ในปัจจุบันเกษตรกรกำลังเผชิญกับปัญหาสภาพดินเสื่อมโทรมจากการใช้ปุ๋ยเคมีในการทำการเกษตร ซึ่งส่งผลกระทบทำให้ผลผลิตตกต่ำและต้นทุนสูงขึ้น ปัญหาเหล่านี้กลายเป็นวิกฤติของเกษตรกรในหลายพื้นที่ เพราะดินที่เคยอุดมสมบูรณ์กลายเป็นผืนดินแข็ง ไม่สามารถเพาะปลูกเพื่อหาเลี้ยงชีพได้เหมือนเมื่อก่อน
แต่ที่ ชุมชนบ้านควน จังหวัดกระบี่ ชุมชนเล็กๆ แห่งนี้กลับพลิกฟื้นผืนดินที่เคยอ่อนแอให้กลับมาอุดมสมบูรณ์ได้อีกครั้ง ด้วยพลังของ “โบกาฉิ (Bokashi)” สารปรับปรุงดินอินทรีย์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ภายใต้การสนับสนุนจาก การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ กฟผ. ที่เล็งเห็นถึงปัญหาและเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อการแก้ไขปัญหานี้อย่างยั่งยืน
จุดประกายแนวคิด สู่การพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน

“โบกาฉิ (Bokashi)” สารปรับปรุงดินอินทรีย์
วิสาหกิจชุมชนชีววิถีเกษตรอินทรีย์บ้านควน ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2560 ภายใต้โครงการ “ชีววิถี” สนับสนุนโดย กฟผ. ที่มุ่งส่งเสริมเกษตรอินทรีย์และยกระดับคุณภาพชีวิตของครัวเรือนในชุมชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง เช่น ครอบครัวที่มีผู้พิการหรือผู้ป่วยติดเตียง ผ่านการจ้างงาน การถือหุ้น และการแบ่งปันผลกำไรคืนสู่กองทุนการศึกษาในหมู่บ้าน โดยในช่วงเริ่มต้นวิสาหกิจชุมชนบ้านควนมีสมาชิกเพียง 11 คน นำโดย จุรีย์ กันหกุล ในฐานะประธานกลุ่ม ที่ได้ร่วมกันพัฒนาผลิตภัณฑ์ “โบกาฉิ” ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่นำเชื้อจุลินทรีย์ EM มาใช้ในการย่อยสลายวัสดุอินทรีย์ เพื่อเป็นปุ๋ยหมักคุณภาพสูงจากธรรมชาติ โดยใช้หัวเชื้อ EM ผสมกับมูลสัตว์ รำละเอียด กากน้ำตาล และน้ำสะอาด หมักเพียง 7 วันก็สามารถพร้อมใช้งาน และเห็นผลใน 15 วัน ซึ่งสามารถช่วยปรับปรุงโครงสร้างของดินทำให้มีความร่วนซุย ระบายน้ำได้ดียิ่งขึ้น และช่วยส่งเสริมการเติบโตของพืช

จากเดิมที่ชุมชนบ้านควนผลิตได้เพียง 10 กระสอบต่อรอบ แต่เมื่อได้รับการสนับสนุนองค์ความรู้จาก วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีกระบี่ รวมถึงเงินทุน โรงเรือน และเครื่องจักร จาก กฟผ. เพื่อให้การผลิตเป็นระบบและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ปริมาณก็เพิ่มขึ้นเป็นกว่า 50-60 ตัน/ปี และกลายเป็นผู้ผลิตโบกาฉิรายเดียวในพื้นที่ ซึ่งช่วยลดต้นทุนการเพาะปลูกจากกว่า 30,000 บาท เหลือเพียง 5,000 บาทต่อรอบ ผลผลิตเพิ่มขึ้นกว่า 70% และดินกลับมาอุดมสมบูรณ์ เหมาะสำหรับพืชหลากหลายชนิด เช่น กล้วยหอมทอง นอกจากจะช่วยลดต้นทุนแล้ว ชุมชนยังมีแหล่งอาหารในครัวเรือนมากขึ้น ลดค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน และมีรายได้หมุนเวียนในชุมชนอย่างยั่งยืน
จาก “บ้านควน” สู่ “คลองท่อม” ดอกผลแห่งความสำเร็จ

ความสำเร็จของโบกาฉิไม่ได้หยุดอยู่เพียงในชุมชนบ้านควน แต่ยังขยายผลสู่ ตำบลคลองท่อมใต้ ซึ่งเป็นพื้นที่ปลูกกาแฟโรบัสต้าของจังหวัดกระบี่ การใช้โบกาฉิในแปลงช่วยเพิ่มคุณภาพเมล็ดกาแฟให้หอมเข้มขึ้น จากราคาจำหน่าย 70-80 บาท/กิโลกรัม เป็น 200-300 บาท/กิโลกรัม ทำให้บริษัทชั้นนำอย่าง OR และพันธุ์ไทย เข้ามารับซื้อโดยตรง

สุภานีย์ ศรีสุขสมวงศ์ เจ้าของสวนกาแฟ ประธานแปลงใหญ่กาแฟคลองท่อม และเจ้าของร้าน Yak Space Café กล่าวว่า โบกาฉิไม่เพียงช่วยให้กาแฟมีคุณภาพดีขึ้น แต่ยังฟื้นฟูสวนปาล์มที่เสื่อมโทรมให้กลับมาอุดมสมบูรณ์ภายในเวลาเพียงไม่กี่เดือน ผลผลิตปาล์มเพิ่มขึ้นจาก 35-40 กิโลกรัม เป็น 60 กิโลกรัมต่อรอบ และช่วยลดต้นทุนปุ๋ยเคมีได้มากกว่าครึ่ง นอกจากนี้การใช้โบกาฉิยังเปิดโอกาสให้ทำเกษตรผสมผสานได้หลากหลาย ทั้งกาแฟ กล้วย โกโก้ และการเลี้ยงผึ้ง ภายใต้ระบบนิเวศที่สมบูรณ์ ส่งผลให้ชุมชนมีรายได้หลายทาง และยังสร้างงานให้ชาวบ้านในพื้นที่ โดยการจ้างให้มาช่วยเก็บเกี่ยวผลผลิตในฤดูกาลต่างๆ
นอกจากนี้ โบกาฉิจากบ้านควนยังถูกนำไปใช้ในสวนทุเรียนของจังหวัดตรังและสุราษฎร์ธานี จึงทำให้วิสาหกิจชุมชนบ้านควนได้กลายเป็นทั้ง “ผู้ผลิตหลัก” และ “วิทยากรถ่ายทอดองค์ความรู้” ในงานอบรมและกิจกรรมด้านการเกษตรทั่วภาคใต้ ซึ่งรายได้จากการจำหน่ายโบกาฉิในปัจจุบันมีมูลค่าสูงกว่ารายได้จากสวนปาล์มและยางพารา และยังช่วยประคองเศรษฐกิจของครัวเรือนในช่วงที่ราคาพืชผลตกต่ำ
“ใช้โบกาฉิแล้วดี แต่ไม่อยากใช้อยู่คนเดียว เพราะอยากให้คนในชุมชนโตไปด้วยกัน” สุภานีย์ กล่าว
ต่อยอดความรู้ สู่แบรนด์แห่งความยั่งยืน

จากความสำเร็จในวันนี้ วิสาหกิจชุมชนบ้านควนยังคงต่อยอดประสบการณ์และองค์ความรู้ต่างๆ เพื่อก้าวต่อไปสู่การสร้างแบรนด์ให้ “โบกาฉิ” เป็นที่รับรู้และจดจำในตลาด โดยมีแผนพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่ได้มาตรฐาน เป็นการเพิ่มความน่าเชื่อถือให้แก่ผู้บริโภค พร้อมขยายช่องทางการจำหน่ายไปยังห้างสรรพสินค้าและงาน OTOP รวมถึงการตั้งเป้าหมายในขยายผลสู่สวนทุเรียนเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 5 แห่งต่อปี และทดลองใช้กับพืชเศรษฐกิจอื่นๆ เช่น ผักสลัดและพริก

จากทั้งหมดจะเห็นว่า บทบาทของ กฟผ. ในการทำงานร่วมกับชุมชน ไม่ได้เข้าไปเพื่อ “เปลี่ยนวิถีชีวิตของชุมชน” แต่เป็นการ “เสริมศักยภาพ” ในสิ่งที่ชุมชนมีอยู่แล้วให้เข้มแข็งและยั่งยืนยิ่งขึ้น ทั้งในด้านองค์ความรู้ เงินทุน และเครื่องมือสนับสนุน จนทำให้ชุมชนสามารถยืนหยัดได้ด้วยตนเอง สร้างรายได้จากสิ่งที่รัก และฟื้นคืนชีวิตให้ผืนดินที่เคยอ่อนแอให้กลับมาเขียวชอุ่มและอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง
วันนี้ “โบกาฉิ” จึงไม่ได้เป็นเพียงสารปรับปรุงดินธรรมดา แต่คือสัญลักษณ์แห่งพลังของความร่วมมือ ความหวัง และการพัฒนาอย่างยั่งยืน ที่เริ่มต้นจากความตั้งใจดีของกลุ่มคนเล็กๆ ในชุมชน จนกลายเป็นแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่ที่สามารถส่งต่อได้จริง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า เมื่อชุมชนเข้มแข็ง ดินย่อมอุดมสมบูรณ์ และชีวิตก็เบ่งบานไปพร้อมกัน