ในวันที่โลกเผชิญความผันผวนด้านพลังงานมากกว่าที่เคย “ก๊าซธรรมชาติ” กลายเป็นหนึ่งในทรัพยากรสำคัญที่มีผลต่อทั้งเศรษฐกิจ ความมั่นคงทางพลังงาน และคุณภาพชีวิตของผู้คน สำหรับประเทศไทย ก๊าซธรรมชาติไม่ได้เป็นเพียงเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าเท่านั้น แต่ยังสัมพันธ์กับชีวิตประจำวันของเราในหลายรูปแบบ
รู้จัก ‘ก๊าซธรรมชาติ’
ก๊าซธรรมชาติ คือ เชื้อเพลิงฟอสซิลชนิดหนึ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติจากการทับถมของซากพืชและสัตว์ใต้ชั้นหินเป็นเวลาหลายล้านปี โดยก๊าซธรรมชาติจากแต่ละแหล่งจะมีองค์ประกอบแตกต่างกัน แบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทหลัก คือ “ก๊าซแห้ง” และ “ก๊าซเปียก” ซึ่งส่งผลต่อแนวทางการนำไปใช้ประโยชน์ที่ไม่เหมือนกัน
ก๊าซแห้ง VS ก๊าซเปียก ต่างกันอย่างไร ?
- ก๊าซแห้ง (Dry Gas)
ก๊าซธรรมชาติที่มีมีเทน (C₁) เป็นองค์ประกอบหลัก และมีสารประกอบไฮโดรคาร์บอนหนักตัวอื่นปนอยู่น้อย ก๊าซประเภทนี้เหมาะสำหรับใช้เป็นเชื้อเพลิงโดยตรง เช่น การผลิตไฟฟ้า เชื้อเพลิงในโรงงานอุตสาหกรรม และเชื้อเพลิงภาคขนส่ง (NGV) โดยมากเป็นก๊าซที่นำเข้าจากเมียนมา รวมถึงก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG)
- ก๊าซเปียก (Wet Gas)
ก๊าซธรรมชาติที่นอกจากจะมีมีเทน (C₁) แล้ว ยังอุดมไปด้วยสารประกอบที่มีมูลค่าสูงอย่าง อีเทน (C₂), โพรเพน (C₃), บิวเทน (C₄) และก๊าซโซลีนธรรมชาติ (C₅+) โดยก๊าซจากอ่าวไทยจัดอยู่ในกลุ่มก๊าซเปียก
จุดเด่นของก๊าซเปียก คือ สามารถนำเข้าสู่ “โรงแยกก๊าซธรรมชาติ” เพื่อคัดแยกสารประกอบต่างๆ ออกมาใช้ประโยชน์ได้อย่างหลากหลาย ทั้งเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า เชื้อเพลิงในภาคขนส่ง เชื้อเพลิงในครัวเรือน โดยเฉพาะการเป็น “วัตถุดิบต้นน้ำ” ของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่สามารถต่อยอดไปสู่การผลิตสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ ในชีวิตประจำวัน

‘อ่าวไทย’ แหล่งก๊าซเปียกที่มีค่ามากกว่าเชื้อเพลิง
ความสำคัญของก๊าซจากอ่าวไทย ไม่ได้อยู่แค่การเป็นเชื้อเพลิง ประเทศไทยจึงมีโรงแยกก๊าซธรรมชาติ เพื่อคัดแยกสารประกอบเหล่านี้ออกมาใช้ประโยชน์สูงสุด โดยสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้มากกว่าการนำไปเผาเป็นเชื้อเพลิงถึง 10-25 เท่า
- อีเทนสามารถนำไปผลิตเอทิลีน ซึ่งเป็นสารตั้งต้นสำหรับเม็ดพลาสติกโพลีเอทิลีน (PE) ที่นิยมนำไปขึ้นรูปเป็นถุงพลาสติก ขวดแชมพู และบรรจุภัณฑ์ต่างๆ
- ขณะที่โพรเพนสามารถนำไปผลิตโพรพิลีน เพื่อใช้ในการผลิตเม็ดพลาสติกโพลีโพรพิลีน (PP) สำหรับชิ้นส่วนรถยนต์ หม้อแบตเตอรี กาว สารเพิ่มคุณภาพ และน้ำมันเครื่อง
- หรือเมื่อนำบิวเทนผสมกับโพรเพนจะได้เป็นก๊าซหุงต้ม (LPG) ที่ใช้ในครัวเรือน โรงงานอุตสาหกรรม และเป็นเชื้อเพลิงรถยนต์
ดังนั้น การนำก๊าซเปียกจากอ่าวไทยที่มีสารประกอบมูลค่าสูงไปเผาเพื่อผลิตไฟฟ้าโดยตรงโดยไม่ผ่านโรงแยกก๊าซ ฯ (Bypass Gas) จึงถูกเปรียบเทียบว่าเหมือน “การนำไม้สักทองไปเผาทำฟืน” ซึ่งเป็นการสูญเสียโอกาสในการใช้ประโยชน์และสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างมหาศาล

‘ก๊าซแห้ง’ เบื้องหลังความมั่นคงพลังงานไทย
แม้ก๊าซจากเมียนมาและ LNG จะเป็นก๊าซแห้งเป็นหลัก แต่ก็มีบทบาทสำคัญต่อระบบพลังงานไทย โดยเฉพาะในด้าน “ความมั่นคงทางไฟฟ้า”
ก๊าซจากเมียนมาถูกส่งผ่านท่อส่งก๊าซ ฯ เข้ามาใช้ในประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่อง เพราะสามารถใช้ผลิตไฟฟ้าได้โดยตรง
ส่วน LNG หรือก๊าซธรรมชาติเหลว คือก๊าซธรรมชาติที่ถูกทำให้เย็นจนกลายเป็นของเหลว เพื่อสะดวกต่อการขนส่งทางเรือจากประเทศต่างๆ ทั่วโลก
ข้อดีของ LNG คือช่วยเพิ่มทางเลือกในการจัดหาพลังงาน ลดการพึ่งพาแหล่งใดแหล่งหนึ่งมากเกินไป และเสริมความมั่นคงพลังงานในระยะยาว อย่างไรก็ตาม LNG มักมีต้นทุนสูงกว่า เนื่องจากต้องผ่านกระบวนการทำให้เป็นของเหลว ขนส่งด้วยเรือ และแปลงกลับเป็นก๊าซก่อนใช้งาน อีกทั้งราคามีความผันผวนตามตลาดโลก
คุณค่าของก๊าซแต่ละแหล่ง
ก๊าซอ่าวไทย มีจุดเด่นด้านการสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์ในชีวิตประจำวันมากมาย ก่อให้เกิดการลงทุนมหาศาล การจ้างงาน และลดภาระการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ
ขณะที่ก๊าซจากเมียนมาและ LNG มีคุณค่าเชิงความมั่นคง ทำหน้าที่เป็นตัวช่วยรักษาสมดุลในช่วงที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าพุ่งสูง หรือในช่วงที่แหล่งก๊าซหลักมีการซ่อมบำรุง โดยเฉพาะ LNG ที่สามารถกระจายความเสี่ยงในการจัดหาจากแหล่งต่างๆ ทั่วโลก เพื่อไม่ให้ประเทศต้องพึ่งพิงแหล่งใดแหล่งหนึ่งเพียงอย่างเดียว

ท่ามกลางความผันผวนของสถานการณ์พลังงานโลก “ความมั่นคงทางพลังงาน” ที่แท้จริง จึงเกิดจากการบริหารจัดการและการเตรียมความพร้อมอย่างรอบด้าน เพื่อรักษาเสถียรภาพระบบพลังงาน ควบคู่ไปกับการดูแลคุณภาพชีวิตของคนไทย และขับเคลื่อนให้ก๊าซธรรมชาติยังคงเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมให้ก้าวต่อไปได้อย่างมั่นคง