ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และวิกฤตด้านพลังงานโลกที่ทวีความรุนแรง ”พลังงาน” ” จึงไม่ได้เป็นเพียงปัจจัยพื้นฐานในชีวิตประจำวันหรือต้นทุนภาคอุตสาหกรรมเท่านั้น แต่คือภารกิจความมั่นคงระดับชาติที่ต้องบริหารจัดการอย่างมียุทธศาสตร์รอบด้าน
ปตท. ในฐานะองค์กรพลังงานแห่งชาติ จึงเดินหน้าบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติของประเทศอย่างครบวงจร ภายใต้หลักการ “มั่นคง โปร่งใส เพื่อประเทศไทย” เพื่อดูแลให้ประชาชนมีพลังงานใช้อย่างเพียงพอ ต่อเนื่อง และมีเสถียรภาพในทุกสถานการณ์
บริหารก๊าซธรรมชาติอย่างครบวงจร สร้างความมั่นคงพลังงานไทย
ปตท. ดำเนินภารกิจสำคัญในการจัดหาและบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติ เพื่อรองรับความต้องการใช้พลังงานของประเทศในทุกภาคส่วน ทั้งการผลิตไฟฟ้า ภาคอุตสาหกรรม ภาคปิโตรเคมี ครัวเรือน และภาคการขนส่ง โดยมีการจัดหาก๊าซธรรมชาติจากทั้งแหล่งผลิตในอ่าวไทย ประเทศเพื่อนบ้าน และการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ด้วยการบริหารความเสี่ยง กระจายแหล่งจัดหาพลังงานจากภูมิภาคต่างๆ ของโลก ลดการพึ่งพาแหล่งใดแหล่งหนึ่งมากเกินไป ซึ่งปัจจุบัน ปตท. เป็น 1 ใน 5 ผู้จัดหาและค้าส่งก๊าซธรรมชาติ (Shipper) ของประเทศ ในการนำเข้า LNG เพื่อเสริมเสถียรภาพด้านพลังงาน ช่วงที่สถานการณ์โลกมีความไม่แน่นอนสูง เช่น ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง หรือข้อจำกัดในการส่งมอบ LNG จากผู้ผลิตบางประเทศ

นอกจากการจัดหาพลังงานให้ประเทศอย่างเพียงพอแล้ว ปตท. ยังให้ความสำคัญกับการใช้ก๊าซธรรมชาติให้เกิดประโยชน์สูงสุด ผ่านการบริหาร “โรงแยกก๊าซธรรมชาติ” เพื่อคัดแยกสารประกอบไฮโดรคาร์บอนต่างๆ จากก๊าซธรรมชาติที่ผลิตได้ในอ่าวไทย อาทิ ก๊าซมีเทน อีเทน โพรเพน และบิวเทน เพื่อใช้ประโยชน์อย่างเหมาะสม ทั้งในภาคพลังงานและภาคอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง
ก๊าซมีเทนถูกนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้า ขณะที่ก๊าซอีเทนและโพรเพนเป็นวัตถุดิบสำคัญของอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ซึ่งเชื่อมโยงไปสู่การผลิตสินค้าในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่บรรจุภัณฑ์ เสื้อผ้า ชิ้นส่วนรถยนต์ ไปจนถึงเครื่องใช้ไฟฟ้า ที่ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มได้อีกมาก ส่วนก๊าซโพรเพนและบิวเทน สามารถนำไปใช้ผลิตก๊าซหุงต้ม LPG สำหรับภาคครัวเรือนและอุตสาหกรรม
แนวทางดังกล่าวสะท้อนถึงการบริหารทรัพยากรพลังงานอย่างคุ้มค่า ลดการสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจจากการส่งก๊าซธรรมชาติไปเผาใช้โดยตรง หรือที่เรียกว่า “Bypass Gas” เพราะหากก๊าซธรรมชาติถูกใช้เพียงเพื่อผลิตไฟฟ้าโดยไม่ผ่านกระบวนการแยกก๊าซ ก็เปรียบเสมือน “การนำไม้สักไปทำฟืน” ที่ไม่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มจากทรัพยากรได้อย่างเต็มศักยภาพ ขณะเดียวกัน ปตท. ยังดูแลโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของประเทศอย่างต่อเนื่อง ทั้งระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติ สถานีรับ – จ่าย LNG และรักษาปริมาณคลังสำรอง (LNG Inventory) ให้อยู่ในระดับเหมาะสม เพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินและสร้างความมั่นคงในการส่งมอบพลังงานให้ประเทศตลอดเวลา
รับมือวิกฤตโลก ด้วยแผนพลังงานเชิงรุก

ช่วงเดือนมีนาคม และเมษายน 2569 ที่ผ่านมา ประเทศไทยเผชิญกับความต้องการใช้พลังงานที่เพิ่มสูงขึ้นจากสภาพอากาศที่ร้อนจัด ขณะเดียวกัน ผู้ผลิต LNG ในกาตาร์ไม่สามารถส่งมอบก๊าซได้ตามสัญญา ส่งผลให้ระบบพลังงานทั่วโลกอยู่ในภาวะตึงตัว แต่ท่ามกลางสถานการณ์ดังกล่าว ปตท. เร่งดำเนินมาตรการเชิงรุกเพื่อรักษาเสถียรภาพด้านพลังงานของประเทศ โดยประสานผู้ผลิตก๊าซในอ่าวไทยให้เพิ่มกำลังการผลิต พร้อมเจรจากับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อเลื่อนแผนซ่อมบำรุงแหล่งผลิตก๊าซออกไปชั่วคราว อีกทั้งยังได้รับมอบหมายจากภาครัฐให้จัดหา Spot LNG จากประเทศนอกกลุ่มตะวันออกกลางเพิ่มเติม เพื่อชดเชยปริมาณก๊าซที่ขาดหาย
มาตรการดังกล่าวช่วยให้ประเทศไทยรักษาระดับการผลิตไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงสถานการณ์สงคราม มีการจัดสรรก๊าซธรรมชาติไปยังภาคการผลิตไฟฟ้าเพิ่มขึ้นจาก 61% เป็น 64% สะท้อนถึงความสำคัญของก๊าซธรรมชาติในฐานะเชื้อเพลิงหลักของระบบไฟฟ้าไทย ขณะเดียวกัน ยังสามารถรักษาสัดส่วนการส่งก๊าซให้ภาคอุตสาหกรรม ปิโตรเคมี ครัวเรือน และภาคขนส่งได้อย่างสมดุล เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการดำรงชีวิตของประชาชน
นอกจากนี้ ยังปรับแผนการดำเนินงานของโรงแยกก๊าซธรรมชาติ โดยเลื่อนแผนซ่อมบำรุงโรงแยกก๊าซธรรมชาติหน่วยที่ 6 ออกไป เพื่อให้เดินเครื่องได้เต็มกำลัง รองรับทั้งการผลิตก๊าซสำหรับโรงไฟฟ้า และเพิ่มการผลิตก๊าซ LPG เข้าสู่ระบบอย่างต่อเนื่อง ภายใต้นโยบาย “Domestic First” ที่ให้ความสำคัญกับการรองรับความต้องการใช้ภายในประเทศเป็นลำดับแรก
สำหรับภาคการขนส่ง ยังเตรียมความพร้อมด้านสถานีบริการและระบบขนส่งก๊าซ NGV เพื่อรองรับความต้องการใช้ที่เพิ่มขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ สะท้อนถึงความพร้อมในการดูแลผู้ใช้พลังงานทุกภาคส่วนอย่างรอบด้าน บนหลักความโปร่งใส โดยการจัดหา Spot LNG ซึ่งจะต้องได้รับความเห็นชอบจากภาครัฐทุกครั้ง พร้อมมีการรายงาน ตรวจสอบ และเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อประชาชนและผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน

ภายใต้สถานการณ์พลังงานโลกที่ยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ปตท. ยังคงเป็นกลไกสำคัญในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้ประเทศไทยสามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคง ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของโลกในอนาคต