คอลัมน์ ออกจากกรอบ : ปัญหารูมเมตมหาประลัย ไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่ควรเปลี่ยนจิตใจแบบไหน

ออกจากกรอบ

ปัญหารูมเมตมหาประลัย ไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่ควรเปลี่ยนจิตใจแบบไหน

“ทำความสะอาดห้องซิ ตาเธอทำแล้วนะ” “ซักเสื้อผ้าบ้าง มันเหม็น” “เห็นขนมฉันไหม? เธอแอบกินหรอ?” “อย่าปิดประตูเสียงดังตอนกลางคืน ฉันนอนแล้วนะ”

ทั้งบ่น ไม่พอใจ ตะลึงกับความประพฤติรูมเมต หลายท่านคงจะเคยหรือกำลังเจอปัญหารูมเมตมหาประลัยนี้ ฝ่ายที่ทนไม่ไหวก็จะทำความสะอาดแล้วคิดว่า “คนร้อยพ่อพันแม่ มีพื้นเพต่างกัน เราบอกเขาแล้ว เขาไม่เปลี่ยนจะทำไงได้ล่ะ” บ้างก็เอาไปบอกคนอื่นเรื่องพฤติกรรมแย่ๆ แต่ไม่พูดกับเจ้าตัวตรงๆ บ้างก็ทนไม่ไหวขอแยกกันอยู่

ผมไม่ต้องการพูดถึงนิสัยส่วนตัว แต่จะชี้ให้เห็นต้นตอของปัญหาว่าเกิดขึ้นจากจิตใจแบบไหน

น้องบีและน้องกบเป็นรูมเมตกัน ทั้งคู่อยู่ในวัยทำงาน กบไม่ค่อยรักษาความสะอาด ประกอบกับมีรูปร่างอ้วนจึงมีกลิ่นตัว และมีนิสัยชอบหยิบใช้ของส่วนตัวคนอื่น ในขณะที่บีชอบและยุ่งกับการติดตามไอดอลเกาหลี ทั้งสองต่างคนต่างอยู่ ไม่พูดคุยกัน วันหนึ่งบีเข้ามาหาผมด้วยอึดอัดใจกับกบ ผมได้ฟังจึงนึกถึงเรื่องคู่สามีภรรยาชาวเกาหลีที่หย่าหลังแต่งงานไม่นาน

เรื่องเริ่มจากขณะที่ทั้งคู่ดูละคร สามีชมนักแสดงหญิงว่าสวย ภรรยาได้ยินก็คิดว่าสามีล้อเล่น แต่ก็รู้สึกเสียศักดิ์ศรีจึงพูดไปว่า “สวยก็ไปอยู่กับเขาสิ” บรรยากาศคุกรุ่น สามีเริ่มไม่พอใจ “ผมเคยคบกับสาวสวยหลายคน แต่ตอนนี้โชคร้ายต้องมาแต่งงานกับคุณ”

ภรรยาก็ไม่ยอมแพ้ จึงซัดกลับไป “คิดว่าฉันไม่โชคร้ายกว่าหรือ แฟนเก่าฉันหล่อระดับพระเอกเลยนะ” “ถ้าคุณโชคร้ายขนาดนั้นเราก็หย่ากันไปเลยซิ ไม่ต้องมาอยู่กับผม” แม้จะรู้สึกผิดและคิดว่าอีกฝ่ายแค่ล้อเล่น แต่เพราะอารมณ์และด้วยศักดิ์ศรีค้ำคอ จึงไม่มีใครยอมขอโทษก่อน จนพวกเขาต้องหย่าร้างกันไป อาจดูว่าสามีภรรยาคู่นี้งี่เง่า พวกเขาทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ใช่ไหมครับ

ดูเหมือนปัญหารูมเมตและการหย่าร้างไม่เกี่ยวข้องกัน แต่ความจริงแล้วมีสาเหตุเดียวกัน คือ “โรคศักดิ์ศรีและใช้อารมณ์มากเกิน” เมื่อเจ็บปวด ไม่พอใจ มีความทุกข์ ก็ไม่พูดออกมา แม้ไม่ใช่เรื่องใหญ่หรือเรื่องจริงก็ต้องโกหกเพื่อปกป้องตัวเอง

เมื่อโดนว่า ถึงเป็นข้อเสียหรือความผิดจริงที่เจ้าตัวก็รู้ แต่โกรธและรับไม่ได้

น้องกบรับไม่ได้และโมโหที่คนอื่นมาว่าและคิดว่าบีเองก็ไม่ดีไปกว่าตนเอง ส่วนน้องบีก็รับไม่ได้และคิดว่าตัวเองดีกว่ากบ ต่างฝ่ายยืนยันความถูกต้องของตัวเอง และไม่ยอมหักห้ามใจตัวเอง เพื่อช่วยปรับเปลี่ยนนิสัยของกันและกัน ลองคิดตามนะครับ ปัญหารูมเมตไม่ใช่เรื่องใหญ่ การแยกกันอยู่ก็ไม่ใช่ทางแก้ปัญหาที่แย่นัก แต่ต่อไปทั้งน้องกบและน้องบีได้แต่งงาน มีครอบครัว แล้วไม่พอใจกับคู่ครอง เกิดปัญหาในครอบครัวเช่นเดียวกับคู่สามีภรรยาชาวเกาหลีนี้ ทั้งคู่จะใช้วิธีการแก้ปัญหาแบบไหนครับ เมื่อยังป่วยเป็นโรคศักดิ์ศรีและอารมณ์เช่นนี้

ในปัจจุบันนี้ คนเราชอบตามอารมณ์ความรู้สึก และใช้ศักดิ์ศรีมากเกินไป จนทำให้จิตใจของเราไม่กว้างมากพอ ไม่สามารถปรับเปลี่ยนเพื่อโอบอุ้มผู้อื่นได้ จึงนำไปสู่ปัญหาทะเลาะเบาะแว้ง และการหย่าร้างกันในที่สุด

คนที่มีสติปัญญาจริง คือ คนที่มีจิตใจกว้างขวางสามารถรับข้อเสียของคนอื่น เห็นอกเห็นใจ และพูดคุยปรับเปลี่ยนจิตใจกับคนอื่นได้อย่างเป็นธรรมชาติ เราต้องเข้าใจอย่างชัดเจนครับว่า ไม่มีใครบนโลกใบนี้ ‘ถูกต้อง’ ทั้งหมด แต่เราต้องเป็นกระจกช่วยส่องระหว่างกัน


ดร.(กิตติมศักดิ์) ฮักเชิล คิม
ผู้ก่อตั้งมูลนิธิเยาวชนสัมพันธ์นานาชาติ ประจำประเทศไทย
hc.kim@yahoo.com

 

 

บทความก่อนหน้านี้ทษช.เผย ทูลกระหม่อมฯ ทรงมีพระเมตตา เสียสละทำงานเพื่อประชาชน
บทความถัดไปเผยภาพลายเซ็น “ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนฯ มหิดล” ลงพระนามรับด้วยพระองค์เอง!