แทบไม่มีใครมองว่าปี 2568 เป็นปีที่เงียบเหงา โดยเฉพาะนักลงทุน
มาตรการภาษีและการตอบโต้ทางการค้า ความขัดแย้งที่ยังดำเนินอยู่ และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ กองเรือเงา (Shadow Fleet) และการจัดโครงสร้างสายสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและยุทธศาสตร์ใหม่ แค่ค้นหาใน Google ด้วยคำว่า “อะไรส่งผลกระทบต่อตลาดในปี 2568” ก็จะเห็นเหตุผลของความผันผวนเรียงรายอยู่ตรงหน้า
มาดูกันว่าปัจจัยใดบ้างที่เป็นต้นเหตุของความผันผวนนี้ ปีถัดไปจะมีแนวโน้มเป็นอย่างไร และปัจจัยเหล่านี้นำไปสู่การกำหนดนิยามใหม่โดยสมบูรณ์ในความคาดหวังของเทรดเดอร์และนักลงทุนอย่างไร
ปัจจัยที่กำหนดวัฏจักรความผันผวนในปี 2568
ภาษีศุลกากร นี่คือปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนวัฏจักรความผันผวนปี 2568
สหรัฐฯ กลับมาใช้มาตรการภาษีลักษณะเดียวกับปี 2559 พร้อมการตอบโต้จากคู่ค้า แต่ในระดับที่รุนแรงและรวดเร็วกว่าเดิมอย่างชัดเจน ถ้อยแถลงที่ยั่วยุและบั่นทอนเสถียรภาพจากทุกฝ่าย ยิ่งเพิ่มแรงสั่นสะเทือนให้กับตลาดที่อ่อนไหวอยู่ก่อนแล้ว ปี 2568 เป็นปีที่กระแสความตื่นตัวและการลงทุนในเทคโนโลยี AI เร่งตัวขึ้นอย่างชัดเจน โดย Nvidia เป็นผู้นำสำคัญในการขับเคลื่อนความหวังไปสู่ปัญญาประดิษฐ์ทั่วไป (Artificial General Intelligence: AGI) หรือปัญญาที่มีลักษณะใกล้เคียงมนุษย์ เมื่อเข้าสู่ช่วงปลายปี 2568 คำสัญญาอันสวยหรูของ AI เริ่มหม่นหมองลง และผู้เล่นในตลาดเริ่มตั้งคำถามว่า เทคโนโลยีนี้จะสามารถสร้างรายได้ได้จริงหรือไม่ นักวิเคราะห์ตลาดที่ระแวงมากที่สุดถึงกับมองว่า AI อาจเป็นฟองสบู่
ความขัดแย้งสองจุดที่ยังไม่ยุติ โดยหนึ่งในนั้นขยายวงกว้าง กระตุ้นความผันผวนในตลาดน้ำมันและตลาดหุ้น โชคดีที่ตลาดตระหนักได้ในเวลาต่อมาว่า ความขัดแย้งดังกล่าวจะส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจในวงจำกัด สหรัฐฯ เข้าร่วมความขัดแย้งด้วย นับเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่จุดกระแสความผันผวน แต่เมื่อตลาดตระหนักว่านี่เป็นเหตุการณ์เฉพาะและถูกจำกัดอยู่ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ตลาดจึงกลับมามีเสถียรภาพอย่างรวดเร็ว
แตกต่างจากความไม่มั่นคงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ดูเหมือนจะทวีความรุนแรงขึ้น อัตราเงินเฟ้อทั่วโลกกลับเริ่มชะลอตัวลงตั้งแต่ต้นปี 2568 หลังจากช่วงที่อัตราดอกเบี้ยปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2565 ตามความคาดหมาย ธนาคารต่างๆ เริ่มลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อตอบสนองสถานการณ์ ธนาคารกลางแห่งแรกที่เริ่มปรับลดอัตราดอกเบี้ย คือธนาคารกลางสหรัฐฯ ซึ่งเริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือนธันวาคม 2567 โดยปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% ธนาคารกลางยุโรป (ECB) และธนาคารกลางแคนาดา (BoC) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยตามมาในเดือนมกราคม 2568 โดยแต่ละแห่งลดลงในระดับที่มีนัยสำคัญ 25 จุด ธนาคารกลางหลักเพียงแห่งเดียวที่สวนทางคือธนาคารกลางญี่ปุ่น (BoJ) ซึ่งกลับปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยไปสู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2538 การตัดสินใจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งนี้อาจถือเป็นสิ่งที่ไม่คาดคิดมากที่สุด เนื่องจากเศรษฐกิจญี่ปุ่นดูเหมือนกำลังเผชิญแรงกดดันอยู่
Exness’ Quoc Dat Tong กล่าวว่า “ดูเหมือนว่าธนาคารกลางทั่วโลกกำลังพยายามประเมินภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน ความเชื่อมั่นของตลาด และระดับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นจากการตัดสินใจของพวกเขา แต่ในจุดนี้ พวกเขาดูเหมือนจะตั้งใจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้ง ดังนั้นเทรดเดอร์ควรตระหนักถึงความสัมพันธ์ระหว่างอิควิตี้ สกุลเงิน คอมโมดิตี้ และอัตราดอกเบี้ย อย่ามองข้ามความสัมพันธ์ภายในระหว่างสินทรัพย์แต่ละประเภทด้วยเช่นกัน”
อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์บางส่วนมองเห็นสัญญาณของการหันเหทิศทางนโยบาย แม้ว่าสิ่งที่โดดเด่นที่สุดจะเป็นการผ่อนคลายทางการเงิน แต่เงาแห่งเงินเฟ้อยังคงปรากฏ และความเป็นไปได้ในการขึ้นอัตราดอกเบี้ยยังมีอยู่ แรงขับเคลื่อนสำคัญเบื้องหลังการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยที่อาจเกิดขึ้นนี้ คือแรงกดดันที่รัฐบาลสหรัฐฯ ชุดปัจจุบัน ชุดปัจจุบันกำลังกระทำต่อเฟด เพื่อให้เร่งปรับลดอัตราดอกเบี้ย ยิ่งไปกว่านั้น ความเป็นไปได้ของการเปลี่ยนทิศทางนโยบายยังเพิ่มขึ้นจากความพยายามหลากหลายประการของฝ่ายบริหารในการบ่อนทำลายความน่าเชื่อถือของประธานเฟด อย่างเจอโรม พาวเวลล์ หากหนึ่งในเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดไม่สามารถควบคุมเงินเฟ้อได้ ผลกระทบที่ตามมาอาจก่อให้เกิดความไม่เสถียรทั้งในมิติของเศรษฐกิจมหภาค ระบบการเงิน และแน่นอนรวมถึงนโยบายการเงิน มีความเป็นไปได้สูงว่า ปัจจัยนี้จะยังคงเป็นตัวกระตุ้นความผันผวนอย่างต่อเนื่อง แม้เข้าสู่ปี 2569 แล้วก็ตาม
ความผันผวนของคริปโตเคอร์เรนซีในปี 2568
Bitcoin ซึ่งเป็นสกุลเงินดิจิทัลที่มีมูลค่าตลาดใหญ่ที่สุด และมักถูกมองว่าเป็นตัวชี้นำทิศทางของตลาดโดยรวม ได้เห็นบิตคอยน์ที่เคยหยุดนิ่งถูกนำกลับเข้าสู่ระบบหมุนเวียน คิดเป็นมูลค่าเกือบ 300,000 ล้านดอลลาร์ นั่นหมายความว่า กลุ่มผู้ถือระยะยาว (HODLers) ดูเหมือนจะกำลังทยอยขายทำกำไรและลดสถานะการถือครอง เกือบตลอดทั้งปี แรงขายรูปแบบนี้ถูกชดเชยโดยความต้องการ Bitcoin ในกองทุนซื้อขายแลกเปลี่ยน แต่อุปสงค์เริ่มชะลอตัวลง และกระแสเงินจากกองทุน ETF พลิกเป็นไหลออกสุทธิ อีกหนึ่งปัจจัยคือ ตลาดอนุพันธ์คริปโตเคอร์เรนซี รวมถึงอนุพันธ์ของ BTC ชะลอตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ แม้ตลาดคริปโตเคอร์เรนซีจะมีความผันผวน แต่สินทรัพย์ดิจิทัลยังคงรักษาความสัมพันธ์ในระดับต่ำกับสินทรัพย์ประเภทอื่น อาจเป็นเหตุผลที่ทำให้ในบางช่วงเวลา เราเห็นคริปโตเคอร์เรนซีถูกใช้เป็นสินทรัพย์ปลอดภัย
ตลาดน้ำมันและก๊าซในปี 2568
ในฐานะสินทรัพย์ที่ขึ้นชื่อว่ามีความผันผวนสูงที่สุด น้ำมันก็ไม่ทำให้ผิดหวัง อย่างไรก็ดี ปัจจัยทั้งหมดไม่ได้มาจากน้ำมัน เพราะยังมีการแข่งขัน OPEC+ กับกลุ่มนอก OPEC เรื่องราคาน้ำมันดิบเกิดขึ้นด้วย สหรัฐอเมริกานำกลุ่มประเทศนอก OPEC เพิ่มกำลังการผลิตอย่างมาก ก่อให้เกิดภาวะอุปทานล้นตลาด ราคาน้ำมันจึงลดลงมาอยู่ที่ 55-60 ดอลลาร์ แม้ว่า WTI และ Brent จะเริ่มต้นปีที่ 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล นับเป็นการปรับลดลงถึง 20% ซึ่งถือว่ามีนัยสำคัญอย่างยิ่ง
ก๊าซธรรมชาติก็เกิดความผันผวนของราคาสูง แต่สาเหตุไม่เกี่ยวกับน้ำมันดิบ ราคาเริ่มต้นในปี 2568 ที่ระดับ 3.64 ดอลลาร์ ก่อนจะปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 2.74 ดอลลาร์ในเดือนสิงหาคม ช่วงสิ้นปี ราคาขึ้นจุดสูงสุดที่ 5.31 ดอลลาร์ และลดลงเหลือ 3.94 ดอลลาร์
ปี 2569 จะมีความแตกต่างออกไปหรือไม่
เหตุการณ์ที่ก่อให้เกิดความผันผวนในช่วงปลายปี 2568 มีแนวโน้มจะยังคงอยู่จนถึงอย่างน้อยต้นปี 2569 ซึ่งจะมีทั้งข่าวดีและข่าวร้าย นักวิเคราะห์จาก JPMorgan คาดว่าตลาดอิควิตี้ทั่วโลกจะเติบโตเป็นเลขสองหลักทั้งในตลาดพัฒนาแล้วและตลาดเกิดใหม่ และยังคาดว่าเงินเฟ้อจะคงอยู่ แต่มีมุมมองเชิงบวกกับยูโรและเชิงลบกับดอลลาร์
การทำกำไรของเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มจะดำเนินต่อไป โดย AI จะเป็นแรงขับหลัก หากไม่เกิดฟองสบู่ อัตราเงินเฟ้อทั่วโลกมีแนวโน้มทรงตัวอยู่ใกล้ระดับ 3% อย่างมั่นคง โดยสงครามการค้าจะผลักดันให้ราคาสินค้าทั่วโลกปรับสูงขึ้น ซึ่งมีแนวโน้มจะดำเนินต่อไปอย่างน้อยจนถึงช่วงครึ่งแรกของปี 2569
ความต้องการน้ำมันจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แต่ปริมาณอุปทาน (โดยเฉพาะจากสหรัฐฯ) จะสูงขึ้นด้วยเช่นกัน กำลังการผลิตก็น่าจะเพิ่มขึ้นเช่นกัน JP Morgan ยังคาดการณ์ว่าอุปทานจะมีแนวโน้มแซงความต้องการถึงสามเท่า
ความคาดหวังของเทรดเดอร์เปลี่ยนแปลงไปอย่างไรจากภาวะความผันผวน
ความผันผวนที่ยืดเยื้อมานานเกือบตลอดทั้งปีนี้ ได้เปลี่ยนกรอบความคาดหวังของเทรดเดอร์ไปอย่างไร ประการแรก เทรดเดอร์มีทางเลือกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นโบรกเกอร์ พอร์ทัลการซื้อขาย หรือแพลตฟอร์ม สิ่งที่เทรดเดอร์ต้องการอย่างแท้จริงคือเงื่อนไขที่เหมาะสมในการซื้อขาย ท่ามกลางภาวะผันผวน การเปิดสถานะด้วยความแม่นยำเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพราะทุกเสี้ยววินาทีมีความหมาย เสถียรภาพของราคาเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือทรงพลัง เพราะเมื่อสเปรดไม่เสถียร การเทรดจะทำได้ยาก และความสำเร็จก็ไม่ต่างจากการพยายามยิงเป้าเคลื่อนที่ การที่สามารถเปิดคำสั่งซื้อขายเมื่อตลาดสร้างโอกาสขึ้น หรือการดำเนินการทันทีเพื่อลดความเสี่ยง เปรียบเสมือนเป็นความสามารถพิเศษในตลาดที่ผันผวน สุดท้าย สลิปเพจต่ำช่วยให้เทรดเดอร์หลีกเลี่ยงการสูญเสียกำไร จากการที่คำสั่งซื้อขายไม่ถูกดำเนินการในราคาที่ตั้งใจไว้
นับเป็นความต้องการที่สมเหตุสมผล แต่มีเพียงไม่กี่โบรกเกอร์ที่สามารถตอบสนองความต้องการเหล่านี้ได้