ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความสุขในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ 2569 ที่กำลังจะมาถึง หลายคนตั้งตารอเวลากลับภูมิลำเนาเพื่อใช้เวลาอยู่กับพ่อแม่ญาติพี่น้อง บางครอบครัวก็ใช้เวลานี้แพคกระเป๋าออกเดินทางท่องเที่ยวแบบไกลๆ ทว่าในทางกลับกัน สถิติความสูญเสียบนท้องถนนยังคงเป็นเงาตามตัวที่คอยทำลายความสุขเหล่านั้น จากข้อมูลปัจจุบันพบว่าประเทศไทยต้องสูญเสียชีวิตประชาชนไปปีละไม่ต่ำกว่า 17,000 ราย หรือเฉลี่ยวันละ 30-60 ครอบครัวที่ต้องเผชิญกับข่าวร้ายว่าสมาชิกในบ้านจะไม่ได้กลับมาอีกเลย

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จึงได้ร่วมกับสำนักงานเครือข่ายลดอุบัติเหตุ (สคอ.) และภาคีเครือข่าย จัดงาน “ดื่มไม่ขับ คนข้างหลังเป็นห่วง” ณ โรงแรม The Quarter Ratchayothin เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2568 เพื่อปลุกกระแสสังคมให้ตระหนักถึงความปลอดภัย โดยมุ่งหวังให้การเดินทางในช่วงเทศกาลนี้เป็นช่วงเวลาแห่งความปลอดภัยอย่างแท้จริง
หนุนเสริมเครือข่ายสร้างความปลอดภัย
ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม รองผู้จัดการกองทุน สสส. ได้สะท้อนภาพรวมของสถานการณ์อุบัติเหตุว่า แม้ในภาพรวมจำนวนผู้เสียชีวิตจะลดลงจากในอดีต แต่สิ่งที่น่ากังวลคือตัวเลขในกลุ่มผู้สูงอายุที่ยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างสวนทางกับกลุ่มวัยรุ่นที่ลดลงอย่างชัดเจน ปัจจัยเสี่ยงหลักยังคงวนเวียนอยู่กับ 3 เรื่องสำคัญ คือ การดื่มแล้วขับ การขับรถเร็วเกินกำหนด และการไม่สวมหมวกกันน็อค

“ปีใหม่ปีนี้ สสส. และภาคีเครือข่ายรณรงค์ภายใต้แนวคิด “ ดื่มแล้วขับ ไม่ได้ดับแค่คุณคนเดียว” โดยผลิตสปอตรณรงค์ชุด “ผลกระทบ” เพื่อสื่อสารให้เห็นถึงผลสะท้อนสิ่งที่ตามมาอย่างไม่สิ้นสุดจากการดื่มแล้วขับ ก็คือไม่ได้ส่งผลแค่ตัวผู้ขับขี่ แต่ยังรวมไปถึงอีกหลายคนที่อยู่ข้างหลัง อีกทั้งเป็นภาระทางเศรษฐกิจในการดูแลผู้บาดเจ็บ และความสูญเสียทางจิตใจที่เยียวยาได้ยาก โดย สสส.มุ่งหวังให้การมีชีวิตอยู่รอดคือของขวัญปีใหม่ที่มีค่าที่สุดสำหรับทุกคน พร้อมส่งนวัตกรรมทางสังคมอย่าง “ด่านชุมชนปากหวาน” และ “ด่านหวังดี” ลงไปปฏิบัติการในพื้นที่เสี่ยงทั่วประเทศเพื่อสกัดกั้นคนเมาไม่ให้ออกสู่ถนนสายหลัก”
คนขับรถโดยสารปลอดแอลกอฮอลล์ = ผู้โดยสารปลอดภัย
ทางด้านมาตรการการขนส่งสาธารณะ นายปริญญา วรธำรง ผู้อำนวยการสำนักสวัสดิภาพการขนส่งทางบก กรมการขนส่งทางบก ได้เตรียมความพร้อมอย่างเข้มข้นใน 2 มิติหลัก คือการอำนวยความสะดวกเพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีผู้โดยสารตกค้าง ณ สถานีขนส่งกว่า 170 แห่งทั่วประเทศ และการคุมเข้มความปลอดภัยผ่านระบบผู้จัดการด้านความปลอดภัย หรือ TSM ที่จะทำหน้าที่ตรวจสอบสภาพรถและประเมินความพร้อมของพนักงานขับรถอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะปัญหาการพักผ่อนไม่เพียงพอจากการขับรถต่อเนื่องยาวนาน

“นอกจากนี้ยังมีการนำเทคโนโลยีแอปพลิเคชัน DLT GPS Notice มาใช้ติดตามพฤติกรรมการขับขี่แบบเรียลไทม์ ซึ่งระบบจะแจ้งเตือนทันทีเมื่อมีการใช้ความเร็วเกินกำหนดหรือขับรถติดต่อกันเกิน 4 ชั่วโมง รวมถึงการเข้มงวดตรวจสอบ “รถผี” หรือรถเสริมนอกระบบที่มักแอบแฝงในช่วงเทศกาล เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ใช้บริการว่าจะได้รับความคุ้มครองและเดินทางถึงจุดหมายอย่างปลอดภัย”
“ด่านหวังดี” มาตรการลดเสี่ยง ลดดื่มในชุมชน
ในมุมมองภาคประชาสังคม นายวิษณุ ศรีทะวงศ์ ประธานมูลนิธิเครือข่ายพลังสังคม แสดงความเป็นกังวลต่อสถานการณ์ในปีนี้ เนื่องจากข้อกฎหมายแอลกอฮอล์ฉบับใหม่ที่ขยายเวลาการดื่มและ กิจกรรมส่งเสริมการขายที่มีความหลากหลายมากขึ้น ประกอบกับมีผู้เล่นรายใหม่ที่เพิ่มขึ้นอย่างมากในตลาดเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ ซึ่งเปรียบเสมือนการสร้าง “สมรภูมิใหม่” บนท้องถนนที่อาจมีนักดื่มกว่า 17 ล้านคนออกมาใช้รถใช้ถนนพร้อมกัน

“ทางเครือข่ายจึงได้เร่งขยายผลการทำงานเชิงรุกสู่ชุมชน โดยการจัดตั้งด่านในระดับหมู่บ้านเพื่อดูแลกันเองในพื้นที่ และสร้างทางเลือกใหม่ในการเฉลิมฉลอง เช่น กิจกรรมสวดมนต์ข้ามปีในวัดกว่า 170 แห่ง ที่เชียงใหม่จะมีการจัดงานเคาท์ดาวน์แบบล้านนาที่เน้นศิลปวัฒนธรรมแทนการดื่มสุรา เพื่อดึงเยาวชนและครอบครัวออกจากพื้นที่เสี่ยงและสร้างวัฒนธรรมใหม่ในการฉลองปีใหม่ที่สร้างสรรค์และปลอดภัย”
ดื่มแล้วขับ คนข้างหลังจะต้องพบกับอะไร …?
บทสรุปของความห่วงใยนี้ถูกย้ำเตือนผ่านมุมมองของ นายพรหมมินทร์ กัณธิยะ ผู้อำนวยการ สคอ. ที่ชี้ให้เห็นถึงความทุกข์ของคนข้างหลังเมื่อต้องเผชิญกับอุบัติเหตุ ซึ่งความลำบากจะเกิดขึ้นเป็นระลอก ตั้งแต่ภาระค่ารักษาพยาบาล ไปจนถึงการสูญเสียรายได้หลักที่อาจส่งผลให้ลูกหลานต้องหลุดออกจากระบบการศึกษา หรือแม้แต่การต้องขายทรัพย์สินเพื่อชดเชยค่าเสียหายในชั้นศาล

การรณรงค์ครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการห้ามดื่ม แต่เป็นการร้องขอให้ผู้ขับขี่คำนึงถึง “เสียงหัวใจ” ของคนในครอบครัวที่รอคอยอยู่ที่บ้าน สอดคล้องกับบทเพลง “อยากได้ยินเธอหายใจ” ที่ถูกนำมาใช้สื่อสารเพื่อย้ำเตือนว่า เสียงลมหายใจของคนที่เรารักนั้นมีค่ากว่าสิ่งใด และขอให้พี่น้องประชาชนทุกคนร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการลดอุบัติเหตุด้วยการมีสติ ไม่ประมาท และกลับไปกอดครอบครัวอย่างพร้อมหน้าพร้อมตาในปีใหม่นี้

ความร่วมแรงร่วมใจเพื่อให้เทศกาลปีใหม่เป็นช่วงเวลาแห่งความปลอดภัย ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงบนเวทีเสวนาเท่านั้น แต่ยังสะท้อนให้เห็นผ่านพลังความร่วมมือของภาคีเครือข่ายที่มาร่วมออกบูธนิทรรศการรอบบริเวณงาน เพื่อแสดงให้เห็นถึงความพร้อมและการประสานงานอย่างเป็นระบบขององค์กรทุกภาคส่วน อาทิ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.), บริษัท ธนชาติประกันภัย จำกัด (มหาชน), บริษัทกลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด และบริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) เป็นต้น

พลังจากความมุ่งมั่นของทุกภาคส่วน คือเสียงสะท้อนที่ส่งตรงไปถึงผู้เดินทางทุกคนว่า “ความปลอดภัยไม่ใช่เรื่องของใครคนใดคนหนึ่ง” แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันที่เริ่มต้นได้จากตัวเรา สสส. และภาคีเครือข่ายพร้อมที่จะยืนเคียงข้างสังคมไทยในทุกย่างก้าว เพื่อเปลี่ยนความกังวลของคนข้างหลังให้กลายเป็นรอยยิ้มที่อบอุ่น และทำให้เทศกาลปีใหม่ 2569 นี้เป็นจุดเริ่มต้นของปีที่มีคุณภาพชีวิตที่ดี มีสติ และเดินทางถึงที่หมายด้วยความปลอดภัยอย่างยั่งยืน