ปัจจุบันวิกฤตมลพิษทางอากาศและปัญหาฝุ่น PM2.5 ที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ล้วนส่งผลกระทบต่อสุขภาพ เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของประชาชน การแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนจึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ท้องถิ่น ภาคเอกชน ภาคประชาชน และภาคประชาสังคม เพื่อร่วมออกแบบแนวทางและกลไกการจัดการอย่างเป็นระบบ

ด้วยเหตุนี้ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จึงร่วมกับพันธมิตรทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน และภาคีเครือข่ายกว่า 200 หน่วยงาน จัดการประชุมวิชาการระดับชาติ “มลพิษทางอากาศ PM2.5 ครั้งที่ 2 (Thailand National PM2.5 Forum #2)” ขึ้น ระหว่างวันที่ 20-21 มกราคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี เพื่อร่วมออกแบบกลไกการแก้ปัญหาฝุ่นควันของประเทศอย่างยั่งยืน และผลักดันการบังคับใช้พระราชบัญญัติบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด อย่างมีประสิทธิภาพ

ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม รองผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่า ตลอดกว่า 20 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยเผชิญปัญหามลพิษทางอากาศอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะปัญหาฝุ่น PM2.5 ที่มีความซับซ้อนแตกต่างตามบริบทของพื้นที่ และจากแหล่งกำเนิดที่หลากหลาย เช่น การเผาในพื้นที่โล่งของภาคเกษตรและป่าไม้ ภาคการคมนาคมขนส่ง ภาคอุตสาหกรรม รวมถึงมลพิษข้ามพรมแดน ทั้งนี้ จากข้อมูลของ World Bank ปี 2022 พบว่า ไทยมีผู้เสียชีวิตจากฝุ่น PM2.5 อยู่ที่ 57 คนต่อประชากร 100,000 คน คิดเป็นมูลค่าความเสียหายต่อสุขภาพ 26,260 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขพบผู้ป่วยที่เกี่ยวข้องกับมลพิษทางอากาศกว่า 12.27 ล้านคน โดยมีพื้นที่เผาไหม้ในพื้นที่ป่าทั่วประเทศ 7,554,734 ไร่ ลดลง 18% พื้นที่เกษตรเผาไหม้ 6,625,386 ไร่ ลดลง 37% ซึ่งสิ่งเหล่านี้สะท้อนชัดเจนว่าปัญหา PM2.5 ไม่ได้กระทบเพียงสิ่งแวดล้อม แต่ยังส่งผลต่อสุขภาพ คุณภาพชีวิต เศรษฐกิจ และความมั่นคงของมนุษย์ โดยเฉพาะผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบาง
การประชุมในครั้งนี้จึงถูกออกแบบเป็นเวทีความร่วมมือภายใต้แนวคิด “เปลี่ยนระบบ เชื่อมข้อมูล ขับเคลื่อนอากาศสะอาดร่วมกัน” เพื่อร่วมกันออกแบบกลไกการแก้ปัญหามลพิษทางอากาศและฝุ่นละอองอย่างยั่งยืน ผ่านความร่วมมือจากทุกภาคส่วน พร้อมผลักดันเครื่องมือเชิงนโยบายสำคัญ อาทิ พ.ร.บ.อากาศสะอาด เพื่อให้ตอบโจทย์การจัดการในระดับพื้นที่ ตลอดจนการเชื่อมโยงข้อมูล องค์ความรู้ วิจัย และนวัตกรรม เพื่อสนับสนุนการกำหนดนโยบายระยะยาว และสร้างความตระหนักรู้ของสังคมต่อผลกระทบของสุขภาพ ควบคู่กับการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการปกป้องสิทธิในการหายใจด้วยอากาศที่สะอาดและปลอดภัย
“ผมเชื่อมั่นว่าการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ของพื้นที่ และข้อเสนอเชิงนโยบายจากเวทีแห่งนี้ จะนำไปสู่การแก้ปัญหา PM 2.5 ให้เป็นรูปธรรม จับต้องได้ และมีความยั่งยืนในระยะยาว” รองผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าว

นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กล่าวว่า ปัญหาฝุ่น PM2.5 เป็นมลพิษทางอากาศสำคัญที่สุดของประเทศ และเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ซับซ้อน ซึ่งเชื่อมโยงหลายปัจจัยทั้งการใช้ทรัพยากร การเผาในที่โล่ง ภาคเกษตรและป่าไม้ การขยายตัวของเมือง การคมนาคมขนส่ง ภาคอุตสาหกรรม รวมถึงมลพิษข้ามพรมแดน ซึ่งส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ระบบนิเวศ และสุขภาพประชาชนอย่างรุนแรง โดยเฉพาะโรคระบบทางเดินหายใจ ดังนั้น การแก้ปัญหา PM2.5 จึงไม่อาจแก้เพียงเฉพาะหน้าในช่วงวิกฤต แต่ต้องเดินหน้าจัดการเชิงระบบระยะยาว ตั้งแต่การควบคุมแหล่งกำเนิด การฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ การกำกับกิจกรรมที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และนำข้อมูลทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาสนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบายอย่างมีประสิทธิภาพ
“การประชุมในครั้งนี้เป็นเวทีสำคัญในการสรุปแนวทางแก้ปัญหา PM2.5 เพื่อเสนอแก่รัฐบาลชุดใหม่ เพราะเป็นปัญหาระดับประเทศที่ต้องบูรณาการทุกหน่วยงาน โดยควรกำหนดเป็นวาระแห่งชาติ จัดตั้งหน่วยงานกลางเพื่อกำกับทิศทางการทำงานร่วมกันอย่างชัดเจน ทั้งบทบาทของแต่ละกระทรวง แผนงบประมาณ และการมีส่วนร่วมของภาคเอกชน พร้อมทั้งผลักดันร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดที่ค้างในอยู่สภาให้เดินหน้าสำเร็จ เพื่อให้บทลงโทษบังคับใช้ได้จริงและเป็นธรรม เพื่อให้ผู้ก่อมลพิษต้องรับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม” นายสุชาติ กล่าว

นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ประธานสภาลมหายใจกรุงเทพฯ กล่าวว่า รู้สึกยินดีและตื่นเต้นที่ได้เห็นทุกภาคส่วนมาร่วมกันในเวทีครั้งนี้ ซึ่งสิ่งนี้สะท้อนชัดเจนว่า ยังมีผู้คนจำนวนไม่น้อยที่ได้รับผลกระทบและถูกทิ้งไว้ข้างหลังจากปัญหาฝุ่น PM2.5 โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ต้องเผชิญกับปัญหานี้ไปอีกยาวนาน จึงขอเชิญชวนให้ทุกฝ่ายร่วมกันสนับสนุนและส่งเสริมการทำงานด้านอากาศสะอาดให้เกิดผลสำเร็จอย่างจริงจัง พร้อมคาดหวังให้เวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ข้อมูล และเทคโนโลยีในวันนี้ นำไปสู่การผลักดันร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดให้เดินหน้าต่อได้ทันที โดยไม่ต้องเริ่มต้นใหม่
“เวทีในครั้งนี้เกิดขึ้นจากการรวมพลังของภาคประชาสังคม ภาครัฐ นักวิชาการ ชุมชน และผู้ได้รับผลกระทบ เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และร่วมกันหาทางออก มากกว่าการชี้โทษฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และหวังว่าตลอด 2 วันของกิจกรรมจะเป็นแรงบันดาลใจและพลังสำคัญในการร่วมกันรักษาอากาศสะอาดให้เป็นสิทธิพื้นฐานของทุกคน เพื่อให้ปีนี้เป็นปีสุดท้ายที่สังคมต้องหารือกัน ท่ามกลางสถานการณ์ที่ยังไม่มีทางออก” ประธานสภาลมหายใจกรุงเทพฯ กล่าว

ภายในงาน ยังมีการปาฐกถาพิเศษภายใต้ 2 หัวข้อหลัก ได้แก่ “Innovation-Driven to Clean Air ขับเคลื่อนสังคมอากาศสะอาดด้วยวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม” โดย ศ.ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผอ.สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (สกสว.) และหัวข้อ “มหานครอากาศดีโมเดลสู่เมืองปลอดฝุ่น” โดย พรพรหม ณ.ส. วิกิตเศรษฐ์ ที่ปรึกษาผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วย เวทีสานเสวนาฝ่าฝุ่นควัน EP1 “เปลี่ยนระบบ เชื่อมข้อมูล ขับเคลื่อนอากาศสะอาดร่วมกัน” โดย ดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ กรรมการกำกับกิจการพลังงาน, ดร.ปกรณ์ อาภาพันธุ์ ผอ.สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน), ดร.สุนทรีย์ ส่งเสริม รองผู้อำนวยการสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน), อารีย์พันธ์ เจริญสุข อนุกรรมการพัฒนาระบบราชการเกี่ยวกับการส่งเสริมการบริหารภาครัฐระบบเปิดและการมีส่วนร่วม ก.พ.ร. และ ธีระพงษ์ วิมลจิตรานนท์ ผอ.การกองจัดการคุณภาพอากาศและเสียง กรมควบคุมมลพิษ
นอกจากนี้ ยังมีเวทีสานเสวนาสาธารณะ 5 ห้องย่อย เพื่อเจาะลึกต้นตอปัญหาฝุ่น PM2.5 ในประเทศไทยอย่างรอบด้าน ครอบคลุมตั้งแต่ปัจจัยด้านเมือง การคมนาคม อุตสาหกรรม การเกษตรและป่าไม้ ไปจนถึงมลพิษข้ามพรหมแดน พร้อมเชื่อมโยงองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อร่วมกันออกแบบแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม

จากทั้งหมดที่กล่าวมา การประชุมวิชาการระดับชาติ “มลพิษทางอากาศ PM2.5 ครั้งที่ 2” ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นบทบาทสำคัญของ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส. ที่มุ่งเดินหน้าขับเคลื่อนการแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 อย่างเป็นระบบ ด้วยการเชื่อมพลังความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน และภาคประชาสังคม เพื่อร่วมกันออกแบบกลไกการจัดการที่มีประสิทธิภาพ พร้อมต่อยอดสู่การผลักดันนโยบายและการบังคบใช้ พ.ร.บ.อากาศสะอาดให้เกิดผลเป็นรูปธรรม อันจะนำไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีของคนไทยทุกคนอย่างยั่งยืน