเหนื่อยเมื่อคู่ต่อกร วาดิน วาคอฟ ของเจ้าภาพเบลารุส ได้รับบาดเจ็บที่บริเวณจมูกมาตั้งแต่รอบรองชนะเลิศ จึงขอยอมแพ้บายให้กับ “ซุปเปอร์บอล” ทำให้เพิ่มสถิติซิวเหรียญทองเป็นสมัยที่ 3
ส่วน 2 นักมวยไทยที่พลาดท่าได้แค่เหรียญเงินมาครองเท่านั้น คือ รุ่น 67 กก. “มานะศักดิ์ ส.จ.เล็กเมืองนนท์” หรือ มานะ ช่วงสองยกแรกทำคะแนนขึ้นนำ วาลาส ดิไนตี จากเบลารุสมาตลอดสกอร์อยู่ที่ 20-18 คะแนน กระทั่งมาถึงยกที่ 3 เหลือเวลาอีกแค่ 2 นาทีเศษระฆังจะดังขึ้นมา ปรากฏว่า มานะ พลาดท่าถูก วาลาส หมุนตัวใช้เท้าขวาเตะเข้าไปที่ท้องน้อยอย่างจัง จนเจ้าตัวล้มไปกองกับพื้นให้ผู้ตัดสินยุติการชก
และ รุ่น 81 กก. “ธงชัย ศิษย์สองพี่น้อง” ศรานนท์ แม้ว่า จะเดินหน้าฟันศอกและแทงเข่าอย่างสุดความสามารถแล้ว แต่ก็ถูกคู่ต่อกรเจ้าภาพ วาเลน ดิไนตี ชาวเบลารุส ดักโต้ด้วยหมัดชุดและแทงเข่าได้จะแจ้งกว่าท่ามกลางเลือดเต็มใบหน้าของ วาเลน เอาชนะคะแนน ธงชัย ไป 30-27
สรุปผลงานนักชกไทยสามารถคว้ามาได้ทั้งสิ้น 8 เหรียญทอง 2 เหรียญเงิน และ 1 เหรียญทองแดง จากทั้งหมด 12 คนที่สมาคมฯส่งเข้าร่วม มีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้นที่ไม่มีเหรียญรางวัล คือ รุ่นไลท์เวลเตอร์เวท 63.5 กก. “หยกวิทยา เพชรสี่หมื่น” ฤทัยพันธ์ ทรัพย์มะณี อดีตแชมป์เก่า 4 สมัย หลังถูกเจ้าภาพเบลารุสประท้วงพลิกคำตัดสิน ทั้งที่เจ้าตัวชนะไปแล้ว จนทำให้ต้องตกรอบ 8 คนสุดท้ายไป
นอกจากนี้ชัยชนะดังกล่าวยังส่งให้ทัพมวยไทยสมัครเล่นทีมชาติไทย จะได้รับเงินรางวัลอัดฉีดจากกองทุนการพัฒนากีฬาแห่งชาติ แยกไว้คือ เหรียญทอง 500,000 บาท เหรียญเงิน 250,000 บาท และ เหรียญทองแดง 100,000 บาท รวมได้มาทั้งสิ้น 8 ทอง 2 เงิน กับ 1 ทองแดง คิดเป็นเงินทั้งหมด 4,600,000 บาท พร้อมกันนี้ประเทศเม็กซิโกได้เสนอรับเป็นเจ้าภาพในปีหน้าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
หลังการชก  ผศ.สุรัตน์ เสียงหล่อ หัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติไทย เปิดเผยว่า ดีใจกับความสำเร็จของนักมวยไทยทุกคนที่สามารถสร้างผลงานได้เกินเป้าหมาย จากเดิมตั้งเอาไว้แค่ 5 เหรียญทองเท่านั้น เพราะปัจจัยหลายอย่างที่มีอยู่ทั้งระยะเวลาในการฟิตซ้อม และมาตรฐานของผู้ตัดสินในครั้งนี้ยังไม่สากลเท่าที่ควรนัก
ส่วนตัวไม่อยากเรื้อฝอยหาตะเข็บว่า มีเรื่องอะไรบ้าง เพราะการทำทีมมวยไทยบ้างครั้งมันก็ต้องทำใจ หากนักชกของเราสู้ต่างชาติไม่ได้ ตัวเองจะไม่พูดอะไรเลย แต่นี่มันมีเรื่องอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง บางครั้งเราก็ต้องรักษาผลประโยชน์ให้กับนักมวยและส่วนรวมคือ ประเทศชาติเอาไว้ก่อน
จากนี้ไปคงนำข้อผิดพลาดของนักชกแต่ละคนมาแก้ไขให้ดีขึ้น เพื่อพัฒนาไปรายการใหญ่อื่นๆต่อไป โดยเฉพาะ “น้องแป้ง” อภัสรา นั้น จะต้องเร่งเสริมความแข็งแกร่งและประสบการณ์ให้มากขึ้น เพื่อเตรียมตัวเดินทางไปลุยศึกเวิลด์เกมส์ ช่วงเดือนกรกฏาคมนี้ ที่ประเทศโปแลนด์ เพราะเวลานี้เราได้ตั๋วไปแล้ว 3 ที่นั่ง คือ หญิง อภัสรา และ ชาย คือ วิวัฒน์ กับ ศุภชัย
ซึ่งรายการดังกล่าวนี้ถือว่า เป็นทัวร์นาเม้นส์ใหญ่ที่ทุกคนจะต้องพบกับคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งทั้งสิ้น โดยเฉพาะหนนี้เราได้เห็นการพัฒนาของคู่ชกฝีมือดีอย่าง รัสเซีย, ยูเครน, ตุรกี, คาซัคสถาน, อิหร่าน, สวีเดน และ เบลารุส เจ้าภาพ ซึ่งหากเราประมาทหรือไม่รักษาผลงานให้ดีอย่างต่อเนื่อง รับรองอนาคตอาจโดนชาติดังกล่าวนี้แซงหน้าก็เป็นได้
สำหรับทีมมวยไทยสมัครเล่นและสตาฟฟ์โค้ชทั้งหมดรวมไปถึงคณะกรรมการบริหารสมาคมกว่า 20 ชีวิต จะเดินทางกลับมาถึงสนามบินสุวรรณภูมิในวันที่ 14 พ.ค.นี้ เที่ยวบิน เอสยู 272 เวลา 10.30 น.
บทความก่อนหน้านี้“เรือใบสีฟ้า”คึกต้อนรับแชมป์เก่า เลสเตอร์-“ปืนใหญ่”บุกถิ่นสโต๊กลุ้นติดท็อปโฟร์พรีเมียร์ลีก
บทความถัดไปครั้งแรก!! เปิดบ้านดาราสาว‘รถเมล์-คะนึงนิจ’หลังใหญ่ไม่ธรรมดาจริงๆ-งานนี้มีหลั่งน้ำตา(คลิป)