ปัจจุบันพลังงานแสงอาทิตย์กำลังกลายเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำคัญของโลกยุคใหม่ หลายประเทศต่างเร่งสนับสนุนการติดตั้งโซลาร์เซลล์ภาคครัวเรือน เพื่อเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาด ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล และเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถผลิตไฟฟ้าใช้เองได้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม เบื้องหลังการผลิตไฟฟ้าจากหลังคาบ้านยังมีประเด็นสำคัญเกี่ยวกับ ระบบคำนวณค่าไฟฟ้า ที่ส่งผลโดยตรงต่อความเป็นธรรมของผู้ใช้ไฟฟ้าทั้งประเทศ โดยเฉพาะการเลือกระหว่างระบบ “Net Metering” และ “Net Billing” ซึ่งแม้จะมีเป้าหมายคล้ายกัน แต่กลับสร้างผลกระทบต่อระบบพลังงานและประชาชนแตกต่างกันอย่างชัดเจน

ความเหมือนที่แตกต่างของ Net Metering และ Net Billing

Net Metering และ Net Billing คือ ระบบคำนวณค่าไฟฟ้าสำหรับบ้านที่ติดตั้งโซลาร์เซลล์ ซึ่งมีจุดร่วมสำคัญเหมือนกัน คือ สนับสนุนให้ประชาชนผลิตไฟฟ้าใช้เองจากพลังงานแสงอาทิตย์ และสามารถส่งไฟฟ้าส่วนเกินกลับเข้าสู่ระบบของการไฟฟ้าได้ เพื่อลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานและเพิ่มการใช้พลังงานสะอาดในภาคครัวเรือน แต่อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างสำคัญอยู่ที่ วิธีคิดมูลค่าไฟฟ้า ที่ส่งคืนเข้าสู่ระบบ

Net Metering คือ ระบบหักลบ “หน่วยไฟฟ้า” โดยนำจำนวนไฟฟ้าที่ผลิตได้จากโซลาร์เซลล์มาหักกับจำนวนไฟฟ้าที่ใช้จากการไฟฟ้าแบบหน่วยต่อหน่วย ทำให้ไฟฟ้าที่ผลิตเกินมีมูลค่าเทียบเท่ากับค่าไฟฟ้าขายปลีกที่ประชาชนซื้อจากการไฟฟ้า เปรียบได้กับการฝากไฟฟ้าไว้ในระบบ แล้วนำกลับมาใช้ภายหลังในมูลค่าเท่าเดิม

ข้อดี คือ เป็นระบบที่ให้ผลตอบแทนค่อนข้างสูงแก่ผู้ติดตั้งโซลาร์ และยังช่วยจูงใจให้ประชาชนติดตั้งโซลาร์เซลล์ได้รวดเร็วขึ้น อีกทั้งบางกรณียังสามารถใช้มิเตอร์จานหมุนเดิมที่หมุนได้สองทิศทางโดยไม่ต้องเปลี่ยนอุปกรณ์ แต่อย่างไรก็ตาม ระบบนี้กลับมีข้อจำกัดสำคัญคือ ราคาที่รับซื้อคืนไม่สะท้อนต้นทุนจริงของระบบไฟฟ้า เนื่องจากค่าไฟฟ้าที่ประชาชนจ่ายในปัจจุบัน ไม่ได้มีเพียงต้นทุนผลิตไฟฟ้า แต่ยังรวมถึงค่าก่อสร้างโรงไฟฟ้า ระบบสายส่ง ระบบจำหน่าย และค่าบริหารจัดการโครงข่ายทั้งหมดอีกด้วย

