ท่ามกลางแนวโน้มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และกำลังกลายเป็นภาระต่อระบบสุขภาพไทยในระยะยาว การมีข้อมูลสุขภาพที่เชื่อถือได้ ครอบคลุม ใช้งานได้จริง จึงเป็นกลไกสำคัญในการป้องกันโรคเชิงรุก และออกแบบนโยบายที่ตอบโจทย์สถานการณ์ปัจจุบัน

ด้วยเหตุนี้ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จึงผสานความร่วมมือ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี และสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) จัดงานแถลงผลการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกายครั้งที่ 7 พ.ศ. 2567–2568 ในหัวข้อ “สถานการณ์โรค NCDs ของไทย แนวโน้มและข้อเสนอเชิงนโยบาย” ภายใต้โครงการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกาย (National Health Examination Survey : NHES) พร้อมเดินหน้าพัฒนาระบบข้อมูลสุขภาพเชื่อมโยงทั่วประเทศ เพื่อเป็นเครื่องมือเชิงนโยบายในการป้องกันโรค NCDs อย่างตรงจุด-ยั่งยืน

ดัน Data-Driven Policy ป้องกันสุขภาพคนไทยก่อนวัย 40

นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุน สสส.

นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุน สสส. เปิดเผยว่า สสส. ให้ความสำคัญกับบทบาทของข้อมูลในการกำหนดทิศทางสุขภาพของประเทศ และได้ร่วมสนับสนุนการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกายมาตั้งแต่ครั้งที่ 4 เพื่อสร้างฐานข้อมูลที่น่าเชื่อถือสำหรับการตัดสินใจเชิงนโยบาย ปัจจุบัน สสส. ได้ปรับระบบการทำงานสู่การขับเคลื่อนนโยบายด้วยข้อมูล (Data-Driven Policy) ทั้งในระดับชาติ-ระดับพื้นที่ เพื่อเป็นเครื่องมือหลักในการกำหนดยุทธศาสตร์ ตัวชี้วัด รวมถึงติดตามผลลัพธ์ด้านสุขภาพของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม

อย่างไรก็ตาม ผลการสำรวจสุขภาพครั้งนี้สะท้อนชัดว่าโรค NCDs ยังคงเป็นภาระสุขภาพสำคัญของคนไทย โดยมีอัตราผู้ป่วยเพิ่มขึ้นในหลายโรคหลัก เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ภาวะอ้วน และอ้วนลงพุง ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากพฤติกรรมการกินที่เกินความจำเป็น ทั้งหวานจัด มันจัด เค็มจัด ขณะเดียวกัน ยังพบลักษณะความเสี่ยงเฉพาะของแต่ละภูมิภาค เช่น ภาคอีสานมีอัตราผู้ป่วยเบาหวานในกลุ่มผู้หญิงสูงกว่าภาคอื่น ภาคเหนือมีแนวโน้มการดื่มสุราหนักและดื่มแล้วขับมากกว่า ส่วนภาคใต้มีสัดส่วนผู้สูบบุหรี่สูงที่สุด ขณะที่ภาคกลางพบปัญหาโรคอ้วนและภาวะไขมันเกินมากเป็นพิเศษ

ข้อมูลเหล่านี้เมื่อนำมาเชื่อมโยงกับสาเหตุการเสียชีวิต พบว่าภาคอีสานมีอัตราการเสียชีวิตจากเบาหวานสูงสุด ส่วนภาคใต้พบการเสียชีวิตจากการสูบบุหรี่มากที่สุด และโรคตับแข็งมีอัตราสูงในภาคเหนือและอีสาน ดังนั้น สสส. จึงนำข้อมูลสุขภาพ พฤติกรรมเสี่ยง และผลการตรวจเลือด มาวิเคราะห์ร่วมกับข้อมูลการเสียชีวิต โดยเฉพาะการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร เพื่อให้เห็นภาพรวมที่ชัดเจน พร้อมนำข้อมูลเหล่านี้คืนกลับสู่พื้นที่ให้แต่ละจังหวัด-ชุมชนนำไปใช้วางแผนป้องกันสุขภาพระดับบุคคล

ผลสำรวจยังพบอีกว่า เด็กและวัยรุ่นมีแนวโน้มอ้วนและเป็นเบาหวานมากขึ้น ซึ่งถือเป็นสัญญาณเตือนสำคัญ โดยเฉพาะในกลุ่มอายุต่ำกว่า 40 ปี ที่มีความเสี่ยงเกิดโรคมากกว่ากลุ่มอื่นถึง 5-10 เท่า นี่จึงไม่ใช่โจทย์ใหญ่ที่ภาครัฐจะรับมือเองได้ทั้งหมด แต่ต้องอาศัยการร่วมมือจากทุกภาคส่วน รวมถึงการสร้างความตระหนักรู้ให้ประชาชนดูแลสุขภาพ สร้างสังคมที่ช่วยเตือนกัน และลดพฤติกรรมการบริโภคที่เป็นโทษ เพื่อให้ทุกคนสามารถ อยู่ดี มีสุข ได้ในระยะยาว

แม้แต่โรคเบาหวานหรือความดันก็สามารถฟื้นกลับมาสุขภาพดีได้ หากเริ่มต้นจากการปรับพฤติกรรม แต่สิ่งที่ยากที่สุดคือการเอาชนะใจตัวเองและเลิกนิสัยบริโภคเกินจำเป็น การใช้ข้อมูลสุขภาพและข้อมูลการเสียชีวิตจะช่วยให้สังคมตระหนักว่า หากอยากมีชีวิตยืนยาว แข็งแรง มีความสุขในบั้นปลาย ต้องเริ่มดูแลสุขภาพตั้งแต่ก่อนอายุ 40 ปีผู้จัดการกองทุน สสส. เผย

NCDs ทะยานไม่หยุด! อ้วน-เบาหวาน-ความดัน

รศ.พญ.เริงฤดี ปธานวนิช ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี

และหัวหน้าโครงการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกายครั้งที่ 7

รศ.พญ.เริงฤดี ปธานวนิช ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี และหัวหน้าโครงการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกายครั้งที่ 7 เปิดเผยผลสำรวจสุขภาพคนไทย พบความเชื่อมโยงที่ชัดเจนระหว่างพฤติกรรมเสี่ยงกับโรค NCDs โดยคนที่สูบบุหรี่ ดื่มสุรา อ้วน หรือออกกำลังกายน้อย มีอัตราการป่วยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มอายุต่ำกว่า 40 ปี ซึ่งเริ่มพบโรคที่เคยอยู่ในผู้สูงอายุปรากฏมากขึ้น

ขณะที่ภาพรวมประชากรไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป พบว่า เบาหวานอยู่ที่ 10.6% (6.1 ล้านคน) ความดันโลหิตสูง 29.5% (17.5 ล้านคน) และมีน้ำหนักเกิน/อ้วน 45% (27.4 ล้านคน) ขณะเดียวกันมีประชากรราว 5.7 ล้านคนที่มีความเสี่ยงจะพัฒนาไปเป็นเบาหวานในอนาคต ข้อมูลยังระบุอีกว่าในกลุ่มอายุ 15-34 ปี หากไม่มีปัจจัยเสี่ยงใดเลย จะมีโอกาสป่วยเป็นเบาหวานเพียง 0.3% แต่หากมีพฤติกรรมเสี่ยง เช่น สูบบุหรี่ อ้วน ไขมันในเลือดสูง และความดันโลหิตสูง ความเสี่ยงจะพุ่งขึ้นถึง 45.2% สะท้อนให้เห็นว่ากลุ่มวัยหนุ่มสาวกำลังเผชิญภัยสุขภาพเงียบโดยไม่รู้ตัว และที่น่าห่วงคือผู้ป่วยวัยนี้จำนวนมากยังเข้าไม่ถึงบริการคัดกรองสุขภาพ ทั้งที่มีความเสี่ยงสูงกว่ากลุ่มผู้สูงอายุในบางโรค

รศ.พญ.เริงฤดี เสริมอีกว่า การควบคุมโรค NCDs ให้ได้ผล จำเป็นต้องปรับยุทธศาสตร์ใหม่ โดยกำหนดปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ เช่น การสูบบุหรี่ ดื่มสุรา ภาวะอ้วน เป็นตัวชี้วัดร่วมกับการคัดกรองโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง พร้อมขยายกลุ่มเป้าหมายการคัดกรองจากเดิมอายุ 35 ปีขึ้นไป ให้ครอบคลุมกลุ่มพฤติกรรมเสี่ยงที่มีอายุต่ำกว่า 35 ปี เพื่อป้องกันได้ตั้งแต่เนิ่นๆ รวมถึงควรจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพ และโครงการปรับพฤติกรรมในกลุ่มวัยรุ่น-วัยทำงานให้มากขึ้น

เราพบว่าคนรุ่นใหม่มีกิจกรรมทางกายน้อยลง แต่ใช้เวลาอยู่กับเทคโนโลยีมากขึ้น ทำให้ขาดสมดุลทางสุขภาพ จึงอยากให้ทุกภาคส่วนร่วมกันสร้างการรับรู้ ตั้งแต่ในโรงเรียน ชุมชน และที่ทำงาน เพื่อให้คนรุ่นใหม่เห็นว่าการดูแลสุขภาพไม่ใช่เรื่องไกลตัว เพราะถ้าเริ่มเปลี่ยนพฤติกรรมตั้งแต่วันนี้ เราจะลดภาระโรค NCDs และสร้างอนาคตสุขภาพที่แข็งแรงให้กับประเทศได้ รศ.พญ.เริงฤดี กล่าว

นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.)

ขณะที่ นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) เปิดเผยว่า การสำรวจสุขภาพฯ เปรียบเสมือน “การลงทุนด้านข้อมูล” ที่ทำให้ประเทศมีหลักฐานเชิงประจักษ์รองรับการตัดสินใจเชิงนโยบายด้านสาธารณสุข สามารถติดตามความเปลี่ยนแปลงของโรคและพฤติกรรมสุขภาพของคนไทยได้อย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังช่วยให้หน่วยงานต่างๆ วางแผนเชิงรุกเพื่อรับมือปัญหาสุขภาพที่ซับซ้อนขึ้นในอนาคต

ด้วยเหตุนี้ โครงการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยที่เริ่มต้นตั้งแต่ปี 2534 จึงถือเป็นฐานข้อมูลสำคัญที่สะท้อนภาพรวมสุขภาพของคนไทย ไม่จำกัดเฉพาะผู้ป่วยที่เข้ารับบริการในโรงพยาบาล ทั้งยังช่วยให้เห็นช่องว่างของระบบสุขภาพได้ชัดเจนขึ้น ซึ่งผลสำรวจครั้งล่าสุด พบว่ามีประชาชนป่วยเป็นโรคเบาหวานแต่ไม่รู้ตัวถึง 27% หรือกว่า 1.6 ล้านคน และมีผู้ป่วยความดันโลหิตสูงที่ไม่เคยทราบมาก่อนสูงถึง 48% หรือประมาณ 8.4 ล้านคน ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนถึงความจำเป็นในการพัฒนาระบบคัดกรองและเพิ่มการเข้าถึงบริการสุขภาพให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น

ดังนั้น การแก้ปัญหาโรคไม่ติดต่อเรื้อรังต้องเริ่มจากข้อมูลที่แม่นยำและการลงมือร่วมกันเพราะสุขภาพที่ดีไม่อาจสร้างได้จากนโยบายเพียงอย่างเดียว หากแต่ต้องอาศัยพลังของประชาชนทุกคนที่พร้อมเปลี่ยนพฤติกรรม และดูแลตนเองตั้งแต่วันนี้ เพื่อหยุดวงจรโรค NCDs ก่อนจะสายเกินไป

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน