คอลัมน์ หลอน : เพื่อนบ้านหลังขวา

“นทธี ศศิวิมล”

หมู่บ้านที่ครอบครัวผมย้ายมาอยู่ใหม่นี้เป็นหมู่บ้านเก่าแก่สร้างมานานมีคนอยู่อาศัยกันเกินยี่สิบปีแล้วทุกหลัง ผมเห็นประกาศขายในอินเตอร์เน็ตในราคาที่ค่อนข้างถูก เจ้าของบอกอยากกลับไปอยู่บ้านเกิดที่ต่างจังหวัด ผมจึงตกลงซื้อ

เมื่อจัดการเรื่องธนาคารเรียบร้อยแล้ว มีการปรับปรุงซ่อมแซมบ้านบางส่วนเพราะเจ้าของเก่าก็อยู่มานาน ระหว่างที่ปรับปรุงผมก็มาดูแลแทบทุกวันจนกระทั่งเสร็จ ผมแทบไม่ได้คุยกับเพื่อนบ้านเลย เข้าใจว่าคงกลับกันดึกดื่นตามประสาคนเมืองหลวง ตื่นเช้ากลับดึกทำนองนี้

ย้ายมาอยู่แล้ว เนื่องจากผมทำงานฟรีแลนซ์จึงอยู่บ้านแทบทั้งวัน ภรรยาทำงานบริษัท ลูกสามคนไปโรงเรียน ผมก็ยังสังเกตว่าแทบไม่เจอเพื่อนบ้านเลย โดยเฉพาะกับเพื่อนบ้านหลังติดกัน จะออกไปทัก ไปกดกริ่งเรียกก็ใช่ที่ ภรรยาผมบอกลองทำอาหารหรือซื้ออาหารไปฝาก การกดกริ่งเรียกคงมีเหตุผลขึ้นมา 

ผมชอบทำแกงเขียวหวานรับประทานเองเป็นประจำ จึงทำขึ้นหม้อหนึ่งแล้วตักใส่ชามเดินไปกดกริ่งเรียกแต่ละบ้านใกล้ๆ เพื่อนบ้าน รอบๆ หลายหลังออกมารับและคุยด้วย แต่เพื่อนบ้านติดกันทางขวามือกลับไม่ออกมาเลย

เขาคงไม่อยากยุ่งกับใคร อาจมีนิสัยไม่ชอบสุงสิงล่ะมั้ง หรือวันนี้อาจจะไม่อยู่ก็ได้ เมียผมกล่าว ผมพยักหน้ารับฟัง พลางมองไปยังบ้านหลังนั้น ทันใดนั้นเองเหมือนมีคนเดินอยู่ในบ้าน ไฟสว่างขึ้นมาจากด้านใน นั่นไง เขาอยู่บ้านทั้งวันแหละ พี่ไม่เห็นคนในบ้านนี้ออกไปไหนเลย ตั้งแต่มาอยู่นี่ ผมตอบภรรยา

“แต่พี่ก็ไม่ได้ไปเฝ้าเขาทั้งวันนี่ พี่นั่งทำงาน จะสรุปแบบนี้ไม่ได้นะ” เมียผมแย้ง

อีกสองสามคืนถัดมา ผมกำลังนั่งทำงานอยู่พลางมองออกนอกหน้าต่างลงไป เห็นเพื่อนบ้านหลังขวาพากันออกมานั่งปูเสื่อกินอาหารปิ้งย่างอย่างหมูกระทะ ทั้งหมดมีห้าคน เป็นผู้ใหญ่สอง ชายกับหญิงและเด็กเล็กสองคนพร้อมเด็กโตอีกหนึ่งคน ท่าทางเอร็ดอร่อย ผมจึงตัดสินใจจะทำทีลงไปเดินเล่นผ่านหน้าบ้านแล้วหาจังหวะทัก

ปรากฏว่าเมื่อลงไปแล้วหน้าบ้านเขากลับเงียบเชียบเหมือนไม่มีคนอยู่ ไฟตามหัวเสาที่เปิดส่องสว่างเมื่อครู่และไฟภายในบ้านดับสนิทหมดทุกดวง ผมแปลกใจ คิดว่าตัวเองไม่ได้ตาฝาดแน่ๆ ผมเห็นเต็มสองตาว่าพวกเขากำลังอร่อยและดูมีความสุขกับการปิ้งย่าง

