เจ้าของร้านลูกชิ้นเปิดใจ เผยความจริงอีกมุม หลังถูกต่อว่าใจดำ แจ้งจับโจรยากจน เผยไม่ได้จะเอาผิดแล้ว แต่เป็นคดีอาญา ขอให้ทุกฝ่ายดึงสติ
เมื่อวันที่ 12 ก.ค.67 คุณอ๊อฟ เจ้าของร้านขายลูกชิ้น เปิดใจกับ ‘ข่าวสดออนไลน์’ อยากดึงสติชาวเน็ต ใช้วิจารณญาณในการอ่านข่าวให้รอบด้าน หลังถูกชาวเน็ตต่อว่าใจดำ เพราะก่อนหน้านี้ไปแจ้งความจับคนที่ขโมยลูกชิ้นกิน โดยขโมยอ้างว่า จน เอาลูกชิ้นไปให้แม่กิน
คุณอ๊อฟ กล่าวว่า รู้สึกไม่สบายใจมาก หลังจากเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น เมื่อคืนวันที่ 24 มิ.ย.ที่ผ่านมา ลูกค้าของตนได้มาซื้อลูกชิ้นทั้งหมด 2 ถุง และแจ้งว่าให้วางไว้หน้าร้าน ตนก็เอาวางไว้ ซึ่งทำแบบนี้เป็นประจำ ไม่เคยเกิดเหตุการณ์นี้เลย จากนั้นลูกค้าโทรมาตอน 4 ทุ่มครึ่ง บอกว่าไม่เห็นของ เห็นของแค่ถุงเดียวเท่านั้น ตนเลยสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น เลยนำเอาสินค้าใหม่ให้กับลูกค้าไป และเช้าวันต่อมาก็มาเปิดกล้องวงจรปิดดู ปรากฏว่าเห็นโจรมาขโมยลูกชิ้นไป 1 ถุง เลยไปแจ้งความกับตำรวจ
ต่อมาตำรวจประสานมาว่าได้ตัวคนร้ายแล้ว จึงได้เข้าไปที่ห้องสืบสวน เพื่อดูว่าคนร้ายคือใคร ทางตำรวจก็เอารูปผู้ก่อเหตุให้ดู และเห็นว่าคนก่อเหตุยังใส่ชุดเดิมที่ไปขโมยของอยู่เลย จึงโทรปรึกษาครอบครัวว่าจะเอายังไงดี เพราะเขาเหมือนไม่มีเงิน แต่มาขโมยของ พ่อก็เลยบอกว่าแล้วแต่ตนเลย เอาที่สบายใจ จึงได้ปรึกษากับตำรวจว่า ถ้าหากเราไม่เอาเรื่อง จะต้องทำยังไงต่อ แต่ตำรวจบอกว่าต้องเป็นไปตามกระบวนการกฎหมาย เพราะว่าเป็นคดีอาญา
จากนั้นร้อยเวรของคดีนี้ โทรมาแจ้งว่า “ได้คุยกับผู้ต้องหาแล้ว ผู้ต้องหายากจน มีลูก 4 คนภรรยา 1 คน และแม่ติดเตียง ไม่เอาเรื่องได้ไหม” ตนได้ยินแบบนั้นก็ตอบไปว่า “ไม่เอาเรื่องก็ได้ แต่ถ้าเขามาทำอีกล่ะ” จึงได้ถามตำรวจกลับไป ซึ่งตำรวจบอกว่า “ก็ได้ขู่คนก่อเหตุไปแล้วว่า ถ้าหากทำอีกรอบนึงจะติดคุก” ตนก็รับทราบ จากนั้นครอบครัวก็โทรมาบอกว่า ผู้ใหญ่ได้โทรมาบอกว่าเป็นคดีอาญา ไม่สามารถถอนแจ้งความได้ และเป็นเรื่องที่ความผิดได้เกิดขึ้นแล้ว หากเขาทำผิดไม่ว่ากับตนหรือกับใคร จะกลายเป็นเจ้าหน้าที่ละเลยการปฎิบัติหน้าที่ ตนก็เลยเข้าใจทั้งสองฝ่าย เพราะถ้าหากไม่ใช่เหตุแค่ขโมย แต่เป็นเหตุที่ร้ายแรงกว่านี้ ตำรวจก็จะได้รับความเดือดร้อนอีก
