ปัจจุบันภัยออนไลน์และพฤติกรรมเสี่ยงกำลังแทรกซึมเข้าสู่ชีวิตเด็กไทยอย่างรวดเร็วเกินคาดการณ์ โดยข้อมูลจากรายงานสุขภาพไทย ปี 2568 ได้สะท้อนวิกฤตสุขภาวะที่ไม่อาจมองข้าม ทั้งตัวเลขเยาวชนไทยที่สูบบุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้นถึง 10 เท่า ภายในระยะเวลาเพียงหนึ่งปี และสัดส่วนการเล่นพนันออนไลน์ที่พุ่งสูงถึง 32.3% ซึ่งสถานการณ์เหล่านี้ถือเป็นสัญญาณเตือนภัยที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่ออนาคตของประเทศ
เพื่อเร่งรับมือกับวิกฤตดังกล่าว สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จึงผนึกกำลังกับภาคีเครือข่าย ทั้งกระทรวงมหาดไทย โดยกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) กรุงเทพมหานคร และมูลนิธินวัตกรรมสร้างสรรค์สังคม (SIY) ร่วมกันขับเคลื่อนการสร้างพื้นที่ปลอดภัยผ่านมหกรรม ‘แจ่มเจอนี่! (Journey)’ เชิดชูท้องถิ่นต้นแบบด้านการมีส่วนร่วมของเยาวชน พร้อมทั้งเปิดพื้นที่ถอดบทเรียนการทำงานจริง ขยายผลสู่การเป็นท้องถิ่นที่รับฟังเสียงของเด็กอย่างจริงจัง

นางภรณี ภู่ประเสริฐ ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุน สสส.
นางภรณี ภู่ประเสริฐ ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุน สสส. ระบุว่า ปัจจุบันเด็กและเยาวชนไทยกำลังเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงรอบด้าน ทั้งปัญหาบุหรี่ไฟฟ้า ภัยคุกคามบนโลกออนไลน์ ไปจนถึงความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วในยุคโลกาภิวัตน์ ด้วยเหตุนี้ สสส. จึงให้ความสำคัญกับ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ในฐานะกลไกหลักที่อยู่ใกล้ชิดเด็กมากที่สุด ซึ่งมีความเข้าใจบริบทพื้นที่ ทั้งยังสามารถออกแบบแนวทางแก้ไขปัญหาที่ตอบโจทย์ความต้องการของเด็กได้จริง
ตลอดปีที่ผ่านมา สสส. ร่วมกับมูลนิธินวัตกรรมสร้างสรรค์สังคม (SIY) ขับเคลื่อนการพัฒนาท้องถิ่นต้นแบบไปแล้วกว่า 200 แห่ง พร้อมยกระดับทักษะเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นกว่า 3,000 คน โดยเน้นการสร้างระบบการมีส่วนร่วมอย่างมีความหมาย ตั้งแต่ทักษะการเปิดใจรับฟังไปจนถึงการร่วมออกแบบกิจกรรมสร้างสรรค์ เพื่อวางรากฐานการทำงานที่เข้มแข็ง และเตรียมขยายผลให้ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศในอนาคต

ล่าสุดจึงเกิดเป็นมหกรรม แจ่มเจอนี่! (Journey) ซึ่งเป็นความร่วมมือของ สสส. และภาคีเครือข่าย เพื่อสร้างระบบสนับสนุนให้ท้องถิ่นเป็น ‘พื้นที่ปลอดภัย’ สำหรับเยาวชนท่ามกลางวิกฤตความเสี่ยงใหม่ๆ ทั้งการพนันออนไลน์และบุหรี่ไฟฟ้าที่ส่งผลต่อสุขภาวะระยะยาว โดยงานนี้ไม่ได้เป็นเพียงเวทีแสดงผลงานเท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นที่เชื่อมโยงองค์ความรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ พร้อมยกระดับศักยภาพของท้องถิ่นให้กลายเป็นปราการด่านหน้าที่เข้มแข็ง
“เราเชื่อมั่นว่าหากผู้ใหญ่เปิดพื้นที่ที่เหมาะสมและหนุนเสริมได้ตรงจุด เด็กทุกคนจะสามารถเติบโตเป็นผู้นำและเป็นอนาคตที่สำคัญของประเทศได้ โดยเริ่มจากการสร้างความรู้สึกมั่นใจและปลอดภัยในชุมชนของตนเอง ซึ่งก้าวต่อไปในปี 2569 สสส. และภาคีเครือข่ายตั้งเป้าที่จะขยายโมเดลการทำงานนี้ไปยังท้องถิ่นทั่วประเทศ เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมที่แท้จริงและยั่งยืน ไม่ใช่เพียงกิจกรรมที่จัดขึ้นชั่วครั้งชั่วคราว” นางภรณี ระบุ