หลังจากนั้นก็ยังเจอยังเห็นคนในบ้านเขาอยู่ตลอด ไม่ว่าจะออกมารดน้ำต้นไม้ ยืนตากผ้าหรือเล่นกับหมาภายในบ้าน บางคืนก็ได้ยินเสียงเพลงดังแว่วมาด้วยซ้ำ แต่กระนั้นผมก็ไม่ได้สนใจอะไร เพราะคืนหนึ่งที่ผมออกไปเดินรับลมเย็นๆ พลางสูบบุหรี่ผมเห็นผู้ชายในบ้านเขายืนตัดแต่งต้นไม้อยู่ริมรั้ว ผมทักเขา แต่เขาไม่สนใจที่จะทักทายตอบ ผมแน่ใจว่าเขาได้ยินที่ผมพูดแน่ๆ เพราะเห็นหน้าเขามองมายังผมแล้วหลบหน้าไปเหมือนไม่อยากจะคุยด้วย

จนกระทั่งคืนวันลอยกระทงที่ผ่านมานี่เอง ตอนผมกับภรรยากำลังจะออกไปเที่ยวงานลอยกระทง ผมยังเห็นพวกเขาลอยกันเองในบ้าน โดยลอยในสระพลาสติกขนาดใหญ่ ด้วยกิริยาอาการที่สนุกสนานกันทั้งบ้านโดยไม่สนใจผมกับภรรยาเลยสักนิดที่กำลังถอยรถออกจากบ้าน ไม่มีทักทายสักคำเลย

เมื่อกลับมาถึงบ้านตอนสี่ทุ่ม พวกเขาก็ยังนั่งกันอยู่ในส่วนสนามหญ้าภายในบ้านของเขา ผมกับภรรยาเมื่อเข้ามาในบ้านได้สักพักก็ได้ยินเสียงตะโกนขอความช่วยเหลืออยู่ริมรั้วหน้าบ้านผม ผมกับภรรยาจึงรีบออกไปดู โดยผมหันไปเปิดลิ้นชักหยิบปืนพกติดตัวไปด้วย เผื่อมีเหตุต้องใช้ป้องกันตัว เพราะเสียงที่หวีดร้องนั้นน่าตระหนกไม่น้อย

ภาพต่อหน้าผมกับภรรยาก็คือ ผู้ชายเลือดท่วมตัวนอนแน่นิ่งอยู่ภายในรั้ว ใกล้กันผู้หญิงคนหนึ่งกำลังตื่นกลัวอย่างเต็มที่ พูดละล่ำละลักฟังไม่เป็นภาษา ผมกวาดตามองไปด้านในพลันตกใจอย่างที่สุด เมื่อพบร่างลูกชายลูกสาวของพวกเขาสามคนนอนจมกองเลือด คนเป็นแม่ร้องกรี๊ดแล้ววิ่งหายเข้าไปในบ้าน

ผมไม่รอช้ารีบต่อโทรศัพท์แจ้ง 1669 และตำรวจ 191

ทว่าเมื่อทั้งรถพยาบาลกู้ชีพและรถสายตรวจตำรวจมาถึง ภาพที่ผมเห็นต่อหน้ากลับมลายหายไปราวไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ผมงุนงง หันไปทางภรรยาที่เธอก็ตกใจและกล่าวยืนยันอีกเสียงว่าที่แจ้งไปเป็นความจริง

ตำรวจและเจ้าหน้าที่ 1669 ต่างไม่พอใจผม จนกระทั่งได้เพื่อนบ้านคนหนึ่งมาอธิบายให้ฟังว่า “สามปีที่แล้วในวันลอยกระทง ครอบครัวนี้ถูกยิงตายยกครัวอย่างที่พี่ผู้ชายเขาเห็นแหละ หลังจากนั้นไม่นานภรรยาเขาก็ผูกคอตายที่ต้นไม้ต้นนั้น” ว่าพลางชี้ไปยังต้นมะม่วงภายในเขตรั้ว “พี่อาจจะได้เห็นแหละ เพราะเจ้าของเก่าที่พี่ซื้อเขาก็เคยเจออย่างนี้ คนแถวนี้พอมืดถึงไม่ค่อยได้ออกจากบ้าน”

“แล้วทำไมไม่บอกผม” ผมโอดครวญ?

“ก็ไม่นึกว่าพี่จะเจอนี่” เขาตอบหน้าตาเฉย?