ในปัจจุบันสถานการณ์การบริโภคโซเดียมของประชากรไทยมีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้นเกินกว่า 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน ซึ่งเกินกว่าเกณฑ์ที่ร่างกายควรได้รับในแต่ละวัน ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงอย่างมีนัยสำคัญต่อการเกิดกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) อาทิ โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด และโรคไตเรื้อรัง ซึ่งล้วนเป็นสาเหตุหลักอันดับต้นๆ ของการเสียชีวิตในประเทศไทย ดังนั้น การสร้างความตระหนักรู้ควบคู่ไปกับมาตรการควบคุมปริมาณโซเดียมในผลิตภัณฑ์อาหาร จึงเป็นกลไกสำคัญในการปกป้องสุขภาวะของสังคมและลดภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขของประเทศในระยะยาว

เพื่อลดปัญหาในการบริโภคโซเดียมเกินอัตรา สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จึงร่วมกับ ศูนย์ศึกษานโยบายเพื่อการพัฒนา คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมภาคีเครือข่ายด้านสุขภาพ จัดเวทีเสวนาภาษีโซเดียมประโยชน์ต่อสุขภาพที่มองไม่เห็นณ โรงแรมปทุมวันปริ๊นเซส เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา พร้อมเผยแพร่ผลการศึกษาทางวิชาการและแลกเปลี่ยนข้อเสนอเชิงนโยบายในการใช้มาตรการภาษีเป็นเครื่องมือสำคัญในการลดการบริโภคโซเดียมของคนไทย และป้องกันโรคไม่ติดต่อ

ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม รองผู้จัดการกองทุน สสส. ให้ข้อมูลว่า การรณรงค์ให้ความรู้เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอต่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในวงกว้าง จึงจำเป็นต้องใช้มาตรการทางสังคม กฎหมาย และภาษีควบคู่กันไป ซึ่งจากบทเรียนความสำเร็จในการลดการบริโภคสุราและยาสูบ นำมาสู่การขยายผลสู่มาตรการภาษีน้ำตาลและโซเดียมตลอด 8 ปีที่ผ่านมา โดยเน้นการศึกษาข้อมูลพฤติกรรมการบริโภคของคนไทยอย่างละเอียด เพื่อกำหนดขอบเขตการจัดเก็บภาษีให้เหมาะสมและเกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการสร้างเสริมสุขภาวะที่ดีให้กับประชาชน พร้อมเน้นย้ำว่า มาตรการภาษีต้องทำควบคู่กับมาตรการทางสังคม เช่น การใช้สัญลักษณ์ทางเลือกสุขภาพ และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภค ซึ่งเป็นกลไกแบบ “win win” ที่ช่วยให้รัฐมีรายได้บริหารประเทศและประชาชนมีสุขภาพที่ดีขึ้น

ในเชิงของน้ำตาลและโซเดียม เป้าหมายจริงๆ คือเครื่องดื่มที่สัมพันธ์โดยตรงกับการบริโภค ซึ่งการแบนการขายในบางที่ก็จะแบนไม่ได้ ก็เลยออกมาตรการเรื่องภาษี เจตนาของเราก็ไม่หวังเป้าว่าเราจะได้เงินได้ทองมหาศาล หากจะอยากได้เงินได้ทองเราไปขึ้นภาษีบุหรี่ เหล้าดีกว่า ขึ้นทีเดียวประชานิยมต่างๆ ได้เพียบ แต่เราก็ไม่ทำอย่างนั้น เพราะเราคิดว่าทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนสูตรเครื่องดื่มดีกว่า รองผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าว

รศ.ดร.สิรินทร์ยา พูลเกิด นักวิจัยจากสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า สถานการณ์การบริโภคโซเดียมในกลุ่มเด็กและเยาวชนไทยอยู่ในขั้นวิกฤต โดยเฉพาะจากอาหารสำเร็จรูปและขนมขบเคี้ยวที่มีปริมาณโซเดียมสูงเกือบเต็มเกณฑ์ที่ร่างกายควรได้รับต่อวันในเพียงมื้อเดียว ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูงและโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ด้วยเหตุนี้ การแก้ไขปัญหาจึงจำเป็นต้องใช้มาตรการทางภาษีเป็นเครื่องมือสำคัญเพื่อจูงใจให้อุตสาหกรรมปรับสูตรอาหารลดโซเดียม ควบคู่ไปกับการส่งเสริมบทบาทผู้ปกครองในฐานะ “Gatekeeper” ที่ต้องสร้างสภาพแวดล้อมการกินที่ดีจากที่บ้าน เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไม่ให้เด็กติดรสเค็มและลดอัตราการเจ็บป่วยหรือเสียชีวิตในระดับประชากรได้อย่างยั่งยืน

ผศ.ดร.พจนา หันจางสิทธิ์ นักวิจัยจากสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่า มาตรการภาษีโซเดียมในขนมขบเคี้ยวและอาหารสำเร็จรูปมีความสำคัญอย่างยิ่งในการปกป้องสุขภาพเด็กและเยาวชน ซึ่งเป็นกลุ่มที่บริโภคสูง โดยผลการศึกษาปี 2567 พบว่า หากใช้ภาษีควบคู่กับการจูงใจให้ปรับสูตรอาหารตามเกณฑ์ทางเลือกสุขภาพ จะช่วยลดจำนวนผู้ป่วยความดันโลหิตสูงได้กว่า 31,000 ราย พร้อมเตือนว่าหากไม่เร่งสกัดพฤติกรรมกินเค็มตั้งแต่วัยเยาว์ เด็กกลุ่มนี้จะมีความเสี่ยงสูงต่อโรคความดันโลหิตสูงและโรคไม่ติดต่อเรื้อรังเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่

ผศ.ดร.ปภัศร ชัยวัฒน์ นักวิชาการจากศูนย์ศึกษานโยบายเพื่อการพัฒนา คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า ขนมขบเคี้ยวและบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เป็นกลุ่มที่ไวต่อราคาและเหมาะสมต่อการใช้มาตรการภาษีเพื่อลดการบริโภคได้จริง ต่างจากเครื่องปรุงรสที่ยังเป็นสินค้าจำเป็น ซึ่งต้องเน้นการสร้างการรับรู้ควบคู่กันเพื่อไม่ให้เพิ่มภาระทางการเงิน โดยเวทีเสวนาในครั้งนี้ ได้มุ่งผลักดันภาษีโซเดียมบนฐานวิชาการร่วมกับการปรับสูตรอาหารและการติดฉลาก เพื่อขับเคลื่อนนโยบาย ลดเค็ม ลดโรค ให้แก่สังคมไทยอย่างยั่งยืน

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน