“เพราะเราทุกคนคือ ‘แรงงาน’ และเสียงของคนทำงานคือเข็มทิศกำหนดอนาคตประเทศ” ในวันที่โครงสร้างเศรษฐกิจถูกดิสรัปชั่นและสังคมไทยก้าวสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ การรวมพลังครั้งประวัติศาสตร์ของ ภาคีชั้นนำ อาทิ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.), ไทยพีบีเอส, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเครือข่ายภาคประชาสังคม ได้ร่วมกันเปิดพื้นที่แห่งความหวังเพื่อส่งต่อ “เสียงจากชีวิตจริง” ของคนทำงานทุกสาขาอาชีพผ่านเวทีเสวนาวิชาการ “จับชีพจรแรงงาน” ณ คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
เพื่อสื่อสารตรงถึงพรรคการเมืองก่อนศึกเลือกตั้งปี 2569 ที่กำลังจะมาถึง นับเป็นจุดเริ่มต้นของการรื้อฟื้นศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และคุณภาพชีวิตที่เท่าเทียม ผ่านการตั้งคำถามสำคัญว่านโยบายแรงงานของไทยจะตอบโจทย์การจ้างงานและการคุ้มครองสิทธิได้อย่างเป็นธรรมเพียงใด ในโลกการทำงานยุคใหม่ที่ “แรงงานนอกระบบ” กลายเป็นฟันเฟืองหลักของเศรษฐกิจแต่ยังไร้ที่พึ่งทางกฎหมาย
รศ.ดร.อัจฉรา ชลายนนาวิน คณบดีคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวเปิดงานว่า สถานการณ์แรงงานในปัจจุบันจำเป็นต้องมีกฎหมายแรงงาน ที่ปรับตัวให้สอดรับกับแรงงานทุกกลุ่มอย่างรอบด้าน เนื่องจากกฎหมายที่มีอยู่ยังไม่ครอบคลุมและไม่ทั่วถึง โดยเฉพาะแรงงานนอกระบบและกลุ่มเปราะบาง อาทิ มอเตอร์ไซค์รับจ้างและฟรีแลนซ์ การจัดงานครั้งนี้จึงเป็นความร่วมมือระหว่างคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สสส. มูลนิธิเพื่อนหญิง และภาคประชาสังคม เพื่อเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนข้อมูลและข้อเสนอเชิงนโยบายด้านแรงงาน พร้อมหวังว่าการเสวนาจะก่อให้เกิดแนวคิดใหม่ที่เป็นประโยชน์ต่อแรงงานทุกกลุ่ม และสามารถนำไปต่อยอดสู่การปรับนโยบายแรงงานของประเทศให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันและอนาคต

นางภรณี ภู่ประเสริฐ ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวถึงบทบาทของ สสส. ในการขับเคลื่อนนโยบายเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงานว่า เวทีดังกล่าวเป็นพื้นที่สำคัญในการเปิดโอกาสให้ภาคประชาชนและเครือข่ายที่ทำงานด้านแรงงาน ได้ร่วมกันจัดทำและนำเสนอข้อเสนอนโยบายต่อผู้แทนพรรคการเมือง โดยคาดหวังว่าข้อเสนอเหล่านี้จะนำไปสู่การออกแบบและกำหนดทิศทางนโยบายแรงงานที่สอดคล้องกับบริบทสังคมและเศรษฐกิจของประเทศไทย
“ประเด็นแรงงานเกี่ยวข้องกับหลายกระทรวงและหลายภาคส่วน หากมองในภาพรวมทั้งระบบย่อมเชื่อมโยงกับคุณภาพชีวิตของประชาชนจำนวนมาก งานในครั้งนี้จึงเกิดจากความร่วมมือของภาคประชาชนและภาควิชาการกว่า 50 เครือข่าย ที่ร่วมกันกลั่นกรองและพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายอย่างเป็นระบบ มีความชัดเจน เป็นรูปธรรม และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง โดยถือเป็นเสียงสะท้อนสำคัญที่ไม่ปล่อยให้การกำหนดนโยบายแรงงาน เป็นหน้าที่ของภาครัฐเพียงฝ่ายเดียว”

การเสวนาในหัวข้อ “จับชีพจรสถานการณ์การจ้างงานรูปแบบใหม่ กับการคุ้มครองสิทธิและการส่งเสริมคุณภาพชีวิตคนทำงานในอนาคต” ได้สะท้อนภาพความท้าทายของนโยบายแรงงานไทยในยุคเศรษฐกิจเปลี่ยนผ่าน โดย ผศ.ดร.กฤษฎา ธีระโกศลพงศ์ คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระบุว่า นโยบายแรงงานจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับสิทธิการรวมตัวของแรงงาน การจัดตั้งสหภาพ และอำนาจการต่อรอง เพื่อยกระดับค่าจ้างและปฏิรูประบบไตรภาคีควบคู่กับการเสริมสร้างสมดุลชีวิตการทำงาน พร้อมทั้งขยายการคุ้มครองไปสู่งานรูปแบบใหม่ และวางแนวทางการเปลี่ยนผ่านแรงงานนอกระบบเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจที่เป็นธรรมมากขึ้น
ขณะที่ รศ.ดร.กิริยา กุลกลการ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ชี้ว่า ระบบราชการด้านแรงงานต้องปรับบทบาทจากผู้ใช้อำนาจมาเป็นผู้รับใช้ประชาชน โดยรัฐควรมองแรงงานเป็นหุ้นส่วนสำคัญของเศรษฐกิจ การบริหารจัดการด้านแรงงานต้องวัดผลจากคุณภาพการจ้างงานมากกว่าตัวเลขเชิงปริมาณ พร้อมยกระดับขีดความสามารถของภาครัฐให้เข้าใจตลาดแรงงานจริง ปรับปรุงระบบแรงงานข้ามชาติ การส่งแรงงานไปต่างประเทศ และระบบประกันสังคมให้มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ ควบคู่กับการลงทุนพัฒนาผลิตภาพแรงงานและเอสเอ็มอี เชื่อมโยงนโยบายแรงงานกับการพัฒนาทักษะ เทคโนโลยี และการแข่งขันที่เป็นธรรม เพื่อให้เศรษฐกิจใหม่เติบโตโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และไม่สร้างแรงงานไร้ตัวตนในระบบเศรษฐกิจไทย
ด้าน นายบัณฑิต แป้นวิเศษ หัวหน้าฝ่ายขับเคลื่อนนโยบายและแรงงานหญิง มูลนิธิเพื่อนหญิง กล่าวว่า หากมองสถิติการจ้างงานในระบบอย่างเป็นทางการ อาจพบว่าสัดส่วนแรงงานชายยังคงสูงกว่าแรงงานหญิง แต่เมื่อพิจารณาภาพแรงงานนอกระบบและข้อมูลไม่เป็นทางการ จะเห็นว่าแรงงานหญิงมีจำนวนไม่น้อย และมีบทบาทสำคัญในตลาดแรงงาน โดยเฉพาะในบริบทของการจ้างงานรูปแบบใหม่ที่มีความคลุมเครือทั้งในระบบ นอกระบบ และกึ่งทางการ
จากประสบการณ์การทำงานด้านแรงงานหญิง พบว่าปัญหารายได้ ความไม่มั่นคงในการจ้างงาน และความเหลื่อมล้ำด้านค่าจ้างยังคงเป็นโจทย์เดิมที่แก้ไขได้ยาก ขณะเดียวกัน ประเด็นสิทธิความเป็นมารดากำลังถูกผลักดันให้ได้รับการยกระดับในกฎหมายแรงงาน ซึ่งถือเป็นประเด็นสำคัญที่ไม่ใช่เพียงการต่อสู้เชิงโครงสร้างด้านการจ้างงานหรือค่าจ้างเท่านั้น แต่ยังเป็นการเปลี่ยนแปลงทัศนคติของสังคมต่อบทบาทของแรงงานหญิงด้วย พร้อมขอบคุณทุกพรรคการเมืองที่เข้ามารับฟังข้อเสนอจากกลุ่มแรงงาน โดยคาดหวังว่าข้อเสนอเหล่านี้จะถูกนำไปผลักดันในสภา และพัฒนาเป็นนโยบายและกฎหมายที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานอย่างเป็นรูปธรรมในอนาคต

วิกฤตแรงงานไทยและการปฏิรูปโครงสร้างทางกฎหมาย
จากสถานการณ์แรงงาน ความไม่มั่นคงในงานรูปแบบใหม่ ปัจจุบันโครงสร้างแรงงานไทยเปลี่ยนไป โดยมีผู้ทำงานรวม 40 ล้านคน แบ่งเป็น แรงงานนอกระบบถึง 21.1 ล้านคน (52.7%) ซึ่งกลายเป็นกระแสหลักของตลาดแรงงาน แรงงานกลุ่มนี้ โดยเฉพาะในภาคเกษตร บริการ และแรงงานแพลตฟอร์ม (ไรเดอร์) เผชิญกับความเหลื่อมล้ำสูง มีรายได้เฉลี่ยเพียง 8,513 บาทต่อเดือน ซึ่งต่ำกว่าแรงงานในระบบเกือบเท่าตัว ปัญหาหลักที่พบคือค่าตอบแทนไม่เป็นธรรมและสภาพแวดล้อมการทำงานที่เป็นอันตราย
ช่องว่างกฎหมายกับการนิยาม “ลูกจ้าง” ที่ไม่เท่าทันความจริง กฎหมายแรงงานปัจจุบัน (พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541) ยังยึดติดกับรูปแบบสัญญาจ้างแบบดั้งเดิม ส่งผลให้แรงงานที่จ้างผ่านแพลตฟอร์ม อัลกอริทึม หรือการจ้างเหมาบริการ ถูกตีความเป็น “สัญญาจ้างทำของ” ทำให้ขาดสิทธิการคุ้มครองและเข้าไม่ถึงประกันสังคม
ข้อเสนอการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง
- คุ้มครอง “คนทำงาน” ทุกประเภท: ปฏิรูประบบกฎหมายให้ยึด “ความเป็นลูกจ้างตามสภาพความจริง” โดยพิจารณาจากอำนาจควบคุมและการพึ่งพิงทางเศรษฐกิจ ไม่ใช่แค่รูปแบบสัญญา
- แก้กฎหมายคุ้มครองแรงงาน: ให้ครอบคลุมกลุ่มที่เคยถูกยกเว้น เช่น แรงงานทำงานบ้าน ภาคเกษตร ลูกจ้างภาครัฐ และแรงงานแพลตฟอร์ม
- ยุติการจ้างงานไม่มั่นคงในภาครัฐ: ยกเลิกหนังสือกระทรวงการคลัง (ว 67) ที่ทำให้ลูกจ้างภาครัฐกลายเป็น “จ้างทำของ” และกำหนดเงื่อนไข TOR ให้ผู้รับเหมาต้องส่งเงินสมทบประกันสังคมและทำตามมาตรฐานแรงงาน
- เสริมอำนาจต่อรอง: ผลักดันการให้สัตยาบันอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 87 และ 98 เพื่อคุ้มครองเสรีภาพในการรวมกลุ่มและเจรจาต่อรอง

ยกระดับคุณภาพชีวิต สวัสดิการถ้วนหน้า และสังคมสูงวัย
ยกระดับ “สวัสดิการและประกันสังคมถ้วนหน้า“
- ประกันสังคมมาตรา 40 รูปแบบใหม่: เสนอให้เป็นระบบถ้วนหน้าที่มีสิทธิประโยชน์ครบวงจร (เจ็บป่วย, คลอดบุตร, ว่างงาน, ชราภาพ) โดยรัฐสนับสนุนเงินสมทบหลัก (ประมาณ 90%) ผ่านงบประมาณและภาษี
- สิทธิประโยชน์แบบพกพา (Portable): สิทธิแรงงานต้องติดตัวคนทำงานไปได้ทุกที่ แม้จะเปลี่ยนงานหรือเปลี่ยนสถานะอาชีพ เพื่อป้องกันการหลุดออกจากระบบ