นายกู้เกียรติ นิ่มเนียม หัวหน้าผู้ตรวจราชการ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น
กระทรวงมหาดไทย (มท.)
ขณะที่ นายกู้เกียรติ นิ่มเนียม หัวหน้าผู้ตรวจราชการ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า ปัจจุบัน อปท. ได้ก้าวเข้ามามีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการดูแลเยาวชนทั่วประเทศ ความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมจากการทำงานร่วมกับ สสส. และภาคีเครือข่าย คือการแจ้งเกิดศูนย์เรียนรู้ต้นแบบด้านการมีส่วนร่วมของเยาวชน 32 แห่ง พร้อมทั้งมีท้องถิ่นต้นแบบที่มีระบบการทำงานเข้มแข็งอีกกว่า 180 แห่ง ตัวเลขที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องนี้ เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าหากท้องถิ่นได้รับการสนับสนุนที่เหมาะสม ก็จะสามารถเป็นกลไกหลักที่มีศักยภาพสูงสุดในการพัฒนาเด็ก-เยาวชนในแต่ละพื้นที่ได้อย่างยั่งยืน

อย่างไรก็ตาม สำหรับการจัดงานครั้งนี้เปรียบเสมือนเวทีสำคัญในการส่งต่อพลัง ควบคู่ไปกับการยกระดับการทำงานของท้องถิ่นทั่วประเทศให้ก้าวไปอีกขั้น เพื่อสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ที่หล่อหลอมให้เยาวชนเติบโตเป็นพลเมืองคุณภาพ มีส่วนร่วมพัฒนาบ้านเกิดของตนเอง พร้อมมุ่งหวังให้ทุกท้องถิ่นกลายเป็นพื้นที่ปลอดภัยที่เปิดรับเสียงของเด็ก ซึ่งจะเป็นการวางรากฐานที่มั่นคงที่สุดสำหรับการพัฒนาประเทศไทยในระยะยาว
“ขอแสดงความยินดีกับทุกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ได้รับรางวัล และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าพลังความร่วมมือในวันนี้จะกลายเป็นต้นแบบในการสร้างวัฒนธรรมการทำงานที่ให้ความสำคัญกับเด็กและเยาวชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ท้องถิ่นทั่วประเทศเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัย และเต็มไปด้วยโอกาสสำหรับคนรุ่นใหม่” นายกู้เกียรติ ย้ำ

นางสาวจิณณา อุตม์อ่าง นักสังคมสงเคราะห์ชำนาญการ
ด้าน นางสาวจิณณา อุตม์อ่าง นักสังคมสงเคราะห์ชำนาญการ ให้มุมมองที่น่าสนใจว่า การสร้างพื้นที่เรียนรู้ที่มีคุณภาพสำหรับเด็กไม่ได้หมายถึงเพียงแค่สถานที่ แต่คือการวางกระบวนการที่เปิดโอกาสให้เด็กได้มีส่วนร่วมอย่างแท้จริง โดยยึดหลักแนวคิด ‘สามเหลี่ยมแห่งความเป็นไปได้’ ซึ่งประกอบด้วย 3 องค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ การสร้างแรงจูงใจที่ตรงจุด การออกแบบสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ และการเชื่อมโยงกิจกรรมให้เข้ากับบริบทของพื้นที่นั้นๆ
ขณะเดียวกัน จากการลงพื้นที่ทำงานร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พบข้อพิสูจน์ที่ชัดเจนว่า เมื่อเด็กได้รับโอกาสในการแสดงความคิดเห็นและร่วมออกแบบกิจกรรมด้วยตนเอง พวกเขาจะมีสภาวะจิตใจที่ดีขึ้น รวมถึงมีความมั่นใจในการพัฒนาศักยภาพอย่างก้าวกระโดด เห็นได้จากผลลัพธ์จากการใช้นวัตกรรม ‘Silent Voice from Our Soul’ ที่ดำเนินการต่อเนื่อง 6 เดือน พบเด็ก-เยาวชนมีพัฒนาการเชิงบวกทั้งด้านสุขภาวะและทัศนคติสูงถึง 81.16% สะท้อนให้เห็นว่าพื้นที่เรียนรู้ที่เหมาะสมสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริง
“เด็กไม่ใช่เพียงผู้เข้าร่วมกิจกรรม แต่เป็นพลังสำคัญในการพัฒนาชุมชน การที่ท้องถิ่นเปิดพื้นที่และรับฟังเสียงของเด็ก จะช่วยสร้างความรู้สึกมีคุณค่า และทำให้เด็กเติบโตเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพ ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญของการทำงานร่วมกันในครั้งนี้” นางสาวจิณณา เผย

นับได้ว่าความร่วมมือระหว่าง สสส. ภาครัฐ และภาคีเครือข่ายในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงการมอบรางวัล ทว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างระบบที่เปิดพื้นที่ให้เด็กได้มีส่วนร่วม และเปลี่ยนให้ท้องถิ่นกลายเป็น ‘บ้านที่ปลอดภัย‘ พร้อมบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์เยาวชนไทยให้แข็งแรง เตรียมรับมือกับปัจจัยเสี่ยงทุกรูปแบบที่กำลังคุกคามสังคมในปัจจุบัน