ตนมีโอกาสเห็นหน้าคนก่อเหตุที่ถูกจับแล้วก็นั่งหน้าจ๋อย ตอนนั้นคิดในใจว่าพี่ไม่น่าทำแบบนี้เลย จึงได้ถามตำรวจต่อว่า แล้วภรรยาของเขาถูกจับด้วยหรือไม่ ตำรวจบอกว่าดำเนินคดีเพียงแค่คนเดียว หลังจากนั้นตนก็นึกว่าเรื่องจะจบแล้ว เพราะผ่านมา 48 วันแล้ว ขณะที่ลูกค้าก็สอบถามมาว่าจะต้องจ่ายค่าของคืนหรือไม่ เนื่องจากว่าเป็นคนขโมยไป ตนก็ไม่ได้ขอให้ลูกค้าจ่ายเพิ่มเพราะว่าเห็นใจ เนื่องจากว่า ลูกค้าก็มีต้นทุนน้อย ประกอบกับเป็นความประมาทของเราทั้งคู่ด้วย ตนจึงได้ปล่อยเรื่องนี้ไป
กระทั่งวันที่ 10 มิ.ย. ที่ผ่านมา มีข่าวออกมาว่าตำรวจได้นำตัวผู้ต้องหาส่งฟ้องอัยการ และผู้ต้องหาเป็นคนยากจน เจ้าของร้านแจ้งความติดคุก และตนก็ถูกชาวเน็ตเข้ามาต่อว่าในเพจบอกว่าเจ้าของร้านใจร้าย อยากแบนร้าน หรือแม้กระทั่งบางคนมาหาถึงหน้าร้าน แล้วถามเรื่องราวที่เกิดขึ้น ซึ่งตนชี้แจงไปว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นมานานแล้ว และก่อนหน้านี้ตนได้ประสงค์อยากจะถอนแจ้งความ แต่ถอนไม่ได้เนื่องจากเป็นคดีอาญา ลูกค้าบางคนก็เข้าใจ แต่บางคนก็ไม่เข้าใจ จึงได้ถามตำรวจไปว่าทำไมถึงเรื่องนี้เกิดขึ้น เพราะเห็นว่าร้อยเวรไปสัมภาษณ์กับสื่อมวลชน ก็ได้รับคำตอบมาว่า สื่อมวลชนสนใจอยากจะติดตามเรื่องนี้ต่อ จึงขอพื้นที่สื่อในการชี้แจงข้อเท็จจริงและดึงสติชาวเน็ต
“คนไทยเราเป็นคนขี้สงสาร พอเห็นคนไม่มีฐานะมาทำแบบนี้ ก็บอกว่าเป็นทางตัน ไม่มีทางเลือก ซึ่งลูกค้าของเราส่วนใหญ่ไม่ได้มีทุนเยอะ แต่เขาดิ้นรนกันทุกคน ไม่ใช่ว่าไม่มีเงินแล้วจะมาขโมยของ เราต้องแยกแยะให้ได้ ไม่อย่างนั้นจะกลายเป็นว่าคนทำผิดเป็นฮีโร่ ทุกอย่างจะผิดเพี้ยนไปหมด ทางร้านก็มีค่าใช้จ่ายในการเช่าร้าน จ้างลูกน้อง มีต้นทุน โดนขโมยของไป ถึงจะแค่ 300 บาทแต่ก็เป็นต้นทุนซึ่ง 300 บาทนี้ เราต้องขายของ 100 กิโล ถึงจะได้กำไร 300 บาท ดังนั้นการขโมยของไม่ดี และมองย้อนกลับไปถ้าไม่ใช่เราที่เป็นคนแจ้งความ แต่เป็นลูกค้าของล่ะ เพราะเขาหาเช้ากินค่ำ 300 สำหรับเขา มันเยอะมากเพราะเขาต้องยืนปิ้งลูกชิ้นวันละหลายชั่วโมง ความเห็นใจ เราเข้าใจ แต่ถูกผิดก็ต้องเป็นอีกส่วน ”
คุณอ๊อฟ กล่าวอีกว่า ทางร้านไม่ได้เป็นคนที่ใจดำอะไร ถ้าหากมาขอดีๆ ตนก็ให้อยู่แล้ว เพราะว่าที่ผ่านมาตนได้ทำโรงทานแจกลูกชิ้นอยู่แล้ว ซึ่งเราทำทุกปี เพราะต้องการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ให้กับคนที่เดือดร้อน อยากดึงสติชาวเน็ตว่า อยากให้มีวิจารณญาณและเสพสื่อให้รอบด้าน ไม่ใช่ฟังความแต่ข้างเดียว
ทั้งนี้ ที่ผ่านมา ตนไม่ได้อยากประจานผู้ต้องหา เพราะในคลิปกล้องวงจรปิดก็เห็นหน้าชัด ตนเห็นใจครอบครัวของผู้ต้องหา เห็นใจภรรยาที่ต้องทำงานเลี้ยงลูกต่อ ถ้าหากว่าตนประจานเรื่องนี้ไป มันก็ทำให้ ครอบครัวของเขาลำบาก และลูกของผู้ต้องหาจะต้องรู้สึกยังไง ซึ่งตนให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก