ในหลายจังหวัดของไทย โดยเฉพาะทางเหนือและอีสาน “ใบยาสูบ” ไม่ได้เป็นเพียงพืชเศรษฐกิจ หากคือชีวิตของผู้คนทั้งชุมชนที่ผูกพันกับผืนดินและฤดูกาลมาหลายชั่วคน ฤดูปลูกใบยาคือช่วงเวลาที่ชุมชนมีชีวิตชีวา กลิ่นใบยาคือสัญลักษณ์ของความขยัน อดทน และความภูมิใจในอาชีพที่สืบทอดกันมาจากรุ่นปู่ย่าถึงรุ่นหลาน

แต่วันนี้ วิถีชีวิตที่เคยมั่นคงกลับเริ่มสั่นคลอน ไม่ใช่เพราะชาวไร่ละทิ้งผืนดิน หรือใบยาสูบหายจากโลกนี้ไป ทว่ามรสุมใหญ่ที่ชื่อว่า “บุหรี่เถื่อน” กำลังถาโถมเข้ามา จากผลพวงของโครงสร้างภาษียาสูบที่ซับซ้อนและสูงเกินไป จนกระทบเป็นลูกโซ่ยาวมาถึงต้นน้ำอย่างชาวไร่ผู้ปลูกใบยา ที่ต้องเผชิญความไม่แน่นอนครั้งใหญ่ในชีวิต

เสียงจากชาวไร่ที่ยังยืนหยัด

ผมปลูกใบยาสูบมาตั้งแต่รุ่นปู่ รุ่นพ่อ จนถึงรุ่นผม” นายธนกฤษณ์ จงใจ ชาวไร่ยาสูบจากเชียงรายเล่าด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจ ในการรวมตัวกันของชาวไร่ยาสูบราวร้อยคนเมื่อปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมาที่จังหวัดเชียงราย “อาชีพนี้ส่งลูกเรียน เลี้ยงครอบครัวได้มาตลอด แต่ตอนนี้โควตาปลูกเหลือแค่ครึ่งเดียว รายได้ก็หายไปครึ่งหนึ่งเหมือนกัน”

หลายเสียงจากชาวไร่ต่างพูดตรงกันว่าปัญหาใหญ่ที่สุดตอนนี้ คือ ยอดขายบุหรี่ถูกกฎหมายที่ตกลงเพราะผู้บริโภคหันไปสูบบุหรี่เถื่อนราคาถูกกว่า ส่งผลให้การยาสูบแห่งประเทศไทยต้องลดปริมาณรับซื้อใบยา ชาวไร่จำนวนมากถูกตัดโควตา รายได้ลดลงอย่างหนัก แม้จะพยายามปลูกพืชชนิดอื่นเสริม แต่ก็ “สู้ยาสูบไม่ได้” เพราะไม่มีการรับซื้อที่แน่นอน

ใบยาเป็นพืชที่เรามั่นใจได้ว่าขายได้แน่นอน” นายธนกฤษณ์บอก “แต่พอโควตาถูกลดลง มันไม่เหลือความมั่นคงแล้ว เราอยากให้รัฐช่วยปราบบุหรี่เถื่อนให้จริงจัง และคืนโควตาให้เราเต็มเหมือนเดิม”

อาชีพที่สืบทอดและอยู่ภายใต้การควบคุมเข้มงวด

การปลูกใบยาสูบไม่ใช่เรื่องง่าย และไม่ใช่อาชีพที่ใครจะเริ่มทำได้ทันที เกษตรกรต้องขึ้นทะเบียนกับกรมสรรพสามิตทุกปี ระบุพื้นที่ปลูก ปริมาณ และต้องปฏิบัติตามมาตรฐาน GAP (Good Agricultural Practice) อย่างเข้มงวด ไม่ว่าจะเป็นเมล็ดพันธุ์ที่ต้องไม่ใช่จีเอ็มโอ การใช้ปุ๋ยปลอดคลอไรด์ หรือการห้ามใช้สารเคมีตกค้าง

ชาวไร่ยาสูบหลายคนอธิบายตรงกันว่า ยาสูบต้องการปุ๋ยเฉพาะทางซึ่งราคาแพงกว่า อีกทั้งแรงงานส่วนใหญ่ก็ใช้แรงคนเกือบทั้งหมด ตั้งแต่ยกแปลง ขุดหลุม ปลูก รดน้ำ เก็บเกี่ยว และบ่มใบยาทีละใบ “มันเป็นงานที่ต้องใช้ทั้งแรงกายและใจ” พวกเขาว่า

แต่แม้จะอยู่ภายใต้การควบคุมเข้มงวดและทำทุกอย่างตามมาตรฐาน ผลตอบแทนกลับลดลงทุกปี เพราะโควตารับซื้อตกฮวบจากการที่บุหรี่เถื่อนเข้ามาแทนที่ตลาดถูกกฎหมาย

ความท้าทายของชาวไร่ในยุคเปลี่ยนผ่าน

นอกจากปัญหาโควตาลดแล้ว ชาวไร่ยาสูบยังเผชิญกับความท้าทายใหม่ๆ จากทุกทิศ ทั้งต้นทุนการผลิตที่พุ่งสูงขึ้น การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่กระทบต่อการเพาะปลูก รวมถึงความไม่แน่นอนของนโยบายรัฐด้านภาษียาสูบและการเพิ่มมาตรการควบคุมยาสูบที่เข้มงวด

ดร.ทัตพร คุณประดิษฐ์ นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ซึ่งทำงานร่วมกับกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกยาสูบอธิบายว่า ปัจจุบันชาวไร่ต้องเรียนรู้การปรับตัวต่อสภาพอากาศและแนวทางเพาะปลูกที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น “ภาควิชาการเราเหมือนเป็นตัวเชื่อมในเรื่องของภูมิปัญญาที่เขามีอยู่แล้วกับความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ การนำวิชาการเข้าไปช่วยปรับวิถีชีวิตการเพาะปลูกให้กับชุมชนจะทําให้การดูแลสิ่งแวดล้อมดีขึ้นในอนาคตครับ ซึ่งชาวไร่ก็เปิดใจเป็นอย่างดี พวกเขาเองมีความต้องการอยู่แล้ว”

แม้เกษตรกรหลายรายจะปรับตัวตามกระแสได้บ้าง เช่น การปลูกพืชหมุนเวียน หรือรวมกลุ่มกันอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม แต่สิ่งที่หนักหนาที่สุดกลับเป็นสิ่งที่พวกเขาควบคุมไม่ได้เลย นั่นคือ ราคารับซื้อพืชหมุนเวียน ผลกระทบจากนโยบายภาษียาสูบและบุหรี่เถื่อนที่ระบาดทั่วประเทศ

ภาษีซับซ้อน = บุหรี่เถื่อนระบาด = ชาวไร่รายได้หด

หลังปี 2560 ประเทศไทยปรับโครงสร้างภาษียาสูบครั้งใหญ่โดยปรับยกฐานภาษีให้สูงขึ้นเป็นราคาขายปลีกแล้วเก็บทั้ง “ภาษีตามมูลค่า” และ “ภาษีตามปริมาณ” พร้อมกัน แทนที่จะเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ผลคือราคาบุหรี่ถูกกฎหมายพุ่งสูงทันที ผู้บริโภคจำนวนมากหันไปสูบบุหรี่เถื่อนแทน เพราะราคาถูกกว่าครึ่ง

ข้อมูลจากสถาบัน Nielsen ระบุว่า สัดส่วนบุหรี่เถื่อนในไทยเพิ่มจาก 2.9% ในปี 2559 เป็นกว่า 28% ในปี 2568 หรือเพิ่มขึ้นเกือบสิบเท่าในเวลาไม่ถึงสิบปี ส่วนบุหรี่ไฟฟ้าผิดกฎหมายก็เพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 1,000 ภายในสองปี ทั้งๆ ที่ผิดกฎหมายอย่างสิ้นเชิง

