เมื่อราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในตลาดโลกยังคงผันผวนหนัก ส่งผลให้ต้นทุนพลังงานของไทยพุ่งสูง ทั้งยังกดดันค่าครองชีพของประชาชนโดยตรง ภายใต้สถานการณ์ที่น่ากังวลนี้ กระทรวงพลังงาน และ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ไม่รอช้า ผนึกกำลังภาคีเครือข่ายเปิดแคมเปญ ‘ประหยัดพลังงาน พลัส ยกกำลัง 2’ ประกาศเจตนารมณ์ขับเคลื่อนการประหยัดพลังงานของประเทศ พร้อมเปิดตัว 4 แคมเปญหลัก มุ่งสร้างความตระหนักรู้ถึงพลังความร่วมมือกันในทุกระดับ เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานของประเทศในระยะยาว

นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน
ภายในงานได้รับเกียรติจาก นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธานเปิดงาน พร้อมปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ ‘ประหยัดพลังงาน ทางเลือก ทางรอด’ ซึ่งระบุว่า วิกฤตการณ์ในแถบตะวันออกกลางส่งผลให้ราคาพลังงานโลกดีดตัวสูงขึ้น ประเทศไทยที่พึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงเป็นหลักจึงได้รับผลกระทบอย่างเลี่ยงไม่ได้ ส่งผลให้รัฐบาลต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นด้านปริมาณและบริหารจัดการราคาผ่านกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พร้อมผลักดันมาตรการลดใช้พลังงานที่เห็นผลทันที อาทิ ขอความร่วมมือจากส่วนราชการให้ลดสัดส่วนใช้พลังงานลงร้อยละ 10 รวมถึงสนับสนุนแนวทาง Work From Home เพื่อประหยัดการใช้น้ำมันและก๊าซ LNG ในภาพรวมของประเทศ

กระทรวงพลังงาน – กฟผ. – ภาคี แถลงมาตรการประหยัดพลังงาน
นอกจากนี้ กระทรวงพลังงานยังมีมาตรการจูงใจทางการเงินที่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นโครงการ Co-Pay สนับสนุนเงินลงทุนสูงสุด 3 ล้านบาท เพื่อเปลี่ยนเครื่องจักรและระบบ IoT ประหยัดพลังงาน รวมถึงมาตรการลดหย่อนภาษีสำหรับการติดตั้ง Solar Rooftop ในภาคครัวเรือนสูงสุด 200,000 บาท ตลอดจนสิทธิประโยชน์ทางภาษี 1.5 เท่า สำหรับการซื้ออุปกรณ์ประหยัดไฟเบอร์ 5 ทั้งหมดนี้จะช่วยเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานสะอาด ควบคู่กับเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในระยะยาว
“การประหยัดพลังงานเป็นทั้งทางเลือกและทางรอดที่ทำได้ตลอดเวลาโดยไม่ต้องรอช่วงวิกฤต หากเราใช้น้อยลง ความพอเพียงก็จะมากขึ้นตามหลักดีมานด์ซัพพลาย ส่งผลโดยตรงให้ราคามีแนวโน้มลดลง ช่วยลดรายจ่ายในกระเป๋าของทุกคนได้ทันที ซึ่งกระทรวงพลังงาน และ กฟผ. พร้อมเดินหน้าบูรณาการการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน เพื่อสร้างความยั่งยืนทางพลังงานให้กับประเทศ” รมว.กระทรวงพลังงาน กล่าว

ดร.นรินทร์ เผ่าวณิช ผู้ว่าการ กฟผ.
ด้าน ดร.นรินทร์ เผ่าวณิช ผู้ว่าการ กฟผ. ได้ขานรับนโยบายดังกล่าวผ่านการเปิดตัว 4 แคมเปญยักษ์ เพื่อส่งมอบความสุขและสิทธิประโยชน์ให้ประชาชนเข้าถึงได้ง่าย เริ่มต้นด้วย ‘โครงการล้างแอร์ช่วยชาติ’ จัดทำส่วนลดสำหรับล้างเครื่องปรับอากาศมูลค่า 300 บาทต่อเครื่อง ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดการใช้ไฟฟ้าได้ประมาณ 5.52 ล้านหน่วย/ปี และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) ได้ประมาณ 2,878 ตัน/ปี โดยประชาชนสามารถลงทะเบียนรับสิทธิ์ผ่านห้างสรรพสินค้า รวมถึงแพลตฟอร์มออนไลน์ที่เข้าร่วมได้ตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม – 23 พฤษภาคม 2569
ต่อมาคือ ‘กิจกรรมส่งเสริมการใช้ผลิตภัณฑ์ประหยัดพลังงานเบอร์ 5’ มอบส่วนลดผลิตภัณฑ์กว่า 45 ประเภท รวม 15,000 สิทธิ์ โดยร่วมกับห้างสรรพสินค้าทั่วประเทศ ประชาชนสามารถลงทะเบียนรับสิทธิ์ทางเว็บไซต์ www.egat.co.th ตั้งแต่วันที่ 1 – 15 เมษายน 2569 รวมถึง ‘โครงการล้างคอนเดนเซอร์เครื่องทำน้ำเย็น’ คาดว่าจะลดการใช้ไฟฟ้าได้ประมาณ 4.65 ล้านหน่วย/ปี และลดการปล่อย CO₂ ได้มากกว่า 2,425 ตัน/ปี พร้อมจัดอบรมให้ความรู้แก่ช่างเทคนิค โดยหน่วยงานที่สนใจสามารถติดต่อรับสิทธิ์ได้ตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม – 25 กันยายน 2569

กฟผ. ตั้งเป้าลดการใช้ไฟฟ้ารวมกว่า 10 ล้านหน่วย และลดการปล่อย CO₂ กว่า 5.3 พันตัน
ปิดท้ายด้วย ‘โครงการ Energy Solutions by ENZY Platform’ แพลตฟอร์มดิจิทัลของ กฟผ. เพื่อยกระดับการบริหารจัดการพลังงานในอาคารภาครัฐ สร้างต้นแบบการลดใช้ไฟฟ้าที่ทำได้จริง โดยหน่วยงานในพื้นที่กรุงเทพ-ปริมณฑลที่สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมโดยการส่งใบเสร็จค่าไฟฟ้าย้อนหลัง 3 เดือน (เม.ย. พ.ค. และ มิ.ย. 2568) ได้ตั้งแต่วันนี้ – 31 มีนาคม 2569 ผ่านเว็บไซต์ energysolutions.egat.co.th ซึ่ง กฟผ. จะคัดเลือกหน่วยงานที่มีค่าใช้ไฟฟ้าสูงสุดและตรงตามเงื่อนไข พร้อมประกาศผลวันที่ 8 เมษายน 2569
“กฟผ. ส่งเสริมการประหยัดพลังงานให้ครอบคลุมทุกภาคส่วน ทั้งภาคครัวเรือนและภาครัฐ ผ่าน 4 โครงการที่ประชาชนสามารถเข้าร่วมได้ทันที เพราะการประหยัดพลังงานไม่ใช่แค่ลดค่าไฟ แต่คือการลดภาระให้ประเทศ ขอขอบคุณทุกภาคส่วนที่สนับสนุนการดำเนินงานด้านการประหยัดพลังงานในครั้งนี้ และหวังว่าทุกหน่วยงานจะร่วมกันขับเคลื่อนกิจกรรมด้านพลังงานอย่างต่อเนื่องในอนาคต” ผู้ว่าการ กฟผ. กล่าวทิ้งท้าย

กฟผ. จัดหนัก 4 โครงการ ภายใต้แคมเปญ ‘ประหยัดพลังงาน พลัส ยกกำลัง 2′
ทั้ง 4 โครงการภายใต้แคมเปญ ‘ประหยัดพลังงาน พลัส ยกกำลัง 2′ ไม่เพียงช่วยลดภาระค่าไฟของแต่ละครัวเรือน แต่ยังเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยลดการใช้ไฟฟ้าของประเทศรวมกว่า 10 ล้านหน่วย/ปี และลดการปล่อย CO₂ กว่า 5,300 ตัน/ปี ใครที่ไม่อยากตกขบวนหรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดตามรายละเอียดผ่านเว็บไซต์และโซเชียลมีเดียของ กฟผ. ทุกช่องทาง