ขณะที่ Net Billing คือ ระบบคิดค่าไฟแบบ “หักลบเป็นมูลค่าเงิน” โดยแยกระหว่างค่าไฟที่ซื้อจากการไฟฟ้ากับค่าไฟที่ขายคืนเข้าสู่ระบบอย่างชัดเจน ซึ่งไฟฟ้าส่วนเกินที่ขายคืนจะได้รับเครดิตเป็นเงินตามอัตราที่ภาครัฐกำหนด ซึ่งมักต่ำกว่าราคาขายปลีกของการไฟฟ้า เนื่องจากต้องคำนึงถึงต้นทุนระบบไฟฟ้าโดยรวม ทั้งค่าดูแลโครงข่ายและการบริหารระบบพลังงาน และจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนมิเตอร์ไฟฟ้าใหม่เป็นมิเตอร์แบบดิจิทัล เพื่อให้มิเตอร์สามารถวัดปริมาณไฟฟ้าที่ซื้อจากการไฟฟ้าและไฟฟ้าที่ไหลเข้าสู่ระบบโครงข่ายไฟฟ้าแต่ละเวลา เพื่อนำมาคำนวณค่าไฟฟ้าสุทธิได้

แต่ข้อดี คือ มีความยืดหยุ่นในการกำหนดราคารับซื้อให้สอดคล้องกับต้นทุนพลังงานในแต่ละช่วงเวลา ซึ่งช่วยบริหารภาระค่าใช้จ่ายของระบบไฟฟ้าได้เหมาะสมกว่า และไม่ผลักภาระต้นทุนไปยังผู้ใช้ไฟฟ้าส่วนรวม

อย่างไรก็ตาม แม้ทั้งสองระบบจะมุ่งส่งเสริมพลังงานสะอาดเหมือนกัน แต่ Net Metering ให้ประโยชน์กับผู้ติดตั้งโซลาร์เซลล์มากกว่า ขณะที่ Net Billing ถูกมองว่าเป็นแนวทางที่ สมดุล และรักษาความเป็นธรรมของผู้ใช้ไฟฟ้าทั้งประเทศมากกว่าเพราะช่วยลดภาระต้นทุนที่อาจตกไปยังผู้ใช้ไฟฟ้าส่วนรวมและยังเปิดโอกาสให้ภาครัฐสามารถปรับราคารับซื้อไฟฟ้าให้เหมาะสมกับสถานการณ์พลังงานในอนาคตได้ยืดหยุ่นมากขึ้น

เหตุใด Net Metering จึงอาจสร้างภาระต่อผู้ที่ไม่ได้ติดตั้งโซลาร์

แม้ Net Metering จะดูเป็นระบบที่เอื้อประโยชน์ต่อผู้ติดตั้งโซลาร์เซลล์ แต่ในอีกด้านหนึ่ง กลับก่อให้เกิดภาระต่อผู้ใช้ไฟฟ้าส่วนใหญ่ของประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อยหรือบ้านพักอาศัยที่ไม่สามารถติดตั้งโซลาร์เซลล์ได้ ซึ่งสาเหตุสำคัญมาจากการที่การไฟฟ้าต้องรับซื้อไฟฟ้าคืนในราคาสูงเท่ากับราคาขายปลีก ทั้งที่ต้นทุนจริงของระบบยังประกอบด้วยค่าโครงข่าย ค่าดูแลเสถียรภาพระบบ และต้นทุนสำรองไฟฟ้าเพื่อรองรับพลังงานหมุนเวียนที่มีความผันผวน เมื่อผู้ติดตั้งโซลาร์เซลล์จ่ายค่าไฟลดลง แต่ยังคงใช้โครงสร้างพื้นฐานของระบบไฟฟ้าเดิม ต้นทุนส่วนนี้จึงถูกเฉลี่ยไปยังผู้ใช้ไฟฟ้ากลุ่มอื่นแทน

อีกทั้งผู้ที่ไม่มีโซลาร์เซลล์อาจต้องแบกรับค่าใช้จ่ายของระบบที่เพิ่มขึ้น เพื่อสนับสนุนผลประโยชน์ให้กับคนที่มีกำลังลงทุนติดตั้งโซลาร์เซลล์ ซึ่งส่วนใหญ่มักเป็นกลุ่มที่มีรายได้ปานกลางถึงสูง จึงเกิดคำถามเรื่อง ความเป็นธรรม ในระบบพลังงาน โดยเฉพาะในประเทศที่ยังมีความเหลื่อมล้ำทางรายได้สูงอย่างประเทศไทย

นอกจากนี้ Net Metering ยังมีข้อจำกัดด้านกฎหมาย ระบบภาษี และคุณภาพไฟฟ้าที่ส่งคืนเข้าสู่ระบบ เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มีโครงสร้างรองรับอย่างสมบูรณ์ ขณะที่ Net Billing สามารถบริหารต้นทุนและกำหนดราคารับซื้อให้เหมาะสมกับสถานการณ์ได้มากกว่า ทำให้ภาครัฐยังสามารถส่งเสริมพลังงานสะอาดได้ โดยไม่สร้างผลกระทบต่อผู้ใช้ไฟฟ้าส่วนรวมมากเกินไป

บทเรียนจากต่างประเทศ สู่ทิศทางที่ไทยควรเลือก

ปัจจุบันในหลายประเทศทั่วโลกที่เคยใช้ระบบ Net Metering กำลังเริ่มปรับหาแนวทางเพื่อแก้ปัญหาภาระต้นทุนในระบบไฟฟ้า ซึ่งตัวอย่างที่ชัดเจนคือ รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่แต่เดิมใช้ระบบ NEM 2.0 ซึ่งรับซื้อไฟฟ้าคืนในอัตราเท่าราคาขายปลีก แต่ในปี 2023 ได้ปรับเป็น NEM 3.0 โดยลดราคารับซื้อให้สะท้อนต้นทุนระบบมากขึ้น พร้อมเรียกเก็บค่า Fixed Charge รายเดือน เพื่อช่วยดูแลต้นทุนโครงข่ายไฟฟ้า

ประเทศมาเลเซีย แม้ใช้ระบบ Net Metering แต่ก็มีการจำกัดจำนวนผู้เข้าร่วมโครงการ และกำหนดราคารับซื้อของภาคธุรกิจให้สอดคล้องกับต้นทุนตลาด เพื่อไม่ให้เกิดภาระต่อผู้ใช้ไฟฟ้าส่วนรวม ขณะที่ อิตาลี และ โปแลนด์ เลือกใช้ระบบ Net Billing พร้อมกำหนดสัญญาและปริมาณรับซื้ออย่างชัดเจน รวมถึงจัดเก็บค่าบริการระบบโครงข่ายไฟฟ้าเพิ่มเติม และภาพรวมของหลายประเทศในยุโรปได้สะท้อนให้เห็นถึงแนวคิดเดียวกัน คือ สนับสนุนการผลิตไฟฟ้าใช้เองในครัวเรือน แต่ไม่เปิดช่องว่างให้เกิดการขายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ จนกระทบเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าและสร้างภาระต่อประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศ

แม้ในท้ายที่สุดแล้ว Net Metering และ Net Billing จะต่างมีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนพลังงานสะอาดเหมือนกัน แต่ในบริบทของประเทศไทย ระบบ “Net Billing” ดูจะเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่า เพราะช่วยสร้างสมดุลระหว่างการส่งเสริมการใช้โซลาร์เซลล์กับความเป็นธรรมของผู้ใช้ไฟฟ้าทั้งประเทศ โดยไม่ผลักภาระต้นทุนไปยังคนที่ไม่ได้ติดตั้งโซลาร์เซลล์ และยังเปิดโอกาสให้รัฐสามารถบริหารต้นทุนพลังงานได้อย่างยืดหยุ่นในระยะยาว ซึ่งอาจเป็นแนวทางสำคัญในการขับเคลื่อนพลังงานสะอาดให้เติบโตควบคู่ไปกับความเป็นธรรมของสังคมไทยในอนาคต

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน