คอลัมน์ ข่าวสดพระเครื่อง

สมภพ สินพิพัฒนฤดี

“วัดมหาธาตุ” หมู่ 3 ต.ในเมือง อ.พิชัย จ.อุตรดิตถ์ มีพระพุทธรูปลักษณะที่แตกต่างจากพระพุทธรูปทั่วไป จำนวน 9 รูป นั่งเฝ้าพระพุทธ เจ้าเข้าปรินิพพาน อากัปกิริยาอิริยาบถที่เศร้าโศกเสียใจ ในลักษณะปริศนาธรรม ซึ่งไม่เคยพบเห็นที่ไหนมาก่อน

ทั้งนี้ มีชาวบ้านจาก ทั่วสารทิศทั้งในพื้นที่จังหวัดอุตรดิตถ์และต่างจังหวัด เข้ามากราบสักการะ เพื่อขอพรสุขภาพร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง

พระสาวก 9 รูป ประดิษฐานอยู่ภายในมณฑปวิหารพระนอนปางไสยาสน์ ในลักษณะล้อมรอบพระพุทธเจ้าปางปรินิพพานหรือพระพุทธเจ้าเข้าปรินิพพาน มีพระพักตร์เป็นรูปไข่ พระศกหนามขนุน เกศเปลว พระเศียรทับพระกร ฝ่าพระบาทลักษณะอูมมีเนื้อ พระวรกายอ่อนช้อยงดงาม เป็นพระพุทธรูปศิลปะยุคสมัยตอนปลายกรุงสุโขทัยต้นกรุงศรีอยุธยา สร้างประมาณระหว่างปี พ.ศ.1981-2110 หรือ เมื่อ 579 ปีที่ผ่านมา ไสยาสน์อยู่บนแท่นบรรทมที่มีความกว้าง 172 เซนติเมตร ยาว 422 เซนติเมตร สูง 45 เซนติเมตร

หลังจากที่ชาวบ้านกราบขอพรตามที่ต้องการ ส่วนใหญ่จะเดินชมอากัปกิริยาของพระพุทธรูปพระสาวก ที่อยู่ล้อมรอบพระนอนปางไสยาสน์ด้วย แต่ก็ไม่สามารถที่จะตีปริศนาธรรมตามรูปลักษณ์ของพระสาวกทั้ง 9 รูปได้เลย รู้เพียงแต่ว่าอยู่ในอาการเศร้าโศกเสียใจ

พระปัญญากรโมลี เจ้าคณะจังหวัดอุตรดิตถ์ กล่าวว่า พระพุทธรูปจำนวน 9 รูป ที่พบเห็นในลักษณะเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าเข้านิพพาน เป็นปริศนาธรรมหลังจากพระพุทธ เจ้าปรินิพพานแล้ว ที่คนโบราณต้องการแสดงให้เห็นว่าพระพุทธเจ้ามีปัญจวัคคีย์คอยอุปถัมภ์ตอนบำเพ็ญทุกขกิริยาที่ส่วนใหญ่จะพบเพียงแค่ 5 รูป ช่วงที่พระองค์ยังมีชีวิตอยู่ หลังจากนิพพานแล้วก็ไม่พบเห็นที่ไหนมาก่อนว่า การจัดสร้างอัครสาวกที่มาปลงสังเวชต่อหน้าพระพุทธเจ้าจำนวน 9 รูปนี้ ไม่เคยพบเห็นที่ไหนมาก่อนในประเทศ ไทยและเชื่อว่ามีที่นี่แห่งเดียว

นายวิทยา ศรีม่วง ศิลปินนักเขียนเมืองพิชัย กล่าวว่า จากการสันนิษฐานและความเชื่อปริศนาธรรมนี้ พระทั้ง 9 รูปที่เห็นนี้ เป็นพระสาวกที่อยู่ใกล้ชิดและทรงบวชให้ก่อนเสด็จปรินิพพาน เริ่มตั้งแต่รูปที่อยู่ปลายพระบาทหรือปลายเท้า คือ พระมหากัสสปเถระ ผู้ถวายพระเพลิงพระบรมศพพระพุทธ เจ้า, ถัดมาด้านซ้ายมือ พระมหากัสสปเถระ เป็น พระอานนท์ ผู้ใกล้ชิดคอยรับใช้ อยู่ในอาการเศร้าโศกเสียใจมากกว่าพระรูปอื่น เหตุเพราะยังทำใจไม่ได้ที่พระองค์เสด็จนิพพาน โดยมีมือข้างหนึ่งเช็ดน้ำตามือข้างหนึ่งกุมพระเศียรหรือศีรษะ

พระอนุรุทธเถระ ผู้มีทิพยจักษุญาณหรือ มีตาทิพย์, พระกาฬุทายีเถระ ผู้มีบทบาทในการช่วยเผยแผ่พระพุทธศาสนาช่วงต้นพุทธกาล จากการเอามือวางบนแท่นพระศพเหมือนจะให้คำมั่น สัญญากับพระพุทธองค์ในการเผยแผ่พุทธศาสนาไปยังผู้ที่ไม่รู้จัก, พระสุภัททะ (พระรูปหนุ่ม) นั่งอยู่หน้าพระพักตร์ สาวกองค์สุดท้ายที่พุทธองค์บวชให้ก่อนปรินิพพาน, พระสุภัททะ (พระรูปแก่) นั่งอยู่บริเวณพระเศียรด้านหลัง ลักษณะร่าเริงยินดี รู้สึกโล่งอกโล่งใจที่พระพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพาน เพราะไม่ชอบการปฏิบัติตามกฎระเบียบ เคร่งครัดของพระพุทธเจ้า

พระนันทะ น้องชายต่างมารดา นั่งในท่าทางที่สงบนิ่งทำใจได้, พระปุณมันตานี บุตรเถระ เชี่ยวชาญด้านการแสดงธรรมกถึกหรือเทศนาและองค์สุดท้าย พระอุบาลี นั่งอยู่ด้านขวาของพระมหากัสสปะที่นั่งอยู่บริเวณปลายพระบาท ผู้ทรงพระวินัยหรือดูแลระเบียบวินัยของสงฆ์

นายวิทยากล่าวต่ออีกว่า “พุทธสาวกทั้ง 9 รูป สันนิษฐานว่าสร้างภายหลังในยุครัตนโกสินทร์ตอนต้น ตามคติความเชื่อในยุคนั้นจะใช้ เลข 9 เป็นเลขมงคล ในเรื่องของดวงดาวนพเคราะห์ ชุมนุมเทวดา และการรักษาโรค หากใครต้องการความสำเร็จในสิ่งที่ปรารถนาให้มากราบที่พระพุทธบาทคู่ และหากใครต้องการสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง หายจากป่วยไข้ เจ็บปวดข้อ ปวดหลัง ก็จะหมดสิ้นไป ให้ไหว้ที่ด้านหน้าของพระพุทธองค์ และในช่วงวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 ตรงกับวันมาฆบูชา ชาวบ้านจำนวนมากจะแวะเข้ามาสักการะพระนอนไสยาสน์ เดินเท้าเป็นแถวพร้อมเทียนที่จุดไปจนถึงวัดหลวงพ่อโตหรือวัดหน้าพระธาตุ”

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน