เช็กด่วน 5 สัญญาณเตือน ความดันพุ่งปรี๊ด หลังรับประทานอาหาร เสี่ยงเส้นเลือดสมองตีบ อัมพาต หัวใจวาย ฉับพลัน! แนะวิธีแก้ไขทันที

นพ.ศุภฤกษ์ วิจารณาญาณ หรือ หมอโอ๊ค เจ้าของเพจ “หมอโอ๊ค DoctorSixpack” ได้โพสต์ข้อความให้ความรู้เกี่ยวกับสัญญาณเตือนเลือดข้นหนืด ระบุว่า 5 สัญญาณเตือน เลือดหนืดข้น หลังมื้ออาหาร เสี่ยงเส้นเลือดสมองตีบ อัมพาตฉับพลัน รู้ก่อน รอด!

กินอิ่มแล้วปวดหัวตึ้บ หน้าแดง ใจสั่น เช็กด่วน 5 สัญญาณความดันพุ่งปรี๊ดหลังอาหาร ภัยเงียบเสี่ยงอัมพาตและหัวใจวายที่วัย 40+ ห้ามมองข้าม!

เพื่อนๆ วัย 35-40++ เคยสังเกตตัวเองไหมครับว่า ทานข้าวมื้อใหญ่เสร็จทีไร แทนที่จะอิ่มสบาย กลับมีอาการปวดตึงท้ายทอย ใจสั่น หรือมึนงงเหมือนบ้านจะหมุน หลายคนคิดว่าเป็นแค่อาการ “อาหารตกเป็นพิษ” หรือหนังท้องตึงหนังตาหย่อนธรรมดา

แต่ในทางเวชศาสตร์วิถีชีวิต (Lifestyle Medicine) อาการเหล่านี้คือเสียงกรีดร้องของหลอดเลือด เมื่อเราทานอาหารที่เต็มไปด้วยโซเดียม น้ำตาล และไขมันทรานส์ ร่างกายจะดึงน้ำเข้าสู่หลอดเลือดอย่างรวดเร็ว ทำให้ปริมาตรเลือดเพิ่มขึ้นกะทันหัน หัวใจต้องบีบตัวอย่างหนักหน่วงเพื่อปั๊มเลือดผ่านหลอดเลือดที่แข็งกระด้าง ส่งผลให้ “ความดันโลหิตพุ่งสูงปรี๊ดหลังมื้ออาหาร

หากเราเพิกเฉย ปล่อยให้หลอดเลือดรับแรงกระแทกซ้ำๆ ทุกวัน มันอาจนำไปสู่เส้นเลือดในสมองปริแตก ตีบตัน และกลายเป็นอัมพาตครึ่งซีกได้ในชั่วข้ามคืน

5 สัญญาณเตือนความดันพุ่งหลังกินข้าว พร้อมวิธีแก้อาการทันที

1.ปวดตึงท้ายทอย ร้าวลงคอบ่าไหล่ ปัญหาเริ่มต้นเมื่อทานอาหารที่มีรสเค็มจัดหรือผงชูรสสูง โซเดียมจำนวนมหาศาลจะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด ทำให้เกิดการคั่งของน้ำในหลอดเลือด แรงดันที่เพิ่มขึ้นอย่างฉับพลันนี้จะไปกดทับเส้นประสาทบริเวณท้ายทอยและฐานกะโหลกศีรษะ

อาการปวดตึงนี้ไม่ใช่การปวดกล้ามเนื้อออฟฟิศซินโดรมธรรมดา แต่มันคือแรงดันเลือดที่กำลังพยายามหาทางระบายออก หากความดันสูงทะลุพิกัด หลอดเลือดฝอยในสมองอาจรับไม่ไหวและแตกได้ครับ

วิธีแก้ไขทันที : หยุดทานอาหารมื้อนั้นทันที ให้ดื่มน้ำเปล่าอุณหภูมิห้องตามเข้าไป 1-2 แก้ว เพื่อช่วยเจือจางความเข้มข้นของโซเดียมในเลือด และในมื้อถัดไปให้เน้นทานอาหารที่มีโพแทสเซียมสูง เช่น กล้วยหอม หรือผักโขม เพื่อช่วยขับโซเดียมส่วนเกินออกทางปัสสาวะ

2.หน้าแดงร้อนวูบวาบ ใจสั่นเต้นแรง หลังมื้ออาหารที่เต็มไปด้วยแป้งขัดขาวและไขมันเลว ระบบย่อยอาหารจะต้องการเลือดจำนวนมากไปหล่อเลี้ยง ทำให้หัวใจต้องทำงานหนักขึ้นแบบโอเวอร์โหลด ยิ่งผนังหลอดเลือดของเราแข็งกระด้างจากอายุที่มากขึ้น หัวใจก็ยิ่งต้องบีบตัวแรงขึ้นเพื่อปั๊มเลือดไปให้ถึงปลายทาง

แรงดันที่พุ่งสูงนี้จะทำให้เส้นเลือดฝอยที่ใบหน้าขยายตัวจนเกิดอาการหน้าแดง และรู้สึกได้ถึงจังหวะหัวใจที่เต้นโครมครามอยู่ในอกครับ อาการนี้คือสัญญาณเตือนว่ากล้ามเนื้อหัวใจกำลังรับภาระหนักเกินไป ซึ่งเสี่ยงต่อภาวะหัวใจวายเฉียบพลัน

วิธีแก้ไขทันที : นั่งพักในที่ที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก ปลดกระดุมคอเสื้อให้หลวม และเริ่มฝึกลมหายใจแบบ 4-7-8 (หายใจเข้า 4 วินาที กลั้น 7 วินาที เป่าออก 8 วินาที) เพื่อกระตุ้นระบบประสาทพาราซิมพาเทติกให้สั่งหัวใจเต้นช้าลงและคลายหลอดเลือด

3.ตาพร่ามัว มองเห็นภาพซ้อนชั่วขณะ จอประสาทตาของเราเต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอยขนาดเล็กจิ๋วที่เปราะบางมาก เมื่อความดันโลหิตพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วหลังมื้ออาหาร แรงดันนี้จะไปกระแทกผนังเส้นเลือดฝอยในตา ทำให้เกิดการบวมน้ำหรือมีเลือดออกเล็กน้อยที่จอประสาทตา

ส่งผลให้มีอาการตาพร่ามัว มองเห็นจุดดำๆ ลอยไปมา หรือโฟกัสภาพไม่ได้ชั่วขณะ หากปล่อยให้เกิดเหตุการณ์นี้ซ้ำๆ อาจนำไปสู่ภาวะจอประสาทตาเสื่อมและสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวรได้

วิธีแก้ไขทันที : หลับตาพักสายตาทันทีครับ ห้ามขยี้ตาเด็ดขาด ประคบดวงตาด้วยผ้าชุบน้ำเย็นเบาๆ เพื่อลดการขยายตัวของหลอดเลือด และงดการจ้องหน้าจอมือถือหรือคอมพิวเตอร์จนกว่าการมองเห็นจะกลับมาเป็นปกติครับ

4.มึนงง คลื่นไส้ คล้ายบ้านจะหมุน เมื่อความดันโลหิตสวิงขึ้นลงอย่างรุนแรงหลังมื้ออาหาร มันจะไปรบกวนการไหลเวียนของเลือดที่ส่งไปหล่อเลี้ยงสมองส่วนที่ควบคุมการทรงตัว

เลือดที่ไหลเวียนไม่สม่ำเสมอจะทำให้สมองขาดออกซิเจนชั่วขณะ เกิดอาการหน้ามืด วิงเวียนศีรษะ คลื่นไส้อยากอาเจียน และรู้สึกเหมือนสิ่งแวดล้อมรอบตัวหมุนเคว้ง ภาวะนี้อันตรายมากเพราะอาจทำให้ล้มฟาดพื้นจนเกิดอุบัติเหตุรุนแรงแทรกซ้อนได้

วิธีแก้ไขทันที : ห้ามลุกขึ้นยืนหรือเปลี่ยนอิริยาบถอย่างรวดเร็ว ให้นั่งพักหรือเอนตัวนอนราบลงกับพื้น ยกขาทั้งสองข้างให้สูงกว่าระดับหัวใจเล็กน้อย เพื่อให้เลือดไหลเวียนกลับไปหล่อเลี้ยงสมองได้เร็วขึ้น

5.หายใจไม่เต็มอิ่ม อึดอัดแน่นหน้าอก การทานอาหารมื้อใหญ่จนกระเพาะคราก จะทำให้กระเพาะอาหารขยายตัวไปดันกระบังลม ทำให้ปอดขยายตัวรับออกซิเจนได้ไม่เต็มที่ ผนวกกับความดันเลือดที่พุ่งสูง ทำให้หัวใจต้องการออกซิเจนมากขึ้นแต่ปอดกลับส่งให้ไม่พอ

ร่างกายจึงเกิดภาวะขาดออกซิเจนแฝง ส่งผลให้รู้สึกอึดอัด หายใจสั้น หอบเหนื่อย และแน่นหน้าอก นี่คือจุดเริ่มต้นของภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดที่อาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้

วิธีแก้ไขทันที : ปลดเข็มขัดหรือกางเกงให้หลวมที่สุด ยืดตัวตรงเพื่อเปิดช่องว่างให้ปอดขยายตัว และค่อยๆ ลุกขึ้นเดินช้าๆ ห้ามนอนราบเด็ดขาด เพื่อช่วยให้กระเพาะอาหารบีบตัวและลดแรงกดทับที่กระบังลม

ที่มา : หมอโอ๊ค DoctorSixpack

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน