ไทยพีบีเอสกำลังเผชิญจุดเปลี่ยนสำคัญ 2 เรื่อง ทั้งข้อเสนอแก้ไขกฎหมายแหล่งเงินทุน และการตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง. ซึ่งล้วนเกี่ยวข้องกับความเชื่อมั่นของประชาชนต่อสื่อสาธารณะที่ต้องมีทั้งความเป็นอิสระและความโปร่งใส
เรื่องแรก การเสนอแก้ไขกฎหมายกลุ่ม 4 ส. ได้แก่ สสส. ไทยพีบีเอส กองทุนผู้สูงอายุ และกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ เปลี่ยนแหล่งเงินจากภาษีสรรพสามิตสุราและยาสูบที่จัดสรรให้โดยตรง มาเป็นการขอรับงบประมาณแผ่นดินตามกระบวนการปกติ
ฝ่ายเสนอให้เหตุผลว่า การเปลี่ยนระบบจะช่วยเพิ่มการตรวจสอบจากรัฐสภา สร้างวินัยการคลัง ทำให้การใช้งบประมาณคุ้มค่ามากขึ้น
ขณะที่ฝ่ายคัดค้านกังวลว่า การต้องของบประมาณจากรัฐบาล อาจเปิดช่องให้ฝ่ายการเมืองใช้เงินเป็นเครื่องมือกดดันการทำงานขององค์กร โดยเฉพาะไทยพีบีเอสซึ่งมีหน้าที่ตรวจสอบอำนาจรัฐ
หัวใจของเรื่องจึงไม่ใช่เพียงการจัดระบบงบประมาณ แต่คือการรักษาสมดุลระหว่างการตรวจสอบเงินสาธารณะกับหลักประกันความเป็นอิสระของสื่อ
หากสื่อต้องพึ่งพารัฐบาลมากเกินไป ย่อมเกิดคำถามว่าจะทำหน้าที่ตรวจสอบผู้มีอำนาจได้เต็มที่เพียงใด อย่างไรก็ตาม ความเป็นอิสระก็ไม่ควรหมายถึงการปลอดจากการถูกตรวจสอบเช่นกัน
ผลรับฟังความคิดเห็นต่อร่างกฎหมายทั้ง 4 ฉบับ สิ้นสุดวันที่ 14 ต.ค.ที่ผ่านมา พบว่าผู้แสดงความคิดเห็น 80-90% ไม่เห็นด้วยกับการเปลี่ยนแหล่งเงินทุน ทำให้ล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ ระบุว่า ต้องพิจารณาข้อกฎหมายและขั้นตอนอย่างละเอียดรอบคอบ ท่าทีดังกล่าวสะท้อนว่า ฝ่ายการเมืองต้องรับฟังเสียงประชาชน
แม้ผลรับฟังความคิดเห็นจะไม่ใช่ข้อยุติทางกฎหมาย แต่เป็นข้อมูลสำคัญที่พรรคแกนนำรัฐบาลมองข้ามไม่ได้
แม้เรื่องแก้ไขกฎหมายแหล่งเงินทุนเริ่มมีสัญญาณชะลอจากฝ่ายการเมือง แต่ไทยพีบีเอสยังต้องเผชิญการตรวจสอบจากสตง. ซึ่งทักท้วงการจ่ายค่าตอบแทนว่าจ้างเอกชนผลิตรายการ จ้างพิธีกร การใช้รถส่วนกลาง และระบบประเมินผลสัมฤทธิ์
ขณะที่ไทยพีบีเอสชี้แจง พร้อมตั้งข้อสังเกตต่อการแถลงผลตรวจสอบก่อนกระบวนการเสร็จสิ้น อีกทั้งการตรวจสอบควรยึดหลักฐาน เปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายชี้แจง และเปิดเผยอย่างเป็นธรรม เพื่อให้สังคมเห็นข้อเท็จจริงทุกด้าน ไม่ใช่ตัดสินจากด้านเดียว
ดังนั้น สิ่งที่ประชาชนต้องติดตามต่อไปคือ ผลตรวจสอบของสตง. จะลงเอยอย่างไร ใครต้องรับผิดชอบ
รวมทั้งไทยพีบีเอสจะปรับปรุงข้อบกพร่องได้จริงหรือไม่ เพราะสื่อสาธารณะที่เข้มแข็ง ต้องมีความสมดุลทั้งอิสระจากการเมือง และความโปร่งใสในการใช้เงินภาษีประชาชน