ในวันที่เข็มนาฬิกาของสถานการณ์โลกเดินไปพร้อมกับความผันผวนอย่างหนัก โดยเฉพาะความตึงเครียดในพื้นที่ตะวันออกกลาง ซึ่งเปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ในการลำเลียงพลังงานของโลก หลายประเทศต้องเผชิญกับภาวะชะงักงันและวิกฤตราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

ท่ามกลางพายุความไม่แน่นอนนี้ หลายคนอาจตั้งคำถามสำคัญว่า ทำอย่างไรประเทศไทยยังมีน้ำมันใช้อย่างไม่ขาดแคลน ?” ทั้งที่เราเป็นประเทศนำเข้าน้ำมันดิบถึง 90% และปัจจัยภายนอกเข้าขั้นวิกฤต คำตอบของเรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากโชคช่วยหรือสถานการณ์ที่คลี่คลายไปเอง แต่เกิดจากหลักคิดเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญ คือการบริหารจัดการเชิงรุกและการประเมินความเสี่ยงล่วงหน้า เพื่อให้ประเทศยังมีพลังงานใช้อย่างต่อเนื่องท่ามกลางความไม่แน่นอนของตลาดโลก

ในบริบทของความมั่นคงทางพลังงาน ไม่ใช่เพียงแค่การสั่งซื้อสินค้าให้รวดเร็วขึ้น แต่หมายถึงการบริหารความเสี่ยงล่วงหน้าโดยไม่ปล่อยให้สถานการณ์ภายนอกบีบคั้นจนไร้ทางออก ดังเช่นกรณี
ความไม่สงบในตะวันออกกลางที่กระทบต่อเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้เรือ Serifos
ที่บรรทุกน้ำมันดิบปริมาณกว่า 2 ล้านบาร์เรล ที่ ปตท. จัดหาล่วงหน้าต้องติดค้างอยู่บริเวณท่าเรือ
ชาร์จาห์ตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคม 2569

ในวินาทีนั้น แทนที่องค์กรพลังงานไทยอย่าง บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) จะเลือกใช้วิธีตั้งรับด้วยการนั่งรอให้สถานการณ์คลี่คลาย ปตท. กลับตัดสินใจเชิงรุกด้วยการจัดหาน้ำมันจากแหล่งอื่นเข้ามาทดแทนในทันที แม้จะเป็นช่วงที่ตลาดโลกตึงตัวและราคาน้ำมันดิบดีดตัวขึ้นไปแตะระดับ 130 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งตามมาด้วยต้นทุนหลายๆ ส่วน ที่สูงกว่าปกติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่เมื่อมองในมิติความมั่นคงทางพลังงาน นี่คือการตัดสินใจที่คุ้มค่าเพื่อแลกกับความมั่นคงของคนในชาติ เพราะความล่าช้าเพียงหนึ่งเดือนในภาวะวิกฤตอาจกลายเป็นโดมิโนที่ส่งผลกระทบต่อภาคขนส่ง อุตสาหกรรม ตลอดจนค่าครองชีพของประชาชนอย่างรุนแรง

กันชนพลังงาน และศักยภาพทางการเงินที่ต้องแลก

เบื้องหลังของความมั่นคงที่ประชาชนมองเห็นได้ผ่านสถานีบริการน้ำมันที่ไม่เคยขาดแคลน คือยอดภูเขาน้ำแข็งที่ซ่อนการบริหารจัดการอันซับซ้อนไว้เบื้องล่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งศักยภาพทางการเงินที่ ปตท. ต้องนำมาใช้เป็นเกราะป้องกันแรงกระแทกให้กับเศรษฐกิจไทย การตัดสินใจจัดหาน้ำมันจากแหล่งสำรองใหม่ในราคาตลาดที่พุ่งสูงขึ้น ไม่ได้ส่งผลกระทบเพียงแค่ตัวเลขต้นทุนในบัญชีเท่านั้น
ทว่ายังหมายถึงการแบกรับภาระด้านสภาพคล่องมหาศาลเพื่อให้ระบบพลังงานของประเทศยังคงขับเคลื่อนไปได้ โดยข้อมูลตัวเลขที่สะท้อนถึงการเสียสละเพื่อรักษาเสถียรภาพครั้งนี้ ประกอบด้วย

