วิเคราะห์การเมือง : อารมณ์ สังคม อยากเห็น “การเลือกตั้ง” ขึ้น กระแสสูง

ยิ่งเห็นอารมณ์ความรู้สึก “อยากเลือกตั้ง” ปรากฏขึ้นและดำรงอยู่ภายในสังคมมากขึ้นเพียงใด ยิ่งทำให้ภาพของ “กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง” ที่เคลื่อนไหวเมื่อปลายเดือนมกราคม 2561

มากด้วยความโดดเด่น

จากเดือนมกราคมกระทั่งเดือนพฤษภาคม 2561 พวกเขาเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องเกิดเป็นกลุ่ม MBK ตามมาด้วยกลุ่ม RDN

ติดคดีความมากมาย แม้กระทั่งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116

ความเรียกร้องต้องการของพวกเขาเด็ดเดี่ยวมั่นคง คือ อยากเห็นการเลือกตั้งเกิดขึ้นภายในเดือนพฤศจิกายน 2561 ให้จงได้

จิตหนึ่งใจเดียว คือ “อยากเลือกตั้ง”

ต้องยอมรับว่า กระบวนการเคลื่อนไหวของ “กลุ่มอยากเลือกตั้ง” เป็นการจุดประกายในทางความคิด หรือจะเรียกอย่างเป็นภาษาสมัยใหม่

ก็ต้องเรียกว่าเป็น Start Up

พลันที่พวกเขาสำแดงตัวตนออกมาก็เปิดการปะทะกับอีกตัวตนหนึ่งซึ่งยึดตามคำสั่งหัวหน้าคสช. ฉบับที่ 3/2558 ห้ามชุมนุมทางการเมืองเกินกว่า 5 คนมาเป็นเครื่องมือ

นำไปสู่ภาพเปรียบเทียบ 2 ภาพโดยอัตโนมัติ

ภาพ 1 เรียกร้องต้องการอยากเห็น “การเลือกตั้ง” ปรากฏขึ้นตามคำมั่นสัญญาที่เคยให้ไว้เมื่อไปเยือนทำเนียบขาว

ภาพ 1 เหมือนกับไม่อยากเห็น “การเลือกตั้ง”

ถามว่าความเรียกร้องต้องการ “การเลือกตั้ง” กำลังเป็นกระแสและเป็นความเรียกร้องต้องการภายในสังคมไทยหรือไม่

คำตอบนี้เห็นจากกรณี “ผู้ตรวจการเลือกตั้ง”

พลันที่ 36 สนช.ก่อการเคลื่อนไหวเพื่อแก้ไขพ.ร.ป.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้งโดยเน้นไปยังตำแหน่ง “ผู้ตรวจการเลือกตั้ง” กระแสต่อต้านก็เกิดตามมาโดยอัตโนมัติ

มิใช่เพื่อปกป้องกกต.ชุดเก่า หากแต่เพราะรู้ “เจตนา”

เด่นชัดว่าเจตนาของ 36 สนช.ก็เพื่อยื้อ ถ่วง หน่วงโรดแม็ป “การเลือกตั้ง” ให้ทอดยาวออกไป จึงพากันออกมาต่อต้านขัดขวาง

กระทั่งในที่สุดก็จำใจต้องถอนร่างออกไป

ไม่ว่าจะมองผ่านพาดหัวตัวไม้ของสื่อหนังสือพิมพ์ ไม่ว่าจะมองผ่านการกำหนดวันเลือกตั้งเป็นเหมือนกับตุ๊กตาอันมาจากกกต.

2 เรื่องนี้ขานรับกันอย่างปี่กับขลุ่ย

สะท้อนความเรียกร้องต้องการ “การเลือกตั้ง” อันเกิดขึ้นและดำรงอยู่ภายในสังคมได้อย่างลึกซึ้งและกว้างขวาง

เท่ากับเป็นสัญญาณเตือนไปยังคนยื้อ ถ่วง หน่วง “การเลือกตั้ง”