- สิทธิความเป็นมารดา: เพิ่มวันลาคลอดจาก 120 วัน เป็น 180 วัน โดยได้รับค่าจ้าง และเสนอเงินสงเคราะห์บุตรสำหรับแรงงานนอกระบบ 10,000 บาทต่อครั้ง พร้อมเงินรายเดือนจนถึง 6 ปี
สิทธิสุขภาพเชิงรุกและอาชีวอนามัย
- แพ็กเกจตรวจสุขภาพเฉพาะอาชีพ: โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงสูง เช่น ไรเดอร์และมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ซึ่งทำงานเฉลี่ย5 – 10 ชั่วโมงต่อวัน ต้องได้รับสิทธิตรวจปอด การได้ยิน การมองเห็น และประเมินความเครียดโดย “ไม่ต้องรอให้ป่วย”
- มาตรฐานแรงงานแพลตฟอร์ม: กำหนดค่าตอบแทนขั้นต่ำต่อชั่วโมง/เที่ยว ห้ามหักเงินโดยไม่โปร่งใส และสร้างกลไกอุทธรณ์กรณีถูกระงับบัญชีโดยอัลกอริทึม
วาระการขยายอายุเกษียณอย่างเป็นธรรม เนื่องจากไทยเข้าสู่สังคมสูงวัย แรงงานนอกระบบมีผู้สูงอายุถึง 21.7% ข้อเสนอจึงเน้นการขยายอายุงานแบบ “สมัครใจและยืดหยุ่น“ :
- ปรับเพิ่มอายุเกษียณ (เช่น จาก 60 เป็น 62 หรือ 63 ปี) เฉพาะตำแหน่งที่จำเป็น
- ต้องไม่กระทบโอกาสงานของคนรุ่นใหม่ และมีการ Upskill/Reskill ให้ผู้สูงอายุทำงานได้อย่างปลอดภัย
- จัดทำดัชนี “ผู้รับเหมารับผิดชอบต่อแรงงาน” (Labor Compliance Rating) เพื่อจูงใจให้สถานประกอบการดูแลแรงงานทุกวัยอย่างเหมาะสม

การรวมพลังของภาคีเครือข่ายในครั้งนี้คือการส่งสัญญาณเตือนว่าถึงเวลาแล้วที่นโยบายรัฐต้องมองเห็น “คนทำงาน” ในทุกมิติอย่างแท้จริง ข้อเสนอตั้งแต่การปฏิรูปสิทธิประกันสังคมแบบพกพา การยกระดับสิทธิลาคลอด 180 วัน ไปจนถึงการตรวจสุขภาพตามความเสี่ยงอาชีพ คือชิ้นสำคัญที่จะช่วยรื้อฟื้นศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ให้กับแรงงานไทย โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานนอกระบบกว่า 21 ล้านคนที่เป็นฟันเฟืองหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แต่กลับมักถูกหลงลืมไว้หลังม่านของข้อจำกัดทางกฎหมาย
เสียงจากชีวิตจริงบนเวทีจับชีพจรแรงงานครั้งนี้ กำลังมุ่งหน้าไปสู่มือของพรรคการเมืองในฐานะการบ้านข้อใหญ่ก่อนศึกเลือกตั้งปี 2569 โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการผลักดันร่างกฎหมายคุ้มครองแรงงานฉบับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เข้าสู่สภาภายใน 60 วันหลังการจัดตั้งรัฐบาล เพื่อสร้างบรรทัดฐานใหม่ที่ความยุติธรรมจะไม่ถูกจำกัดอยู่แค่ในออฟฟิศหรือโรงงาน แต่จะแผ่ขยายไปถึงไรเดอร์บนท้องถนน เกษตรกรในไร่นา และคนทำงานทุกสาขาอาชีพ ให้เติบโตไปพร้อมกับเศรษฐกิจใหม่ได้อย่างภาคภูมิและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังอย่างแท้จริง