แม้ประเทศไทยจะมีพัฒนาการด้านระบบสาธารณสุขอย่างต่อเนื่อง แต่ความเหลื่อมล้ำทางสุขภาพยังคงเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฝังรากลึกในสังคมไทย ความแตกต่างด้านรายได้ การศึกษา ที่อยู่อาศัย อาชีพ พื้นที่ทางภูมิศาสตร์ รวมถึงการเข้าถึงทรัพยากรและบริการพื้นฐาน ล้วนส่งผลโดยตรงต่อโอกาสในการมีสุขภาพที่ดีของประชาชน
ท่ามกลางความท้าทายดังกล่าว สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จึงจัดงาน “เชื่อมร้อยทุกมิติ ‘ลดความเหลื่อมล้ำทางสุขภาพ’ เพื่อทุกคนบนแผ่นดินไทย” มุ่งสร้างความรู้ความเข้าใจและตระหนักถึงการลดความเหลื่อมล้ำทางสุขภาพ ผ่านมุมมองทางสังคมในเชิงโครงสร้างและระบบ พร้อมเปิดพื้นที่ให้ภาคีเครือข่ายได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์การทำงานสุขภาวะในมุมมองใหม่ๆ อันจะนำไปสู่การต่อยอดความร่วมมือ และขับเคลื่อนการทำงานร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2569 ที่อาคารศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สสส.

นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) อธิบายว่า ความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยยังคงขยายตัว โดยเฉพาะความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ เมื่อคนจนยิ่งจนลง และคนรวยยิ่งรวยขึ้น ส่งผลให้โอกาสในการเข้าถึงทรัพยากรต่างๆ ทั้งด้านการศึกษา สุขภาพ และคุณภาพชีวิต เริ่มเห็นความเหลื่อมล้ำอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม ภาครัฐมีบทบาทสำคัญในการสร้างโอกาสที่มากขึ้นสำหรับแต่ละคน แม้อาจไม่เท่าเทียมกับผู้ที่มีฐานะทางเศรษฐกิจที่ดีกว่า แต่ควรมีคุณภาพชีวิตในระดับมาตรฐานที่สามารถเติบโตและพัฒนาได้
ในมิติความเหลื่อมล้ำทางสุขภาพ ประเทศไทยมีความก้าวหน้าในด้านการรักษาพยาบาล การฟื้นฟู และการดูแลระยะท้าย แต่สิ่งที่ยังเป็นโจทย์สำคัญคือการสร้างเสริมสุขภาพ ซึ่งมีความซับซ้อนเพราะเกี่ยวข้องกับปัจจัยทางสังคม เช่น ปัญหายาเสพติดที่ไม่ได้เกิดจากความสมัครใจเพียงอย่างเดียว แต่เชื่อมโยงกับความเหลื่อมล้ำทางสังคมและโครงสร้างที่เอื้อต่อการเข้าถึงสารเสพติด
“การสร้างเสริมสุขภาพเพื่อลดการเจ็บป่วย ไม่ติดเตียง และลดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ยังคงเป็นโจทย์ท้าทายสำหรับทุกภาคส่วน ตั้งแต่ระดับนโยบายไปจนถึงการมีส่วนร่วมของประชาชน เพื่อให้ทุกคนมีสุขภาวะที่ดีและอายุยืนยาวอย่างไม่แตกต่างกัน โจทย์นี้เป็นปัจจัยกำหนดเชิงสังคม ไม่ใช่ปัจจัยกำหนดเชิงสุขภาพเพียงอย่างเดียว จึงต้องขับเคลื่อนด้วยสังคม ไม่ใช่ภาระของ สสส. เพียงหน่วยงานเดียว โดย สสส. จะทำหน้าที่เป็นผู้สานพลังให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาที่ยากและซับซ้อนกว่าการรักษาพยาบาลที่เน้นการส่งมอบ ช่วยเหลือ ดูแล ขณะที่การสร้างเสริมสุขภาพคือการมีส่วนร่วม การสานพลัง และการเปลี่ยนแปลงสังคม”

ผศ.ภญ.ดร.นิยดา เกียรติยิ่งอังศุลี สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า ศูนย์วิชาการเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา (กพย.) ลงพื้นที่สำรวจปัญหาในชุมชนหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นชุมชนเมือง กลุ่มเปราะบาง ชนเผ่า หรือเกษตรกร พบว่ากลุ่มเปราะบางหรือกลุ่มประชากรเฉพาะยังมีข้อจำกัดในการเข้าถึงชุดความรู้ ข้อมูล และระบบบริการสุขภาพ ซึ่งยังไม่ทั่วถึงเท่าที่ควร
โดยกลุ่มที่ต้องเร่งดำเนินการ ได้แก่ ผู้พิการที่ยังมีข้อจำกัดในการเข้าถึงชุดข้อมูลความรู้ ผู้สูงอายุที่เผชิญปัญหาการถูกหลอกลวง และข้อจำกัดของระบบบริการ รวมถึงกลุ่มชนเผ่าที่มีบริบทด้านวัฒนธรรม ความเชื่อ และพื้นที่ อันจะนำไปสู่ปัญหาของความเปราะบางได้ ขณะที่พื้นที่ชายแดนได้รับผลกระทบจากทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะการลักลอบนำเข้ายาและสินค้าที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งเอื้อต่อความเสี่ยงด้านสุขภาพ นอกจากนี้ แรงงานนอกระบบ เช่น แรงงานทำงานที่บ้าน และแรงงานข้ามชาติ ยังประสบปัญหาการเข้าถึงระบบบริการและชุดความรู้ด้านสุขภาพ โดยเห็นว่าภาครัฐควรต้องมองภาพ และจัดหากลไกที่จะมาเสริมเรื่องเหล่านี้ให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น

“การจัดเวทีครั้งนี้มุ่งเปิดพื้นที่รับฟังความคิดเห็น ข้อมูลจากวิทยากรและผู้เข้าร่วม ถือเป็นการคุยแลกเปลี่ยน ไม่ใช่การดีเบตถูกผิด แต่เป็นกระบวนการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน การแลกเปลี่ยนความรู้ ความเข้าใจ และประสบการณ์ ถือเป็นหัวใจสำคัญของเวที ขณะเดียวกัน สสส. จะได้นำแนวคิดใหม่ๆ ไปประยุกต์ใช้ในการทำงาน และในส่วนที่ทำเรื่องยา เรากำลังร่วมมือกับสำนักที่เกี่ยวข้องกับประชากรเฉพาะ ที่สามารถเติมเต็มประเด็นปัญหาที่อาจยังไม่ถูกหยิบยกในกระบวนการทำงาน เพื่อขยายการทำงานเพิ่มขึ้น”

ดร.นพ.วิรุฬ ลิ้มสวาท หัวหน้ากลุ่มงานวิจัยสังคมและสุขภาพ สำนักวิชาการสาธารณสุข สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ให้ความรู้ในหัวข้อ “จิตวิญญาณมานุษยวิทยา ในการทำงานสร้างเสริมสุขภาพ” โดยระบุว่า การทำงานสร้างเสริมสุขภาพจำเป็นต้องกระจายอำนาจและสร้างพลังให้ผู้คน จึงต้องอาศัยการทำงานร่วมกับเครือข่าย พร้อมเน้นย้ำความสำคัญของการฝึกทักษะ Empathy หรือความเข้าอกเข้าใจ การละวางการตัดสิน และละวางความรู้สึกที่ว่าความคิด ความเชื่อของเราคือสิ่งถูกต้องที่สุด
โดยช่วงหนึ่งได้ยกตัวอย่างการทำงานกับกลุ่มไรเดอร์ ซึ่งพบว่าคนกลุ่มนี้ต้องเผชิญกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) จากพฤติกรรมการบริโภคอาหารและเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูงตลอดเวลา โดยชี้ว่า ความยากจนยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อพฤติกรรมดังกล่าว เนื่องจากความยากจนในทางชีววิทยา คือ ความเจ็บปวด และน้ำตาลเป็นสิ่งที่ช่วยบรรเทาความรู้สึกดังกล่าวได้ ฉะนั้นการที่คนติดหวานจึงไม่ใช่เพราะขาดความรู้ หรือไม่เข้าใจถึงพิษของมัน แต่เขาอยู่กับความเจ็บปวดในความยากจน และสิ่งที่จะช่วยได้คือน้ำตาล
“เมื่อใช้มุมมองมานุษยวิทยาการแพทย์ เราจะมีคำถามว่า ทำไมเขาไม่เลิก นอกจากบอกว่าเขาไม่มีโอกาส ไม่มีเวลา แล้วมันมีอย่างอื่นอีกไหม ดังนั้นอีกมุมหนึ่งของ Empathy คือความพยายามที่จะเข้าใจเขาให้มากขึ้น ไปถึงจุดที่เราพยายามในความเป็นมนุษย์ที่เท่ากัน ที่ต้องปกป้องเขาให้ปลอดภัย เราจะช่วยเขาได้อย่างไร”

เวทีแลกเปลี่ยนครั้งนี้ตอกย้ำว่า การลดความเหลื่อมล้ำทางสุขภาพไม่ใช่หน้าที่ของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่คือภารกิจร่วมของทุกภาคส่วนในการช่วยกันมองปัญหาอย่างรอบด้าน เข้าใจชีวิตและบริบทของผู้คนที่แตกต่าง และเชื่อมพลังเครือข่ายเพื่อร่วมกันสร้างโอกาสให้ทุกคนเข้าถึงสุขภาพที่ดีอย่างเป็นธรรม พร้อมก้าวสู่สังคมที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังอย่างแท้จริง