ทุกครั้งที่ราคาน้ำมันขยับตัวขึ้น คำถามที่หลายคนสงสัยอยู่เสมอคือ ในเมื่อประเทศไทยก็มีแหล่งน้ำมันของตัวเอง ทำไมเรายังต้องพึ่งพาการนำเข้า ?” ซึ่งคำตอบของคำถามข้างต้นกลับซับซ้อนกว่าที่คิด และเชื่อมโยงกับโครงสร้างพลังงานระดับโลกที่ไทยไม่อาจแยกตัวออกได้
ความจริงคือประเทศไทยผลิตน้ำมันดิบได้เองจากแหล่งในอ่าวไทย แต่ปริมาณที่ได้นั้นตอบสนองความต้องการของประเทศได้เพียง 8–15% เท่านั้น ส่วนที่เหลืออีกกว่า 92% ต้องพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศทั้งสิ้น และแม้จะมีการสำรวจแหล่งน้ำมันใหม่อยู่บ้าง แต่การพัฒนาแหล่งผลิตใหม่ต้องใช้เวลาและเงินลงทุนมหาศาล จึงไม่ใช่ทางออกที่แก้ปัญหาได้ในระยะสั้น
ปัญหานี้จึงไม่ได้อยู่แค่ “ปริมาณ” แต่ยังมีเรื่องของ “คุณภาพ” อีกด้วย น้ำมันดิบที่ขุดได้ในไทยบางส่วนมีสารปนเปื้อนสูงหรือมีคุณสมบัติที่ไม่ตรงกับมาตรฐานของโรงกลั่นในประเทศ ทำให้ต้องส่งออกไปขายต่างประเทศแทน แล้วนำเข้าน้ำมันคุณภาพที่เหมาะสมกลับมาใช้แทน สะท้อนให้เห็นว่า การบริหารจัดการน้ำมันในโลกความเป็นจริงคือการจับคู่คุณภาพกับศักยภาพของโรงกลั่น มากกว่าการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่เพียงอย่างเดียว

ประเทศไทยนำเข้าน้ำมันจากที่ไหนบ้าง ?

ความต้องการน้ำมันดิบของไทยอยู่ที่ราว 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งเป็นตัวเลขที่สะท้อนให้เห็นว่าเศรษฐกิจและการใช้ชีวิตประจำวันของคนไทยพึ่งพาพลังงานนำเข้าในระดับสูงเพียงใด โดยแหล่งนำเข้าหลักแบ่งได้ดังนี้:

  • ตะวันออกกลาง 58% — ได้แก่ UAE, ซาอุดีอาระเบีย, กาตาร์, คูเวต และโอมาน
  • ตะวันออกไกล 18% — ได้แก่ มาเลเซีย, อินโดนีเซีย, บรูไน และเวียดนาม
  • แหล่งอื่นๆ 24% — ได้แก่ สหรัฐอเมริกา, บราซิล, ไนจีเรีย และลิเบีย

การที่ไทยกระจายแหล่งนำเข้าไปหลายภูมิภาคเช่นนี้เป็นกลยุทธ์บริหารความเสี่ยงที่จงใจวางไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้ประเทศต้องพึ่งพาแหล่งใดแหล่งหนึ่งมากเกินไป อย่างไรก็ตาม การที่ตะวันออกกลางยังครองสัดส่วนสูงถึงกว่าครึ่ง ก็ยังคงเป็นจุดเปราะบางที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดต่อไป

เมื่อตะวันออกกลางไม่นิ่ง ไทยต้องปรับตัว

ความไม่สงบในตะวันออกกลางที่ยังคุกรุ่นอยู่ในปัจจุบัน กำลังทำให้ความเสี่ยงต่อความมั่นคงด้านพลังงานของไทยยิ่งชัดเจนขึ้น เพราะกว่า 58% ของน้ำมันดิบที่นำเข้าทั้งหมดมาจากภูมิภาคนี้ หากเส้นทางขนส่งสายหลักอย่างช่องแคบฮอร์มุซเกิดการปิดกั้นหรือหยุดชะงัก ผลกระทบจะส่งตรงถึงปั๊มน้ำมันทุกแห่งทั่วประเทศในเวลาไม่นาน

ประเทศไทยจึงเริ่มเร่งกระจายความเสี่ยงด้านพลังงานอย่างจริงจัง ด้วยการขยายการจัดหาน้ำมันจากแหล่งใหม่ๆ ทั้งในแถบอเมริกา แอฟริกา และเพื่อนบ้านในอาเซียน พร้อมกันนั้นยังปรับเส้นทางและท่าเรือรับน้ำมันดิบให้มีความยืดหยุ่นรองรับวิกฤตได้ดีขึ้น
ทว่าแต่ปัญหาไม่ได้หยุดแค่เรื่องการจัดหา เพราะราคาน้ำมันสำเร็จรูปในไทยอ้างอิงกับตลาดสิงคโปร์ ซึ่งเป็นศูนย์กลางการค้าน้ำมันสำคัญของเอเชีย ทำให้ราคาภายในประเทศปรับตัวตามสถานการณ์ในตลาดโลกอย่างรวดเร็ว เมื่อเกิดเหตุการณ์สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ หรือภัยธรรมชาติในแหล่งผลิต ราคาน้ำมันก็มีแนวโน้มผันผวนตามไปด้วย
นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมแม้ไทยจะอยู่ห่างไกลจากสมรภูมิรบในตะวันออกกลาง แต่ทุกครั้งที่ข่าวความขัดแย้งถูกเผยแพร่ออกไป ราคาน้ำมันที่ปั๊มใกล้บ้านก็มักขยับตามขึ้นไปด้วยเสมอ สะท้อนให้เห็นว่าในโลกที่พลังงานเชื่อมโยงกันอย่างแนบแน่น ไม่มีประเทศใดหลีกหนีผลกระทบได้อย่างสมบูรณ์

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน