หากกล่าวถึง “โอกาส” สำหรับเด็กและเยาวชนที่เคยก้าวพลาด สิ่งนี้เปรียบเสมือนประตูแห่งการได้เริ่มต้นใหม่อีกครั้งอย่างมีความหวัง ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงที่รุมเร้า ทั้งปัญหายาเสพติด ความรุนแรง และแรงกดดันจากรอบด้าน ดังนั้นการช่วยเหลือฟื้นฟูเด็กและเยาวชนที่กระทำผิดจึงไม่อาจหยุดอยู่เพียงการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า หากต้องเร่งทำงานเชิงป้องกัน ควบคู่กับการสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคมอย่างจริงจังและต่อเนื่อง เพื่อนำเด็กและเยาวชนกลุ่มเสี่ยงออกจากวังวนของปัญหา ก่อนที่ความผิดพลาดจะกลายเป็นตราบาปไปตลอดชีวิต

ด้วยเหตุนี้ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส. จึงร่วมกับ กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน กระทรวงยุติธรรม พร้อมด้วย มูลนิธิเด็กเยาวชนและครอบครัว, มูลนิธิศูนย์วิชาการสารเสพติด, มูลนิธิรณรงค์หยุดพนัน, มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล, เครือข่ายองค์กรงดเหล้า และเครือข่ายสื่อสร้างสรรค์เพื่อการขับเคลื่อนสังคม ร่วมกันจัด “การประชุมเชิงปฏิบัติการและพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านการป้องกันเด็กและเยาวชนกระทำความผิด และการส่งเสริมและพัฒนาเครื่องมือและบุคลากรด้านการจำแนกและการติดตามสงเคราะห์ช่วยเหลือเด็กและเยาวชนภายหลังปล่อย” ขึ้น เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา ณ โรงแรม The Halls Bangkok เพื่อร่วมกันป้องกันปัญหาเด็กและเยาวชนกระทำความผิด พร้อมยกระดับกลไก เครื่องมือ การติดตาม และสงเคราะห์ช่วยเหลืออย่างเป็นระบบหลังการปล่อยตัว ให้การคืนคนดีกลับสู่สังคมเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน

นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุน สสส. ระบุว่า สสส. ให้ความสำคัญกับการดูแลและป้องกันเยาวชนอย่างรอบด้าน เพราะเยาวชนคือทรัพยากรที่สำคัญของประเทศ หากขาดระบบการป้องกันและดูแลที่เหมาะสม อาจนำไปสู่การกระทำผิดและการกลับเข้าสู่วงจรปัญหาซ้ำ เช่น ปัญหาบุหรี่ หลังจากที่สำนักงานสถิติแห่งชาติสำรวจพบว่า ปี 2567 เยาวชนอายุ 15-24 ปี สูบบุหรี่ 11.15% ขณะที่นักสูบหน้าใหม่ที่สูบบุหรี่ไม่เกิน 1 ปี มีมากถึง 211,474 คน ส่วนการดื่มแอลกอฮอล์อยู่ที่ 24.8% การดื่มแล้วขับพบมากถึง 33.06% ขณะที่ปัญหาการพนัน ปี 2566 พบกลุ่มอายุ 15-25 ปี เล่นพนันออนไลน์ 32.3% หรือ 2.9 ล้านคน อย่างไรก็ตาม ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนมากกว่าพฤติกรรมรายบุคคล แต่เชื่อมโยงกับปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งความเปราะบางของครอบครัว ความเหลื่อมล้ำ ปัญหาเศรษฐกิจ หรือการใช้สารเสพติดในครอบครัว ซึ่งอาจผลักให้เด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา จนนำไปสู่ความรุนแรง การติดยาเสพติด และการเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมาย
ดังนั้น การทำงานร่วมกับกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจึงมีความสำคัญอย่างมาก เนื่องจากในแต่ละปีมีเด็กและเยาวชนเข้าสู่ระบบของกรมพินิจฯ ประมาณ 10,000 คน ซึ่งต้องเข้าไปศึกษาว่าเยาวชนแต่ละคนเผชิญกับปัญหาอะไร โดยต้องร่วมมือกับภาคีเครือข่ายในการพัฒนากระบวนการสัมภาษณ์และจัดเก็บข้อมูลในรูปแบบเรื่องเล่า หรือ Storytelling เพื่อทำความเข้าใจรากเหง้าของปัญหาในแต่ละรายอย่างลึกซึ้ง ก่อนนำมาถอดบทเรียนและออกแบบกลไกช่วยเหลือที่ตรงจุด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ
“การที่มีเด็กเข้าสู่สถานพินิจปีละหมื่นคน ไม่ใช่ความผิดของเด็กเพียงฝ่ายเดียว แต่เป็นผลจากบาดแผลทางสังคม เราจึงต้องปกป้องพวกเขาด้วยความเข้าใจในรากของปัญหา เพื่อไม่ให้ความผิดพลาดนั้นเกิดซ้ำอีก” ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าว

โกมล พรมเพ็ง อธิบดีกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน กระทรวงยุติธรรม เปิดเผยว่า ความร่วมมือภายใต้การลงนาม MOU ในครั้งนี้ เป็นการผนึกกำลังภาครัฐ ภาคีเครือข่าย และมูลนิธิต่างๆ เพื่อบูรณาการความร่วมมือในการป้องกันและแก้ไขปัญหาพฤติกรรมเสี่ยงของเด็กและเยาวชนในทุกมิติ ทั้งกลุ่มนักเรียน นักศึกษาในสถานศึกษา กลุ่มที่อยู่นอกระบบการศึกษาในชุมชน ไปจนถึงกลุ่มที่อยู่ในการดูแลหรือพ้นจากการดูแลของกรมพินิจฯ ไปแล้ว โดยกรมพินิจฯ มีการใช้แบบสัมภาษณ์ R&N (Risk and Need Assessment) เพื่อวิเคราะห์ความเสี่ยงและความต้องการของเด็กอย่างรอบด้าน และอยู่ระหว่างการพัฒนาให้ทันสมัยยิ่งขึ้น เพื่อวางแผนป้องกันและลดการกระทำผิดซ้ำตั้งแต่ต้นน้ำ ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเป็นหัวใจสำคัญในการยกระดับและพัฒนาศักยภาพการจำแนกประเภทเด็กและเยาวชนให้มีมาตรฐานและเกิดประสิทธิภาพสูงสุดต่อไป
“กรมพินิจฯ ไม่สามารถทำทุกอย่างให้สำเร็จได้โดยลำพัง ความร่วมมือจากทุกภาคส่วนจึงเป็นหัวใจสำคัญในการป้องกันไม่ให้เด็กกระทำผิดจนต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม” อธิบดีกรมพินิจฯ กล่าว

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรมการเสวนาภายใต้หัวข้อ “ภารกิจงานป้องกัน ลดโอกาสก้าวพลาดในเด็กและเยาวชน” โดย เดเนียล วิวัฒน์วงศ์ ดูวา อดีตเยาวชนศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน (ชาย) บ้านกาญจนาภิเษก “ผู้ถูกเจียรไนจากการถูกบูลลี่ และความรุนแรงในครอบครัวสู่สถานพินิจ”, สุขวิชัย อิทธิสุคนธ์ อดีตเยาวชนนอกระบบการศึกษา “ชีวิตที่เติบโตในวังวนยาเสพติด กว่าจะเป็นผู้รอดด้วยมือที่โอบอุ้ม ให้โอกาส” พร้อมด้วย นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุน สสส., โกมล พรมเพ็ง อธิบดีกรมพินิจฯ และ ชูวิทย์ จันทรส เลขาธิการมูลนิธิเด็ก เยาวชนและครอบครัว
จากทั้งหมดที่กล่าวมา ความร่วมมือในครั้งนี้จึงเป็นก้าวสำคัญของ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และ กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน กระทรวงยุติธรรม ที่ผนึกกำลังภาคีเครือข่าย ในการบูรณาการกลไก เครื่องมือ และระบบติดตามช่วยเหลือเด็กและเยาวชนอย่างเป็นรูปธรรม ตั้งแต่การป้องกันต้นทางจนถึงการดูแลหลังพ้นกระบวนการ เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนผู้ก้าวพลาดได้เริ่มต้นใหม่ และเติบโตเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าของสังคมต่อไปในอนาคต