  • หลักประกันในการจัดซื้อน้ำมันดิบ (Margin Call): ประมาณ 63,000 ล้านบาท
  • เงินทุนหมุนเวียนสำหรับการจัดหาน้ำมันและก๊าซเพิ่มเติม: ประมาณ 137,000 ล้านบาท
  • เงินค้างชำระจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจากการชดเชยราคา: ประมาณ 34,000 ล้านบาท

รับภาระสภาพคล่องรวมที่เพิ่มขึ้นกว่า 230,000 ล้านบาท ส่งผลให้เกิดต้นทุนทางการเงิน 7,000 ล้านบาทต่อปี โดยไม่ผลักภาระไปยังผู้บริโภคผ่านราคาน้ำมัน ตัวเลขเหล่านี้คือเครื่องพิสูจน์ว่า การรักษาความมั่นคงพลังงานไม่ใช่เพียงเรื่องของซัพพลายน้ำมัน แต่คือการที่องค์กรหลักมีรากฐานแข็งแกร่งพอจะรับภาระดอกเบี้ยและต้นทุนแทนประชาชน โดยต้นทุนที่เกิดขึ้นนี้ไม่ใช่การดำเนินธุรกิจตามปกติ และ ‘ไม่ได้ส่งผ่านให้เป็นภาระของผู้บริโภค’ แต่เป็นต้นทุนจากการลดความเสี่ยงของประเทศ

ในมุมมองทางสังคม ประเด็นนี้ช่วยสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องว่า ในขณะที่ตลาดโลกผันผวน องค์กรพลังงานไทยทำหน้าที่เป็น ‘กันชน’ เพื่อไม่ให้ราคาและความเสี่ยงเหล่านั้นกระทบชีวิตประจำวันของประชาชนโดยตรง ซึ่งหากไม่ตัดสินใจเชิงรุกเช่นนี้ ต้นทุนที่ประเทศต้องจ่ายในภายหลังจากการหยุดชะงักของภาคขนส่งและค่าครองชีพที่พุ่งสูง ย่อมรุนแรงกว่าตัวเลขที่ปรากฏหลายเท่าตัว

จากวิกฤตสู่ความมั่นใจในระยะยาว

ขณะเดียวกัน การบริหารจัดการท่ามกลางมรสุมราคาพลังงานโลกครั้งนี้ ยังสอดคล้องกับพันธกิจของ ปตท. ที่ไม่ได้หยุดอยู่แค่การเป็นผู้ค้าพลังงาน แต่เป็นเสาหลักที่สร้างความมั่นใจให้แก่ชาติ โดยมุ่งเน้นการสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน เพื่อให้มั่นใจว่าประเทศไทยจะมีพลังงานที่แข็งแกร่งและเพียงพอในทุกสถานการณ์ ควบคู่ไปกับการสร้างความยั่งยืน ด้วยการนำนวัตกรรม-เทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมาใช้เพื่อการเติบโตในระยะยาว และที่สำคัญที่สุดคือการขับเคลื่อนสังคม ผ่านความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมกับยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน ซึ่งเป็นคำตอบว่าทำไมในยามวิกฤต ปตท. จึงกล้าตัดสินใจเลือกทางที่ปลอดภัยที่สุดต่อความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ แม้ต้องเผชิญกับแรงกดดันด้านงบประมาณก็ตาม

ในท้ายที่สุด วิกฤตพลังงานที่โลกกำลังเผชิญจึงเปรียบเสมือนบททดสอบครั้งสำคัญของระบบบริหารจัดการระดับโครงสร้าง การที่ประเทศไทยไม่ต้องเผชิญกับสภาวะน้ำมันขาดแคลน หรือระบบขนส่งเป็นอัมพาต คือผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมที่สุดของกลยุทธ์การบริหารที่มองเห็น และรีบเปลี่ยนเส้นทางก่อนจะสายเกินไป

การบริหารที่ดีจึงไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ แต่คือการวางรากฐานเชิงรุกเพื่อป้องกันไม่ให้คนไทยต้องเผชิญกับสภาวะสุญญากาศด้านพลังงาน นี่คือพันธกิจสำคัญที่ ปตท. ยึดมั่น เพื่อรักษาความมั่นคงและขับเคลื่อนพลังงานไทยให้ก้าวข้ามทุกวิกฤตได้อย่างยั่งยืน

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน