ในยุคที่สภาพอากาศเต็มไปด้วยฝุ่น PM 2.5 และมลพิษจากการเผาไหม้ในชีวิตประจำวัน “โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง” หรือ COPD (Chronic Obstructive Pulmonary Disease) กลายเป็นหนึ่งในโรคระบบทางเดินหายใจที่แพทย์ทั่วโลกให้ความสำคัญเป็นอย่างมากในยุคปัจจุบัน โดยมีแนวโน้มผู้ป่วยเพิ่มขึ้นทุกปีทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก ซึ่งโรคนี้ไม่เพียงเกิดใน “ผู้สูบบุหรี่” อย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่ยังเกิดได้จากการสัมผัสมลภาวะทางอากาศเป็นเวลานาน ทั้งในบ้านและนอกบ้าน เช่น ควันจากการหุงต้ม การเผาขยะ หรือควันจากเครื่องยนต์ ซึ่งในระยะยาวล้วนมีผลกระทบต่อปอดและระบบทางเดินหายใจได้อย่างถาวร
เพื่อเข้าใจโรคนี้ให้กว้างขึ้น จึงอยากชวนทุกคนมาพูดคุยกับ นพ. กุลชาติ เอกภูมิมาศ อายุรแพทย์โรคระบบการหายใจและภาวะวิกฤตโรคระบบการหายใจ โรงพยาบาลกรุงเทพ เพื่อทำความเข้าใจทั้งสาเหตุ อาการ การรักษา และแนวทางป้องกัน เพื่อให้ทุกคนได้รู้เท่าทันและดูแลตนเองก่อนที่จะสายเกินไป
“โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง” คืออะไร ต่างจาก “โรคหอบหืด” อย่างไร

นพ.กุลชาติ อธิบายว่า โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง หรือ COPD เกิดจากการอักเสบของหลอดลมและถุงลมที่เสียหายถาวรจากสิ่งระคายเคือง เช่น ควันบุหรี่หรือมลภาวะทางอากาศ ส่งผลให้หลอดลมตีบและเกิดลมค้างในปอด ผู้ป่วยจึงรู้สึกเหนื่อยง่าย หายใจติดขัด และมีอาการไอหรือมีเสมหะเรื้อรัง
ในขณะที่ โรคหอบหืด เป็นโรคภูมิแพ้ที่มีการอักเสบของหลอดลมเช่นกัน แต่จะมีลักษณะ “เป็นๆ หายๆ” และสมรรถภาพของปอดอาจจะกลับมาเป็นปกติได้ในช่วงที่โรคสงบ ซึ่งต่างจาก COPD ที่เมื่อเกิดความเสียหายแล้ว จะไม่สามารถฟื้นตัวกลับมาได้อีก โดยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังมักเกิดจากปัจจัยเสี่ยงรอบตัว เช่น การสูบบุหรี่ ซึ่งคิดเป็นสาเหตุถึง 75% ของผู้ป่วยทั้งหมด, มลพิษทางอากาศภายในบ้านและภายนอกบ้าน, การสัมผัสควันจากการเผาไหม้ หรือจากเครื่องยนต์ และภาวะ PM 2.5 ที่เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคได้ถึง 1.68 เท่า เป็นต้น
นอกจากนี้ นพ.กุลชาติ ยังย้ำอีกว่า ผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังมักจะไม่รู้ตัวในระยะเริ่มต้น เนื่องจากอาการเกิดขึ้นช้าและค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งอาการที่มีความเสี่ยงและควรสังเกต ได้แก่
- ไอเรื้อรัง มีเสมหะมาก โดยเฉพาะในตอนเช้า
- เหนื่อยง่าย ทำกิจกรรมที่เคยทำได้น้อยลง เช่น เดินขึ้นบันไดแล้วต้องหยุดพักบ่อย
- หายใจมีเสียงวี้ด หรือแน่นหน้าอก โดยเฉพาะเมื่ออากาศเปลี่ยน
“หลายคนมาพบแพทย์ในระยะที่ปอดเสียหายไปมากแล้ว เพราะคิดว่าแค่ไอหรือเหนื่อยจากอายุที่เพิ่มขึ้น ทั้งที่อาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง หากปล่อยไว้โดยไม่รักษา โรคนี้อาจนำไปสู่ภาวะหายใจล้มเหลว หรือเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและมะเร็งปอดในอนาคตได้” นพ.กุลชาติ กล่าว
“โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง” รักษาได้ ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย

นพ. กุลชาติ เปิดเผยว่า ในปัจจุบันการรักษาโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง สามารถรักษาได้ด้วยเทคโนโลยีที่มีความหลากหลายทางการแพทย์ ซึ่งทางโรงพยาบาลกรุงเทพก็ได้ให้ความสำคัญกับการดูแลผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง ตั้งแต่การวินิจฉัยด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย ไปจนถึงการรักษาเพื่อชะลอความรุนแรงของโรค เช่น การตรวจสมรรถภาพปอด (Pulmonary Function Test) เพื่อวัดระดับการอุดกั้นของหลอดลมและประเมินความสามารถในการหายใจ นอกจากนี้ ยังมีการทำ CT Scan ปอด เพื่อดูความเสียหายของถุงลมและหาความผิดปกติที่อาจซ่อนอยู่ ไปจนถึงเทคโนโลยีการตรวจ IOS (Impulse Oscillometry System) สำหรับประเมินการอุดกั้นหรือตีบของหลอดลมขนาดเล็ก เป็นต้น
ในด้านของการรักษาหลัก ทางการแพทย์จะมีการใช้ยาพ่นขยายหลอดลม หรือยาพ่นที่ผสมสเตียรอยด์ เพื่อช่วยลดการอักเสบและชะลอการเสื่อมของสมรรถภาพของปอด ซึ่งต้องใช้ต่อเนื่องภายใต้คำแนะนำของแพทย์ เพื่อควบคุมอาการและลดโอกาสกำเริบของโรคในอนาคต
ดูแลตัวเองวันนี้ ลดความเสี่ยงเกิดโรคในอนาคต
แม้ว่าในปัจจุบันเทคโนโลยีทางการแพทย์จะก้าวหน้าเพียงใด แต่การป้องกันก็ยังคงเป็นสิ่งสำคัญและดีกว่าที่สุด นพ.กุลชาติ แนะนำว่า ควรเริ่มจากการ “หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง” ไม่ว่าจะเป็นการสูบบุหรี่หรือการอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีมลพิษสูง ควรติดตามค่าฝุ่น PM 2.5 ก่อนออกจากบ้าน และใช้หน้ากากอนามัยป้องกันเมื่อจำเป็น

นพ. กุลชาติ ย้ำอีกว่า “กลุ่มคนที่รู้ตัวว่ามีปัจจัยเสี่ยงอยู่แล้ว เช่น สูบบุหรี่ หรือมีการสัมผัสกับพวกสิ่งระคายเคืองปอดไม่ว่าจะเป็นการเผา หรือควันจากเครื่องยนต์ต่างๆ เป็นเวลานาน หากมีอาการก็ควรมาตรวจกับแพทย์เฉพาะทางให้เร็วที่สุดอย่ารอให้รุนแรงจนสายเกินไป เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนในอนาคต”