สมชัย พุทธจันทรา รองผู้อำนวยการ ส.ส.ท. ด้านสร้างสรรค์เนื้อหา
‘ละครไทยพีบีเอส’ กำลังเดินหน้าเข้าสู่บทใหม่ของการเล่าเรื่องบนหน้าจอ ด้วยความเชื่อว่าละครที่ดีต้องสะท้อนชีวิตจริงของผู้คนในสังคม พร้อมสร้างความบันเทิงและคุณค่าไปพร้อมกัน องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือ Thai PBS ใช้พลังของเรื่องเล่า เป็นเครื่องมือเชื่อมโยงผู้ชมกับความจริงในสังคม มุ่งยกระดับละครไทยพีบีเอสให้ก้าวสู่ซีรีส์คุณภาพระดับโลก โดยใช้พลังของเรื่องเล่าเป็นเครื่องมือเชื่อมโยงผู้ชมกับความจริงในสังคม
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ละครไทยพีบีเอส ได้รับการยอมรับในฐานะคอนเทนต์คุณภาพที่มีมาตรฐานทั้งในด้าน การผลิตและเนื้อหา จนสามารถคว้ารางวัลจากหลากหลายเวที แต่สำหรับ สมชัย พุทธจันทรา รองผู้อำนวยการ ส.ส.ท. ด้านสร้างสรรค์เนื้อหามองว่า เส้นทางของละครไทยพีบีเอสยังเดินต่อไปได้อีกไกล โดยในปี 2569 เป็นต้นไป จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการยกระดับละครไทยพีบีเอสให้ก้าวสู่ระดับโลก
สมชัย เล่าว่า ทิศทางการพัฒนาในปีหน้าจะเน้นการยกระดับโปรดักชันให้มีคุณภาพในระดับภาพยนตร์มากขึ้น ละครไทยพีบีเอสยุคใหม่จะต้องมีความละเอียดในทุกองค์ประกอบ ทั้งการเล่าเรื่อง ภาพ และเสียง ในแง่ของเนื้อหา สมชัย ย้ำว่า ละครของไทยพีบีเอสจะยังคง ยืนอยู่บนพื้นฐานของความจริง โดยจะเล่าเรื่องจากสังคมไทยในมิติที่หลากหลาย ทั้งศิลปะ วัฒนธรรม และวิถีชีวิตของผู้คนที่แตกต่างกันในแต่ละภูมิภาค ด้วยความที่ประเทศไทยมีความเป็นพหุวัฒนธรรมสูงมาก จึงอยากถ่ายทอดเรื่องราว จริงๆ ของมนุษย์ในสังคมไทย ซึ่งเต็มไปด้วยสีสันและความซับซ้อน โดยนำข้อมูลจากงานวิจัยรายการข่าวและสารคดีที่มีอยู่ จำนวนมาก มาต่อยอดเป็นซีรีส์ที่ยืนอยู่บนความจริง
“ความจริงเหล่านี้สามารถกลายเป็น soft power ที่ทรงพลังในการเล่าเรื่องผ่านศิลปะการแสดงและวัฒนธรรม ไทย เราจะถ่ายทอดมุมดีของสังคม แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ละเลยด้านมืด เช่น การคอร์รัปชัน หรือปัญหาทางสังคม โดยหนึ่งใน โปรเจกต์สำคัญคือ ‘คอร์รัปชัน The Series’ ที่จะเป็นแฟลกชิปประจำปีหน้า ซึ่งสะท้อนภาพจริงของสังคมไทยอย่างตรง ไปตรงมา”
ดึงความสนุกนำร่อง-แทรกสาระแนบเนียน
สำหรับบทบาทของละครไทยพีบีเอสในสังคม สมชัย มองว่า หน้าที่แรกของละครคือทำให้คนดูสนุก เพราะความ สนุกคือประตูแรกที่ดึงคนเข้าสู่เนื้อหาที่มีคุณค่า ในอดีตเราอาจให้สาระนำหน้า แต่วันนี้เราต้องขยับให้ความสนุกนำก่อน แล้วค่อยแทรกสาระไว้ภายในอย่างแนบเนียน ละครยุคใหม่ของไทยพีบีเอสจะต้องให้ความรู้โดยไม่สอน เหมือนซีรีส์ ระดับโลกที่ทำได้ดี ทั้งเล่าเรื่องธุรกิจ การเงิน หรือสังคม ผ่านความบันเทิงที่ผู้ชมดูเพลินโดยไม่รู้ตัวว่ากำลัง เรียนรู้บางอย่างอยู่
“เราเชื่อว่าคนรุ่นใหม่ไม่ต้องการถูกสั่งสอน แต่ชอบเรียนรู้จากเรื่องจริงที่เล่าอย่างเป็นธรรมชาติ หากละครสามารถทำให้ผู้ชมเรียนรู้บางสิ่งได้โดยไม่รู้ตัว นั่นคือความสำเร็จที่แท้จริงของไทยพีบีเอส”
ตั้งเป้าทำคอนเทนต์เข้าถึงคนหมู่มาก ตอบโจทย์ภาษีประชาชน
เมื่อถามถึงความแตกต่างของละครไทยพีบีเอสกับช่องอื่น สมชัย ตอบอย่างชัดเจนว่า ละครไทยพีบีเอสต้องเป็นคอนเทนต์ที่เข้าถึงคนหมู่มากได้ แต่ยังคงคุณค่าและอัตลักษณ์ของตนเอง ละครไทยพีบีเอสไม่จำเป็นต้องเหมือนใคร เพราะในโลกของคอนเทนต์ยังมีมุมมอง และช่องว่างอีกมาก สำหรับการเล่าเรื่องที่มีคุณค่า จึงอยากทำละครที่ดูง่าย แต่มีเนื้อหาและความหมายที่ลึกซึ้ง เปรียบเหมือนผัดกะเพราที่เรียบง่าย อร่อย ซึ่งเราจะทำผัดกะเพราที่อร่อย มีเอกลักษณ์เฉพาะ และมีสารอาหารครบถ้วน
“แม้ไทยพีบีเอสจะไม่ต้องพึ่งรายได้จากโฆษณาหรือสปอนเซอร์ แต่มีความรับผิดชอบต่อประชาชนที่เป็น ผู้สนับสนุนงบประมาณ เรามีหน้าที่ทำให้เงินทุกบาทของประชาชนแปรเปลี่ยนเป็นคอนเทนต์ที่คุ้มค่า ได้ดูแล้วสนุก และมีคุณค่าในตัวเอง” สมชัยกล่าว
นอกจากการพัฒนาผลงานคุณภาพ สมชัย ยังมองถึงภารกิจสำคัญอีกอย่างคือ ‘การพัฒนาคนในอุตสาหกรรม’ โดยเฉพาะนักเขียนบทและคนทำซีรีส์รุ่นใหม่ ซึ่งทุกวันนี้เรามีคนเก่งอยู่แล้ว แต่ยังไม่มากพอ เราอยากเปิดพื้นที่ฝึกอบรมและสร้างทีมใหม่ๆ ให้เกิดขึ้น เพื่อยกระดับทั้งอุตสาหกรรมไปพร้อมกัน
ท้ายที่สุด สมชัย ยังฝากถึงแฟนละครไทยพีบีเอสว่า อยากให้ผู้ชมเปิดใจและติดตามผลงานของสถานีให้มากขึ้น พร้อมร่วมแสดงความคิดเห็นเพื่อให้ทีมงานรับรู้ถึงสิ่งที่คนดูชอบหรืออยากเห็น จะได้สร้างผลงานที่ตอบโจทย์และคุ้มค่า กับภาษีของประชาชนทุกบาท เพราะเป้าหมายสูงสุดของไทยพีบีเอสคือ การทำให้ผู้ชมรู้สึกว่า ‘ละครของสื่อสาธารณะ’ สามารถทั้งสนุก สะท้อนสังคม และมีคุณค่าควบคู่กันไปได้

สมชัย พุทธจันทรา และ คริษ อรรคราช
ชู ‘พหุวัฒนธรรม’ เป็นทุนส่งออก
อีกมุมหนึ่งของการขับเคลื่อนละครไทยพีบีเอสมาจาก คริษ อรรคราช ผู้อำนวยการสำนักสร้างสรรค์เนื้อหา ซึ่งอธิบายว่า ละครของไทยพีบีเอสมีเป้าหมายมุ่งจุดประกาย การเปลี่ยนแปลงให้แก่สังคม แม้การเปลี่ยนแปลงนี้อาจจะไม่เกิดขึ้นทันที แต่เป็นกระบวนการที่ค่อยๆ เปลี่ยน ผ่านพลังของ ‘เรื่องเล่า’ ที่เข้าถึงใจคนได้อย่างเป็นธรรมชาติ
“ผมเชื่อว่าละครคือ soft power อย่างหนึ่งของไทย ที่เข้าถึงผู้คนได้ง่ายที่สุด โดยเฉพาะในสังคมไทยที่ขับเคลื่อนด้วยอารมณ์ ในมุมของไทยพีบีเอส soft power เป็นได้ทั้งอาหาร เสื้อผ้า หรือสินค้าทางวัฒนธรรม แต่ที่มากไปกว่านั้น คือ ‘spiritual’ หรือ ‘จิตวิญญาณทางวัฒนธรรม’ ที่ส่งผ่านความเป็นไทยออกไป ซึ่งทุนอย่างหนึ่งของเราคือ พหุวัฒนธรรม เป็นการอยู่ร่วมกันของผู้คนหลากหลายเชื้อสาย ตั้งแต่มอญ เขมร จีน อินเดีย ฝรั่ง และสิ่งนี้หล่อหลอมให้คนไทยมีนิสัยเป็นมิตร อ่อนน้อม และถ่อมตน”

คริษ อรรคราช ผู้อำนวยการสำนักสร้างสรรค์เนื้อหา ไทยพีบีเอส
มุ่งสร้างละครขับเคลื่อนสังคม ให้พื้นที่คนถูกมองข้าม
คริษ ย้อนเล่าถึงจุดเริ่มต้นของการสร้างละครของไทยพีบีเอส ที่วางแนวคิดให้ละครไทยพีบีเอสเป็น ‘รสนิยมใหม่ของผู้ชม’ เมื่อละครที่ไม่ได้มีไว้เพื่อความบันเทิงเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีพลังในการขับเคลื่อนความคิด และจุดประกายไอเดียบางอย่างให้แก่สังคม
“เราผลิตละครที่พูดถึงความเข้าใจ ความเห็นอกเห็นใจต่อกัน รวมถึงการให้พื้นที่แก่กลุ่มคนที่มักถูกมองข้ามในสังคม เช่น ผู้สูงวัย เด็ก หรือกลุ่มชายขอบ เพราะหนึ่งในพันธกิจของสื่อสาธารณะคือ ‘การเติมเต็มช่องว่าง’ ที่ตลาดไม่ตอบสนอง
ส่วนในมุมของโปรดักชัน คริษ ยอมรับว่า ไทยพีบีเอสอาจไม่มีงบประมาณสูงเท่าช่องเชิงพาณิชย์ แต่ไทยพีบีเอสให้ความสำคัญกับคุณภาพในทุกมิติ มีทีมผู้ผลิตที่มีความตั้งใจและมุ่งมั่นทำงานด้วยใจรัก ทุกขั้นตอนของการผลิตถูกดูแลอย่างพิถีพิถัน เพื่อให้ได้ผลงานที่มีคุณภาพ ด้วยความเชื่อในสิ่งเดียวกัน ว่าละครสามารถเปลี่ยนสังคมได้
‘ความหลากหลาย’ คือทุนทางวัฒนธรรม
เมื่อพูดถึงเวทีโลก คริษ มองลึกถึงรากทางวัฒนธรรมของสังคมไทยที่สะท้อนอยู่ในเนื้อหาละครและงานสร้างสรรค์ของสื่อไทย โดยเฉพาะในประเด็นเรื่อง ‘ความหลากหลาย ความเข้าใจ และความงดงามของความเป็นมนุษย์’ ซึ่งเป็นพื้นฐานที่ทำให้สังคมไทยเปิดกว้างและโอบรับเรื่องราวหลากหลายทางเพศได้มากขึ้น อย่างกระแส ‘ซีรีส์วาย’ ที่ทำให้คอนเทนต์ไทยเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก ถึงขั้นมีแฟนคลับในประเทศแถบอเมริกาใต้ และไทยพีบีเอสก็ไม่ได้อยู่นอกกระแส แต่ทำ’ซีรีส์วาย’ ในแบบของไทยพีบีเอส ที่อยากให้ทุกคนเปิดใจลองติดตาม
สังคมไทยเป็นสังคมที่ ‘โอบรับ’ มากกว่าจะ ‘ต่อต้าน’ ตั้งแต่อดีต ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความสัมพันธ์ หลากหลายรูปแบบหรือการแสดงออกทางเพศ ความสำเร็จของสื่อไทยในปัจจุบัน โดยเฉพาะการนำเสนอเรื่อง LGBTQ+ ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน หากแต่มีรากฐานมาจากผู้คนในอดีตที่กล้าแสดงออก และ สังคมไทยที่เปิดกว้างและยอมรับความแตกต่าง

ละครเรื่อง “หม่อมเป็ดสวรรค์” จากไทยพีบีเอส
“นี่คือสิ่งที่ไทยพีบีเอสมุ่งทำมาตลอด นำเสนอเรื่องราวจากรากเหง้าความเป็นไทย ที่เรามีทั้งรากฐานและภูมิหลังที่สังคมนี้ไม่ได้เลวร้าย แต่เป็นสังคมที่ยอมรับกัน และ อยู่ร่วมกันได้” คริษ กล่าว
เจาะตลาดญี่ปุ่น มองโอกาส co-production ยกระดับคอนเทนต์
ในมิติของการขับเคลื่อนระดับสากล ไทยพีบีเอสได้เข้าร่วมงาน TIFFCOM 2025 ซึ่งเป็นงานแสดงคอนเทนต์บันเทิงระดับนานาชาติ ที่จัดขึ้น ณ Tokyo Metropolitan Industrial Trade Center กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น มีผู้ผลิต ผู้จัดจำหน่าย และผู้ซื้อคอนเทนต์จากทั่วโลกเข้าร่วม
คริษ เล่าว่า งานนี้เป็นเวทีสำคัญในการแลกเปลี่ยนระหว่างผู้ผลิตและผู้ซื้อจากทั่วโลก โดยไทยพีบีเอสได้นำผลงานไปจัดแสดงในบูธ Thai Pavilion และได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่องตลอดสามวัน เรา ได้เห็นทั้งความต้องการของตลาดและแนวโน้มผู้ชมต่างประเทศ ถือเป็นโอกาสดีในการต่อยอดผลงานของเรา
“เป้าหมายของไทยพีบีเอสไม่ได้อยู่ที่การขายคอนเทนต์เพียงอย่างเดียว แต่ยังมองไปถึงความร่วมมือระยะยาว ผ่านการ co-production กับสื่อต่างประเทศ โดยเฉพาะญี่ปุ่น ที่ก้าวหน้ามากในตลาดโลก แต่ตอนนี้เขาเริ่มมองหาความร่วมมือใหม่ๆ เราเลยเห็นว่าเป็นโอกาสดีในการเรียนรู้และเติบโตไปด้วยกัน ซึ่งความร่วมมือเช่นนี้จะนำไปสู่การสร้างสรรค์ผลงานที่เชื่อมโยงหัวใจของผู้คนต่างวัฒนธรรม”

ผลงานละครไทยพีบีเอส ในงาน TIFFCOM 2025
จากงานวิจัย สู่ละครที่ใช้ความเชื่อท้องถิ่นพูดเรื่องสิ่งแวดล้อม
งานของไทยพีบีเอสไม่ได้จบแค่การทำละคร แต่ยังเชื่อมโยงกับงานวิจัยและสถาบันการศึกษา เพื่อให้คอนเทนต์มีเนื้อหาที่ลึกและสร้างประโยชน์ให้กับสังคม
“เราทำงานกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งมีงานวิจัยดีๆ เรื่องสิ่งแวดล้อมเยอะมาก ทั้งเรื่องฝุ่นควัน ปัญหาการเผาป่า ซึ่งสิ่งเหล่านี้สามารถต่อยอดให้เกิดการสื่อสารในรูปแบบใหม่ๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นการทำรายการ สารคดี หรือแม้แต่ละครโทรทัศน์”
จากจุดเริ่มต้นนั้น ไทยพีบีเอสจึงนำงานวิจัยเหล่านี้มาพัฒนาเป็นโปรเจกต์ต่างๆ เช่น ‘Cook Culture’ รายการที่หยิบอาหารพื้นบ้านมาปรุงใหม่ให้ร่วมสมัยขึ้น จากจานละหกสิบกลายเป็นอาหารพรีเมียมโดยยังคงใช้วัตถุดิบท้องถิ่นเหมือนเดิม เพิ่มเพียงมุมมองใหม่ในการเล่าเรื่องอาหาร ผลลัพธ์คือคนท้องถิ่นได้รายได้เพิ่ม ขณะที่ผู้ชมก็ได้เห็นคุณค่าของวัฒนธรรมอาหารไทยในอีกแง่มุมหนึ่ง

ละคร “Sanctuary” ที่ได้รับการสนับสนุนจากกรมส่งเสริมวัฒนธรรม
กระทรวงวัฒนธรรม และ THACCA
Sanctuary เป็นอีกหนึ่งโปรเจกต์ ที่ได้มีการรวบรวมข้อมูลจากงานวิจัยด้านสิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม และโครงสร้างสังคมจากความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่มาพัฒนาเป็นบทละคร และได้รับการสนับสนุนจากกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม และ THACCA ถ่ายทอดเป็นละครแนวแฟนตาซีที่สะท้อนประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม ผ่านการหยิบตำนานพื้นบ้านล้านนามาเล่าใหม่ในแบบร่วมสมัย
“เราพา Sanctuary ไปเปิดตัวที่งาน TIFFCOM 2025 ประเทศญี่ปุ่น และได้รับความสนใจอย่างมาก จุดเด่นของละครเรื่องนี้คือ การสะท้อนความเป็นไทย และประเด็นทางสังคม สิ่งที่เราทำมาจากรากของพื้นที่ เป็นเรื่องที่ยังมีคุณค่าและความเชื่ออยู่จริง ให้คนดูเข้าใจและเกิดแรงบันดาลใจ ตระหนักเรื่องความสมดุลของธรรมชาติ เมื่อธรรมชาติถูกรบกวนก็เกิดปัญหาตามมา มันคือการเล่าเรื่องความเชื่อเก่าผ่านมุมมองใหม่ เพื่อให้คนในปัจจุบันเข้าใจและเกิดการเปลี่ยนแปลง”
อีกหนึ่งความน่าสนใจของโปรเจกต์นี้ คือการได้ผู้กำกับมากฝีมืออย่าง ชาติชาย เกษนัส เจ้าของผลงาน ระดับตำนาน ‘จากเจ้าพระยาสู่อิรวดี’ มาร่วมสร้างสรรค์ รับประกันความเข้มข้นและคุณภาพของละคร ที่ไม่ธรรมดา แน่นอน
ส่วนแผนต่อยอดในอนาคต ผอ.สำนักสร้างสรรค์เนื้อหา เผยว่า ไทยพีบีเอสมีโครงการใหม่ๆ อยู่หลายเรื่อง หนึ่งในนั้นคือ ‘คอร์รัปชัน The Series’ ซึ่งถือเป็นความท้าทาย เพราะแทบไม่มีใครกล้าทำ แต่อยากทำละครเรื่องนี้ให้เป็นแรงกระเพื่อมในสังคม เพราะแค่คอร์รัปชันลดลง 1% ประเทศเราก็ดีขึ้นเยอะแล้ว แต่ทั้งนี้ต้องลดได้ด้วยความเข้าใจของผู้คน ไม่ใช่มองว่ามันเป็นเรื่องปกติ
สำหรับไทยพีบีเอส ละครไม่ใช่เพียงการเล่าเรื่องที่ให้ความบันเทิงเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นการจุดประกายให้เกิดพลังขับเคลื่อนสังคม ต้องติดตามกันต่อว่าในปีหน้า “ละครไทยพีบีเอส” จะเล่าเรื่องที่ทั้งสะท้อนความจริง และสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้ชมอย่างน่าสนใจได้อย่างไร