“ฮุนเซน” ปลื้มมากๆ โผกอดบิ๊กตู่แนบแน่น นายกฯ ขอผู้นำกัมพูชา มีอะไรให้พูดแบบเปิดอก

“ประยุทธ์” และนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ร่วมประชุมร่วมนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีอย่างไม่เป็นทางการ ไทย – กัมพูชา ครั้งที่ 3 เห็นพ้องเร่งขับเคลื่อนกลไกความร่วมมือเพื่อผลรูปธรรม ขอ “ฮุนเซน” มีอะไรให้พูดกันแบบเปิดอก “ยอมรับ”สถานการณ์การเมือง 2 ประเทศมีความอ่อนไหว

 

เวลา 11.00 น. ที่อาคารสันติภาพ สำนักนายกรัฐมนตรีกัมพูชา กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรีเข้าร่วมการประชุมร่วมนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีอย่างไม่เป็นทางการ ไทย – กัมพูชา ครั้งที่ 3

 

ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวตอนหนึ่งว่า หลายประเด็นที่หารือร่วมกันไว้จะได้เร่งรัดติดตามความก้าวหน้า ในฐานะที่เป็นประเทศเพื่อนบ้านกัน เราสามารถพูดคุยกันได้ทุกเรื่อง ไม่ต้องเกรงใจ โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรีทั้งสองประเทศมีความเข้าอกเข้าใจกันอยู่แล้ว ไม่มีอะไรต้องปิดบังกัน จะได้ปลดล็อกกันให้ได้ โดยจะไม่สร้างปัญหาให้วันข้างหน้า อีกทั้งสถานการณ์ทางการเมืองของทั้งสองประเทศก็อ่อนไหวด้วยกันทั้งคู่ จึงฝากให้ทำเข้าใจตรงนี้ ก็จะเดินหน้าต่อไปได้ในทุกเรื่อง ทั้งนี้ ไทยกำลังดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีอยู่ขณะนี้ และ Thailand 4.0 รัฐบาลกัมพูชาก็ดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์จตุโกณที่มีความสำคัญสอดคล้องกับนโยบาย Thailand 4.0 อาทิ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การขยายเครือข่ายความเชื่อมโยงด้านการคมนาคม การเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขัน การสนับสนุนผู้ประกอบการขนาดเล็ก SMEs และกลุ่ม Start up

“นอกจากนี้ไทยได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ที่เป็นหัวใจของการพัฒนาประเทศ โดยขณะนี้ไทยส่งเสริมสนับสนุนการศึกษาสายอาชีวะ ซึ่งจะผลิตแรงงานที่สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาประเทศ สำหรับการพัฒนาประเทศนั้น ไทยยึดนโยบาย Thailand +1 และเน้นความร่วมมือที่เป็นหุ้นส่วนและเดินหน้าไปด้วยกัน และต้องร่วมกันแก้ปัญหาที่มีอยู่ โดยไม่สร้างปัญหาในวันข้างหน้า ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรีหวังว่าการประชุมร่วมนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีอย่างไม่เป็นทางการในครั้งนี้ จะเป็นโอกาสอันดีสำหรับการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและข้อเสนอแนะในการกระชับความร่วมมือและแนวทางสร้างผลสัมฤทธิ์ที่เป็นรูปธรรมยิ่งขึ้นเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนของประเทศทั้งสอง” นายกรัฐมนตรี กล่าว

 

ขณะที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กล่าวให้ข้อคิดเกี่ยวกับความร่วมมือด้านการเมืองและความมั่นคง ว่า การเมืองและความมั่นคงระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา ที่ผ่านมามีความร่วมมือระหว่างกันอย่างดียิ่ง ในทุกระดับ ทั้งระดับรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการเหล่าทัพ และแม่ทัพภาค รวมทั้งกลไกทวิภาคี คณะกรรมการชายแดนทั่วไป หรือ GBC และ RBC และการประชุมคณะผู้ว่าราชการจังหวัดชายแดนไทย – กัมพูชา ซึ่งดูแลด้านความมั่นคงชายแดนในส่วนของประชาชนในท้องถิ่นโดยตรง ทำงานอย่างบูรณาการเสริมสร้างพื้นที่ชายแดนให้มีความสงบสุข สองประเทศมีเสถียรภาพ เพื่อให้ประชาชนทั้งสองฝ่ายมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นบนพื้นฐานของความมั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืน ดังนั้น ขอให้ทั้งสองฝ่ายเร่งจัดทำรายชื่อผู้ประสานงาน สำหรับช่องทางการสื่อสารเพื่อแก้ไขปัญหาเร่งด่วนในทุกระดับการบังคับบัญชาเพื่อการประสานงานอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นบริเวณชายแดนได้อย่างทันท่วงที

พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า การสำรวจและจัดทำหลักเขตแดน ได้สำรวจสภาพและที่ตั้งของหลักเขตแดนไปแล้วทั้งสิ้น 68 หลัก จากจำนวนหลักเขตทั้งสิ้น 73 ความร่วมมือด้านการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ฝ่ายไทยจัดตั้งหน่วยประสานงานชายแดนด้านยาเสพติด หรือ BLO ประจำการที่จุดผ่อนปรนฯ ช่องสายตะกู จังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อเตรียมรองรับผลกระทบที่อาจมีขึ้นจากการยกระดับพื้นที่ดังกล่าวเป็นจุดผ่านแดนถาวรในอนาคต สำหรับความคืบหน้าด้านการป้องกันและปราบปรามการลักลอบตัดไม้พะยูง สถิติการลักลอบตัดไม้พะยูงบริเวณชายแดนรวมถึงเหตุการณ์ปะทะอันสืบเนื่องมาจากการลักลอบตัดไม้ดังกล่าวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จึงขอให้สองฝ่ายจัดการประชุมคณะกรรมการระดับชาติสองฝ่ายในโอกาสแรกเพื่อหารือแนวทางป้องกันปัญหาดังกล่าวอย่างเป็นระบบและยั่งยืน เรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นการขยายความร่วมมือในรูปแบบใหม่ ขอเสนอให้สองฝ่ายช่วยกันรักษาความสะอาดบริเวณลำคลอง โดยอาจเริ่มต้นจากพื้นที่บริเวณจุดผ่านแดนถาวรสำคัญ อันจะช่วยเสริมสร้างภูมิทัศน์ที่สวยงามสำหรับผู้สัญจรข้ามแดนและช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวอีกทางหนึ่งด้วย สำหรับประเด็นความร่วมมือด้านการบริหารจัดการภัยพิบัติ ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งสองฝ่ายหารือในรายละเอียดต่อไป นอกจากนี้ รองนายกรัฐมนตรี ได้ย้ำถึงความสำคัญของความมั่นคง เพราะเป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาประเทศไปข้างหน้า ไทยและกัมพูชาจะต้องร่วมมือกันรับมือกับความท้าทายและภัยคุกคามความมั่นคง รวมทั้ง สร้างสรรค์ความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม


 

“ช่องทางการสื่อสารเพื่อแก้ไขปัญหาเร่งด่วนเป็นสิ่งสำคัญ จึงขอให้ทั้งสองฝ่ายจัดทำรายชื่อผู้ประสานงานหรือฮอตไลน์ในทุกระดับ การบังคับบัญชา เพื่อประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหาบริเวณแนวชายแดน สำหรับการสำรวจและการจัดทำหลักเขตแดนมีความคืบหน้าไปพอสมควร ทั้งสองฝ่ายสำรวจทั้งที่ตั้งและหลักเขต”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากนั้น นายกรัฐมนตรี ทั้งสองเป็นสักขีพยาน การลงนามเอกสาร 2 ฉบับ ประกอบด้วย แถลงการณ์ร่วมสำหรับการประชุมร่วมนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีอย่างไม่เป็นทางการ ไทย – กัมพูชา ครั้งที่ 3 และความตกลงเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนไทย – กัมพูชา ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์แก่ภาคเอกชนของทั้งสองฝ่าย และส่งเสริมการลงทุนระหว่างกันต่อไป

 

จากนั้นเป็นการแถลงร่วมกันระหว่างนายกรัฐมนตรี ทั้ง 2 ประเทศ โดยพล.อ.ประยุทธ์ กล่าวเน้นย้ำ สินค้าทางการเกษตร ว่าประเทศไทยยินดี ให้ความช่วยเหลือ ปรับปรุงพัฒนาคุณภาพสินค้าการเกษตร ส่วนการเปิดจุดผ่านแดนจะเร่งรัดการหารือ ในส่วนคณะกรรมการ เจบีซี ให้ดำเนินการให้รวดเร็วมากขึ้น พร้อมตกลงความร่วมมือมากขึ้นในด้านยาเสพติด ค้ามนุษย์ โดยเฉพาะแรงงานประมง จากกัมพูชา จะต้องคัดแยกให้ถูกต้องตามกฎหมาย ส่วนเรื่องยาเสพติดนั้นไทยยินดี ช่วยตั้งศูนย์แก้ปัญหายาเสพติด และร่วมกัน ทั้งด้านการป้องกัน ปราบปรามและฟื้นฟู ส่วนเรื่องความเชื่อมโยง นั้น ได้ข้อสรุปจะร่วมมือกัน โดยในส่วนของรถไฟ จะเชื่อมไปถึงกรุงพนมเปญโดยเร็ว และจะถือว่า เป็นเส้นทางรถไฟสาย

 

ประวัติศาสตร์ เชื่อมไทย กับประเทศอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง และมีข้อตกลงจะดูแลผู้ประกอบการทั้ง 2 ฝ่ายให้ดีที่สุด ตามมาตรการที่เหมาะสม ทั้งนี้โดยสรุปแล้ว คือการก้าวไปข้างหน้าของทั้ง 2 ประเทศ เพื่อสร้างความเข้มแข็งในภูมิภาค และอยู่บนพื้นฐานการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ ไม่มีความหวาดระแวง บนผลประโยชน์ที่เท่าเทียม


ด้านนายฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา แถลงว่า การหารือกันครั้งนี้ถือเป็นเข็มทิศชี้ทางความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกัมพูชา และ ไทย อย่างไรก็ตามเกือบทุกบริบทที่หยิบยกมาหารือ และเห็นชอบร่วมกันนั้น โดยทางด้านเศรษฐกิจ ทั้ง 2 ประเทศ มุ่งเน้นเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างกัน ซึ่งไทยตกลังรับซื้อสินค้าเกษตรกรมากขึ้น ขณะที่การเชื่อมโยงระหว่างกันเป็นประเด็นหลัก และเห็นชอบเปิดด่านถาวร อีก 4 แห่ง ส่วนปัญหายาเสพติดและการค้ามนุษย์ก็เป็นประเด็นที่ทั้งสองฝ่ายหยิบยกมาหารือ กัน ทั้งนี้ อยากให้คนงานกัมพูชา เข้าทำงานในไทยอย่างถูกกฎหมาย โดยไม่ถูกหลอก ขณะเดียวกันริเริ่มให้มีหมู่บ้านสีขาว ปลอดยาเสพติด