หากย้อนกลับไปในยุคแรกๆ ที่ชาวพระนครเริ่มนิยมหลีกหนีความวุ่นวายสู่ชายทะเล “ศรีราชา” คือหนึ่งในเมืองตากอากาศริมทะเลที่ติดอันดับยอดฮิต อำเภอนี้ยังเป็นที่ตั้งของชุมชนเก่าแก่ริมฝั่งที่ยังคงรักษาเสน่ห์ของวิถีชีวิตดั้งเดิมไว้ได้อย่างน่าประทับใจ อย่าง “ชุมชนบ้านใน อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี” ในฐานะพื้นที่ที่มีวัฒนธรรมการประมงพื้นบ้านและธรรมชาติริมทะเลที่น่าสนใจ
วันนี้จะชวนไปสัมผัสวิถีชีวิตที่ผูกพันกับคลื่นลมของชาวประมงบ้านใน ตั้งแต่การออกเรือชมแพหอยแมลงภู่ การกู้อวนปู ไปจนถึงการลิ้มรสอาหารทะเลสดๆ จากฝีมือชาวประมงที่บอกเลยว่าอร่อยเด็ดไม่แพ้บรรดาร้านซีฟู้ดดัง
จากผู้จัดการประปา สู่ผู้นำกลุ่มประมงและเลี้ยงหอย
เราได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นและเป็นกันเองจาก “พี่บัติ” สมชาย แสงมณีโชติ ประธานกลุ่มประมงและเลี้ยงหอยบ้านใน ซึ่งมีสมาชิกในกลุ่มกว่า 10 คน พี่บัติเล่าว่า อดีตเคยเป็นผู้จัดการประปาสาขาแหลมฉบัง พร้อมกับทำอาชีพประมงพื้นบ้านหารายได้เสริม กระทั่งเข้าสู่วัยเกษียณ ก็ได้มาทำแพหอยอย่างเต็มตัว

“จุดเริ่มต้นที่ทำแพหอยมาจากการเป็นคนทะเล เริ่มจากออกเรือประมง ได้เห็นโป๊ะที่มีหอยแมลงภู่มาเกาะ ก็เลยคิดว่าน่าจะทำเป็นแพหอยได้ จึงได้ลงมือทำจนถึงทุกวันนี้ก็เป็นเวลากว่า 30 ปีแล้ว มีแพหอยอยู่ประมาณ 18 แพ และยังช่วยสร้างอาชีพให้คนในชุมชนมีรายได้จากการเป็นแรงงานช่วยเก็บหอยอีกด้วย”

สำหรับอุปกรณ์ที่ใช้เลี้ยงหอยแมลงภู่จริงๆ นั้นไม่มีอะไรยุ่งยาก เพียงแค่เชือกที่ถักเป็นแพยาวๆ และใช้ถังแกลลอนพลาสติกผูกทำเป็นทุ่นลอยน้ำให้ลูกหอยมาเกาะ จากนั้นปล่อยให้เติบโต 6-12 เดือนก็พร้อมเก็บขายได้ ซึ่งความพิเศษของแพหอยนั้นไม่ได้มีไว้แค่เลี้ยงหอยเท่านั้น แต่ยังทำหน้าที่เป็นเหมือน “บ้านปลา” หรือปะการังเทียม ที่ปลาหลายชนิดจะมาหลบคลื่น พัก และหากิน ทำให้บริเวณแพหอยมีปลาชุกชุมมาก
ด้วยลักษณะของน้ำทะเลที่เป็นโคลนปนทราย มีน้ำไหลขึ้น-ลงตลอดเวลา ทำให้ที่นี่ เป็นหนึ่งในแหล่งเพาะเลี้ยงหอยแมลงภู่ชั้นดีของประเทศ มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เนื้อหวาน ไม่มีกลิ่นโคลน แถมเนื้อแน่นและมีขนาดใหญ่ ทำให้เป็นที่ต้องการของพ่อค้าแม่ค้าและร้านอาหารที่มารับซื้อโดยตรง

“ธนาคารปูม้า” โมเดลแห่งความยั่งยืน
นอกจากความเชี่ยวชาญในการเพาะเลี้ยงหอยแมลงภู่แล้ว ชาวประมงบ้านในยังให้ความสำคัญกับการประมงเชิงอนุรักษ์อย่างจริงจัง จนเกิดเป็น “ธนาคารปูม้า ชุมชนบ้านใน” ด้วยความตั้งใจที่จะเพิ่มพูนปริมาณสัตว์น้ำในทะเลเพื่อสร้างความอุดมสมบูรณ์และความยั่งยืนให้กับอาชีพของพวกเขา

“หัวใจสำคัญของการอนุรักษ์คือการนำ “ปูไข่ดำ” ที่จับได้มาเลี้ยงในบ่อพักเพื่อให้ออกซิเจนช่วยให้ปูเขี่ยไข่ออกมาตามธรรมชาติ เมื่อไข่ฟักเป็นตัวอ่อนและแข็งแรงพอแล้ว ก็จะนำไปปล่อยคืนสู่ทะเล” พี่บัติเล่าอย่างภาคภูมิใจ
อย่างไรก็ดี ความสำเร็จของธนาคารปูม้า ไม่ได้เกิดขึ้นด้วยความตั้งใจเพียงแค่ชุมชนบ้านใน แต่ยังมาจากการผนึกกำลังร่วมกันของภาคีสำคัญที่ตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติมาอย่างต่อเนื่อง อาทิ สำนักงานวิจัยแห่งชาติ และ กรมประมง ในฐานะหน่วยงานภาครัฐด้านการวิจัยและการจัดการทรัพยากรทางทะเล รวมถึงมหาวิทยาลัยบูรพา ที่ให้การสนับสนุนทางวิชาการและการจัดการองค์ความรู้
และที่สำคัญคือภาคเอกชนอย่าง “บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน)” ซึ่งได้ให้การสนับสนุนงบประมาณและร่วมทำกิจกรรมด้านการอนุรักษ์อย่างสม่ำเสมอ นับเป็นตัวอย่างการทำงานร่วมกันของภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคชุมชน เพื่อสร้างความยั่งยืนและคงความสวยงามให้กับท้องทะเลไทย
มื้ออาหารทะเลพื้นบ้าน ที่สุดของความสด
หลังจากชมแพหอยและการกู้ลอบปูแล้ว ก็ถึงช่วงเวลาที่ทุกคนรอคอย นั่นคือการลิ้มรสอาหารทะเลสดๆ ที่จับได้ในตอนเช้า โดยพี่บัติได้สวมบทบาทเชฟจัดเมนูหอยแมลงภู่ฉ่ำๆ ให้ได้ชิมกันถึง 5 เมนู ได้แก่ หอยแมลงภู่นึ่ง กินคู่กับน้ำจิ้มซีฟู้ดรสจัดจ้าน, หอยแกะตากแล้วมาคั่ว เป็นเมนูง่ายๆ ที่ไม่ธรรมดา, ฉู่ฉี่หอยกับใบยอ หอมเครื่องแกงเข้มข้น, ต้มยำหอย รสชาติเปรี้ยว เผ็ด ยิ่งซดก็ยิ่งหยุดไม่ได้

และอีกเมนูง่ายๆ ก็คือ หอยแมลงภู่ผัดกับต้นหอม ที่ส่งกลิ่นชวนน้ำลายสอตั้งแต่เริ่มเจียวกระเทียมในกระทะแล้ว รวมถึงที่ขาดไม่ได้คือเมนูเด็ดจากผลพลอยได้ที่วางอยู่ข้างๆ แพหอย อย่างปูม้านึ่ง ที่แค่ราดน้ำจิ้มซีฟู้ดพริกโรย ก็อร่อยเหาะจนต้องยกนิ้ว

ทั้งหมดนี้คือเสน่ห์ที่แท้จริงของชุมชนบ้านใน วิถีชีวิตชาวประมงพื้นบ้านที่ดำเนินควบคู่ไปกับการดูแลรักษาสมดุลทางธรรมชาติ เพื่อช่วยกันอนุรักษ์ท้องทะเลไทยให้มีความอุดมสมบูรณ์และยั่งยืนต่อไป
#ชุมชนบ้านใน #ศรีราชา #หอยแมลงภู่ศรีราชา #ประมงพื้นบ้าน #ไทยออยล์ #อนุรักษ์ท้องทะเล