เมื่อยอดขายบุหรี่ถูกกฎหมายตก การยาสูบแห่งประเทศไทยก็ต้องลดปริมาณรับซื้อใบยาลงกว่า 56% ในช่วง 7 ปีที่ผ่านมา ชาวไร่กว่า 30,000 ครอบครัวได้รับผลกระทบอย่างหนักโดยตรง โดยเฉพาะภายหลังโควิด รายได้ลดลงครึ่งหนึ่ง ในขณะที่ต้นทุนกลับเพิ่มขึ้นทุกด้าน นี่ยังไม่นับรวมค่าครองชีพที่ถีบตัวขึ้นในทุกๆ ปี

นายปรัชญา กันทาธรรม นายกสมาคมผู้เพาะปลูกและผู้ค้าใบยาสูบจังหวัดแพร่ กล่าวว่าผลกระทบนี้เกิดจาก “อัตราภาษีที่แพงและซับซ้อนเกินไป” พร้อมเสนอให้ภาครัฐ “คืนโควตาและรับซื้อเพิ่มขึ้น” เพื่อพยุงอาชีพของเกษตรกรให้เดินต่อได้

เมื่อพันธกรณีโลกซ้ำเติมวิถีท้องถิ่น

นอกจากนี้ ไทยยังต้องปฏิบัติตาม กรอบอนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมยาสูบขององค์การอนามัยโลก (WHO FCTC) ซึ่งมีจุดมุ่งหมายดี คือควบคุมการบริโภคยาสูบเพื่อสุขภาพของประชาชน แต่ผลที่เกิดขึ้นกลับกระทบถึงต้นน้ำอย่างชาวไร่ยาสูบ

ข้อกำหนดหลายอย่าง เช่น การจำกัดพื้นที่ปลูก การผลักดันให้เปลี่ยนไปปลูกพืชทางเลือก หรือการเพิ่มข้อบังคับด้านสิ่งแวดล้อม ทำให้ชาวไร่ต้องรับภาระมากขึ้น ทั้งที่พวกเขาเป็นกลุ่มที่พยายามปรับตัวและทำตามมาตรฐานมาโดยตลอด

นายอัจฉริยะ วัฒนาพร สะท้อนเสียงจากชาวไร่ยาสูบว่า “เราก็อยากอยู่กับธรรมชาติอย่างยั่งยืน เราไม่เคยบุกรุกป่าเลย ใช้ไม้เศษเหลือจากสวนผลไม้มาเป็นเชื้อเพลิงแทน เราพร้อมทำตามทุกอย่างที่ทำได้ ขอแค่รัฐเห็นใจว่าเราก็เป็นคนทำมาหากินเหมือนกัน”

พยายามปรับตัว… แต่ยังต้องการความเข้าใจ

หลายพื้นที่มีการรวมกลุ่มชาวไร่เพื่อเรียนรู้เรื่องสิ่งแวดล้อม การใช้พื้นที่อย่างยั่งยืน และเทคนิคปรับปรุงดิน นักวิชาการเองก็ลงพื้นที่ไปช่วยอบรม ส่งเสริมให้ตรวจวัดคุณภาพดิน-น้ำอย่างง่าย

จริงๆ แล้วเกษตรกรพร้อมจะปรับตัว” นายอัจฉริยะ ซึ่งเป็นนายกสมาคมผู้บ่ม ผู้เพาะปลูก และผู้ค้าใบยาสูบจังหวัดเชียงราย-พะเยาด้วย กล่าว “แต่เราต้องการช่องทางและแรงสนับสนุนจากรัฐมากกว่านี้ เพราะตอนนี้เหมือนถูกทิ้งให้อยู่ตรงกลางระหว่างนโยบายสุขภาพกับภาษีที่ไม่สอดคล้องกับความจริงในพื้นที่”

ความหวังของชาวไร่: ระบบที่เป็นธรรมสำหรับทุกคน

เสียงจากชาวไร่ยาสูบไทยสะท้อนว่า หากยังปล่อยให้โครงสร้างภาษียาสูบซับซ้อนเช่นนี้ ปัญหาบุหรี่เถื่อนจะไม่หมดไป และอาชีพทำไร่ยาสูบของเกษตรกรไทยอาจล้มหายไป

แนวทางแก้ที่ได้รับการเสนอจากหลายหน่วยงานคือ การปรับโครงสร้างภาษีให้เป็น “อัตราเดียว” ในอัตราที่เหมาะสมและเป็นธรรม เพื่อดึงให้ผู้บริโภคกลับมาซื้อสินค้าถูกกฎหมาย ลดการรั่วไหลของภาษี รัฐเก็บภาษีได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย การยาสูบฯ มีกำลังรับซื้อใบยาเพิ่มขึ้น และชาวไร่สามารถทำอาชีพต่อได้ พึ่งตนเองได้ มีกินมีใช้ โดยไม่ต้องหันหลังให้ภูมิปัญญาบรรพบุรุษ

นอกจากภาษีแล้ว รัฐยังควรเดินหน้ารณรงค์ลดการสูบบุหรี่ควบคู่กันต่อไป และเปิดพื้นที่ให้ชาวไร่ได้มีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบาย เพื่อให้เสียงของพวกเขาไปถึงผู้มีอำนาจอย่างแท้จริง

สู่อนาคตที่สมดุล

“เราทำอาชีพนี้ด้วยหัวใจ” ชาวไร่คนหนึ่งเอ่ยอย่างเรียบง่าย “อยากให้รัฐเห็นว่าเบื้องหลังใบยาทุกใบคือหยาดเหงื่อของคนตัวเล็กๆ ที่ยังเชื่อในคุณค่าของการทำงานสุจริต”

เพราะแท้จริงแล้ว ปัญหาที่รุมเร้าอยู่ทุกวันนี้ไม่ได้มีแค่เรื่องบุหรี่เถื่อนหรือภาษี หากยังสะท้อน “ความไม่สมดุล” ระหว่างนโยบายด้านสุขภาพ เศรษฐกิจ และชีวิตของผู้คนตัวเล็กๆ จำนวนมาก หากนโยบายใดขับเคลื่อนไปโดยไม่ฟังเสียงของผู้ที่ยืนอยู่หน้าดินและเผชิญผลกระทบโดยตรง ย่อมเสี่ยงจะทิ้งคนกลุ่มหนึ่งไว้ข้างหลังโดยไม่ตั้งใจ

สิ่งที่ประเทศต้องการอาจไม่ใช่การเลือกข้างระหว่างสุขภาพกับเศรษฐกิจ แต่คือการหาทางเดินร่วม ที่ให้ทุกฝ่ายอยู่ได้อย่างสมดุลและยั่งยืน รัฐยังคงรณรงค์ลดการสูบได้ ขณะเดียวกันก็ต้องสร้างระบบภาษีและการสนับสนุนที่เป็นธรรมต่อผู้ปลูก และเปิดพื้นที่ให้ภาควิชาการเข้ามาช่วยเชื่อมความรู้ เพื่อให้คนและสิ่งแวดล้อมเติบโตไปพร้อมกัน

สุดท้ายแล้ว “ใบยาสูบ” อาจเป็นเพียงพืชชนิดหนึ่ง แต่ในวิถีชีวิตของผู้คนจำนวนมาก มันคือเรื่องราวของแรงงาน ความหวัง วัฒนธรรมพื้นถิ่น ภูมิปัญญาชาวบ้าน และการพึ่งพากันของทั้งชุมชน เราจึงต้องฟังกันให้มากขึ้น มองเห็นกันให้ครบทั้งห่วงโซ่ โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง.

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน