ท่ามกลางวิกฤตสิ่งแวดล้อมที่ทวีความรุนแรงจนน่ากังวล โดยเฉพาะปัญหาขยะทะเลและไมโครพลาสติกที่ปนเปื้อนเข้าสู่ห่วงโซ่อาหาร ซึ่งผลสำรวจระบุว่าคนไทยอาจได้รับไมโครพลาสติกเข้าสู่ร่างกายพุ่งสูงถึง 50,000 ชิ้นต่อคนต่อปี ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงต่อโรคทางเดินอาหาร ระบบฮอร์โมน และเพิ่มความเสี่ยงโรคมะเร็งอย่างน่าตกใจ ประกอบกับสภาวะปะการังฟอกขาวที่พุ่งสูงถึง 30% และภัยพิบัติจากสภาพภูมิอากาศที่ยากจะคาดเดา

ด้วยเหตุนี้ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จึงได้จับมือร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) และ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2568 เพื่อผนึกกำลังขับเคลื่อนการบริหารจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมชายฝั่ง รวมถึงการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้แนวคิดการพัฒนาเชิงพื้นที่ (Area Based) และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) เพื่อมอบเป็นของขวัญปีใหม่และสร้างความสุขที่ยั่งยืนให้แก่ประชาชนไทยทุกคน

นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุน สสส. ได้เน้นย้ำถึงหัวใจสำคัญของการร่วมมือครั้งนี้ว่า เปรียบเสมือนกลยุทธ์ “แบรนด์คูณแบรนด์” ที่นำจุดแข็งของแต่ละหน่วยงานมาสานพลังเพื่อปิดจุดอ่อนซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่เรากำลังเผชิญกับ “สงครามโรคและการเจ็บป่วยยุคที่ 3” หรือที่เรียกว่า “สังคมป่วย” ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่โรคติดเชื้อหรือพฤติกรรมส่วนบุคคลเท่านั้น แต่เป็นสภาพสังคมและสิ่งแวดล้อมที่เร่งเร้าให้เกิดความเจ็บป่วย เช่น ปัญหา PM 2.5 หรือวิกฤตชายฝั่งทะเลที่เกิดจากการที่มนุษย์พ่ายแพ้ต่อกิเลสและความโลภจนไปเบียดเบียนระบบนิเวศ

“สสส. มุ่งมั่นที่จะใช้ความเชี่ยวชาญในการทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายภาคประชาสังคมและชุมชนในพื้นที่ มา Synergy ร่วมกับพลังวิชาการจากมหาวิทยาลัยและกลยุทธ์การบริหารทุนวิจัยจาก สกสว. เพื่อปกป้องสุขภาพและคุณภาพชีวิตของคนไทยอย่างเป็นระบบ โดย สสส. เชื่อว่า MOU ฉบับนี้คือ “ประตูบานแรก” ที่เปิดทางให้ทั้ง 3 หน่วยงานก้าวไปสู่อุดมการณ์ร่วมในการรบชนะสงครามความเจ็บป่วยจากสภาพแวดล้อม และนำไปสู่ผลลัพธ์ที่จับต้องได้จริงต่อประชาชนในระยะยาว”

ในมิติของการสนับสนุนกลไกความรู้ ศ.ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการ สกสว. เสริมว่า สกสว. มีภารกิจโดยตรงในการเป็น “คอนดักเตอร์” หรือกลไกกลาง (System Integrator) เพื่อสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานและกองทุนหมุนเวียนต่าง ๆ โดยจะประสานงานร่วมกับหน่วยบริหารจัดการทุนวิจัย (PMUs) ทั้ง 8 แห่ง เพื่อสนับสนุนงานวิจัยและนวัตกรรมที่สอดคล้องกับบริบทพื้นที่ชายฝั่งอันดามันและอ่าวไทยให้สามารถนำไปใช้แก้ปัญหาเชิงพื้นที่ได้จริง พร้อมทั้งพัฒนาระบบข้อมูลพื้นฐานด้านการวิจัยเพื่อใช้ในการวางแผนตัดสินใจเชิงนโยบายและการติดตามประเมินผลอย่างเป็นระบบ

“สกสว.มุ่งหวังว่าการรวมจุดแข็งด้านวิชาการของจุฬาฯ เข้ากับประสบการณ์การทำงานเชิงพื้นที่ของ สสส. จะยกระดับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นโจทย์ที่ท้าทายระดับโลกให้มีความเข้มแข็งและยั่งยืน”

ขณะที่ ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่าการลงนามครั้งนี้ไม่ใช่เพียงข้อตกลงในกระดาษ แต่เป็นการจับมือที่ส่งผลกระทบจริงต่อสังคม จุฬาฯ พร้อมนำศาสตร์ที่มีครบทุกแขนง ทั้งหมวดสุขภาพ วิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และสังคมศาสตร์ มาผนึกกำลังร่วมกับ สกสว. และ สสส. เพื่อบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติที่เปรียบเสมือน “ทรัพย์” อันมีค่าของประเทศ โดยเฉพาะการปลูกฝังจิตสำนึกให้คนรุ่นใหม่หวงแหนและรู้สึกเป็นเจ้าของทรัพยากรเหล่านั้น

ก้าวใหม่ในปี 2569 นี้ จึงถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่ทั้ง 3 หน่วยงานจะร่วมกันใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีขึ้น มอบคุณภาพชีวิตที่สมบูรณ์ทั้งกายและใจ และเป็นพลังแห่งความสุขที่มอบเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับประชาชนคนไทยอย่างแท้จริง

#สสส #สกสว #จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย #สิ่งแวดล้อมชายฝั่ง #สุขภาพดีสร้างได้ #ของขวัญปีใหม่2569

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน