การพิจารณาประเด็นความเหมาะสมของถ้อยคำที่ออกอากาศในรายการโทรทัศน์ของกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. เป็นเรื่องที่ผู้คนสนใจและเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์
โดยเฉพาะเส้นแบ่งระหว่างความสุภาพ-ความหยาบคาย กับเสรีภาพในการแสดงออก
มาตรฐานของการพิจารณาเนื้อหาเป็นอย่างไร
รวมถึงการปฏิบัติของ กสทช. ที่มีต่อบุคคลและกลุ่มคน ว่าเท่าเทียมกันหรือไม่ และได้มาตรฐานหรือไม่
จากที่ผ่านมามีการปิดหรือระงับสถานีที่ถูกตัดสินว่าออกอากาศด้วยการเสนอข่าวไม่เป็นกลาง และไม่รอบด้าน
กรณีที่พิธีกรรายการข่าวทางโทรทัศน์ใช้คำพูดก้าวร้าวต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจในกรณีบุกจับกุมผู้ต้องหาคดีอั้งยี่ซ่องโจร และข้อหาปลอมและใช้พระปรมาภิไธยปลอมนั้น เป็นเรื่องน่าตกตะลึง
แม้การปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจสมควรเป็นเรื่องที่ประชาชนวิพากษ์วิจารณ์ได้ เพราะถือเป็นข้าราชการที่ทำงานใกล้ชิดกับประชาชน
แต่ความใกล้ชิดไม่ได้หมายถึงการละเว้นที่ควรจะให้เกียรติและเคารพกัน
ถ้อยคำวิจารณ์ไม่ควรสื่อในลักษณะก้าวร้าวรุนแรง เหยียดหยามและหยาบคาย ปลุกให้เกิดความเกลียดชัง
ยิ่งเมื่อกรณีดังกล่าวเป็นที่ผู้คนพูดถึงกันอย่างกว้างขวาง ผู้ทำงานเป็นกสทช. ควรใส่ใจ มากกว่าชี้แจงเพียงว่าไม่พบว่ามีการร้องเรียนเรื่องดังกล่าว
ส่วนกรณีที่ละครแนวคอมเมดี้ แม้ใช้บทสนทนาสมจริง เหมือนที่คนในสังคมรับทราบว่ามีการใช้คำหยาบที่พูดติดปากกันอยู่
แต่คำถามของกรณีนี้คือมาตรฐานการจัดระดับความเหมาะสมไว้ที่ระดับ ท หรือ รายการที่เหมาะสำหรับผู้ชมทุกวัย นั้นถูกต้องแล้วหรือไม่
กสทช.อธิบายว่า คำพูดที่ไม่สุภาพในบางครั้ง ไม่ใช่บริบทที่พบบ่อยในการนำเสนอ จึงยังจัดรายการนี้อยู่ในระดับ ท
หากพิจารณาตามนี้หมายความว่า ควรปล่อยให้ผู้ชมทุกวัย ที่รวมถึงเยาวชนตั้งแต่อายุยังน้อย 3-10 ขวบ รับสารและบริบทดังกล่าวได้ตามปกติเหมือนเยาวชนอายุ 15-18 ปี ใช่หรือไม่
เรื่องนี้เป็นอีกตัวอย่างที่ กสทช.กำลังทำให้สังคมสับสน