ก๊าซธรรมชาติ เปรียบเสมือน “เส้นเลือดใหญ่” ที่หล่อเลี้ยงวิถีชีวิตและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทยมาอย่างยาวนาน เบื้องหลังพลังงานที่คนไทยใช้ในชีวิตประจำวัน คือ “ห่วงโซ่อุปทาน” ขนาดใหญ่ที่เชื่อมโยงกันตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ผ่านโครงสร้างพื้นฐานและกระบวนการแปรสภาพที่เปลี่ยนทรัพยากรที่มองไม่เห็น ให้กลายเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจและความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ

ห่วงโซ่อุปทานจากแหล่งกำเนิดสู่ผู้ใช้ปลายทาง

ห่วงโซ่อุปทานก๊าซธรรมชาติ คือกระบวนการบริหารจัดการตั้งแต่การจัดหา ขนส่ง ไปจนถึงการกระจายพลังงานเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ โดยโครงสร้างในประเทศไทยแบ่งออกเป็น 3 ช่วงหลัก คือ ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ซึ่งเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ ดังนี้

  • ต้นน้ำ (Upstream): การสำรวจและผลิต และการจัดหาก๊าซ

จุดเริ่มต้นของห่วงโซ่อุปทาน คือ การสำรวจและขุดเจาะก๊าซธรรมชาติจากแหล่งใต้พื้นดินและใต้ทะเล โดยเฉพาะแหล่งก๊าซในอ่าวไทย ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานสำคัญของประเทศ กระบวนการนี้ต้องอาศัยทั้งเทคโนโลยีขั้นสูง เงินทุนมหาศาล บุคลากรเฉพาะทาง โครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่ง เพื่อบริหารจัดการความเสี่ยงที่ซับซ้อน สามารถนำก๊าซธรรมชาติขึ้นมาได้อย่างต่อเนื่องและปลอดภัย

ปัจจุบันประเทศไทยจัดหาก๊าซจาก 3 แหล่งหลัก ได้แก่ ก๊าซจากอ่าวไทย การนำเข้าก๊าซทางท่อจากเมียนมา และการนำเข้าในรูปแบบก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จากหลายภูมิภาคทั่วโลก

ก๊าซธรรมชาติที่ได้จากแต่ละแหล่งจะมีองค์ประกอบแตกต่างกัน ก๊าซจากอ่าวไทยเป็น ก๊าซเปียก ที่มีสารประกอบมูลค่าสูงอย่างอีเทน โพรเพน และบิวเทน ขณะที่ก๊าซจากเมียนมา และ LNG เป็นก๊าซแห้ง ที่มีมีเทนเป็นหลัก เหมาะสำหรับใช้เป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าโดยตรง

  • กลางน้ำ (Midstream): การขนส่งและแปรสภาพ

ก๊าซธรรมชาติที่ขุดขึ้นมาจากอ่าวไทยจะถูกลำเลียงผ่านระบบท่อส่งก๊าซในทะเลเข้าสู่ ““โรงแยกก๊าซธรรมชาติ” (Gas Separation Plant: GSP) เพื่อปรับสภาพก๊าซธรรมชาติ ขจัดสิ่งปลอมปน เช่น น้ำและสารปรอท จากนั้นคัดแยกสารประกอบไฮโดรคาร์บอนแต่ละชนิดมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

การขนส่งก๊าซธรรมชาติให้ได้ปริมาณมากและมีประสิทธิภาพที่สุดคือการขนส่งทางท่อส่งก๊าซ ทั้งนี้ในกรณีของแหล่งก๊าซที่อยู่ห่างไกล เช่น กาตาร์ อเมริกา หรือออสเตรเลีย จะใช้วิธีเปลี่ยนสถานะก๊าซให้เป็นของเหลว หรือ LNG โดยลดอุณหภูมิลงมาที่ -160 องศาเซลเซียส ซึ่งช่วยลดปริมาตรลงได้ประมาณ 600 เท่า เพื่อให้ขนส่งทางเรือในปริมาณมากได้ เมื่อมาถึงสถานีรับก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG Terminal) จะถูกเก็บสำรองในรูปของเหลว และจะมีการเปลี่ยนสถานะกลับเป็นก๊าซก่อนนำไปใช้งาน

  • ปลายน้ำ (Downstream): การส่งต่อสู่ผู้ใช้ประโยชน์

หลังผ่านกระบวนการแยกและแปรสภาพ ขั้นตอนสุดท้ายคือกระบวนการจัดจำหน่ายก๊าซธรรมชาติไปยังผู้ใช้กลุ่มต่างๆ อย่างเพียงพอและต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น โรงไฟฟ้า โรงงานอุตสาหกรรม โรงงานปิโตรเคมี สถานีบริการก๊าซ NGV หรือภาคครัวเรือน

โรงแยกก๊าซธรรมชาติ: หัวใจของการสร้างมูลค่าเพิ่ม

ก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยเป็น “ก๊าซเปียก” (Wet Gas) ที่มีสารประกอบไฮโดรคาร์บอนหลากหลายชนิด จึงจำเป็นต้องเข้าสู่กระบวนการในโรงแยกก๊าซธรรมชาติ เพื่อคัดแยกองค์ประกอบต่างๆ ออกมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยมีขั้นตอนสำคัญ ดังนี้

  • การกำจัดสารปนเปื้อน: ก๊าซธรรมชาติจากแหล่งผลิตไม่สามารถนำมาใช้งานได้ทันที เนื่องจากยังมีสารที่อาจก่อให้เกิดการกัดกร่อนและส่งผลกระทบต่ออุปกรณ์หรือสิ่งแวดล้อมปะปนอยู่ เช่น สารปรอท (Mercury), ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂), ก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์ (H₂S) รวมถึงความชื้น จึงต้องผ่านกระบวนการกำจัดสิ่งเจือปนก่อนเข้าสู่ขั้นตอนถัดไป
  • การลดอุณหภูมิและความดัน: ก๊าซธรรมชาติที่ผ่านการแยกสิ่งเจือปนแล้ว จะถูกนำไปลดความดันและอุณหภูมิ
  • การกลั่นลำดับส่วน: เป็นขั้นตอนการแยกสารประกอบไฮโดรคาร์บอนแต่ละชนิดออกจากกันโดยอาศัย “จุดเดือดที่แตกต่างกัน” สารที่มีจุดเดือดต่ำกว่าจะระเหยแยกออกมาก่อนตามลำดับ ดังนี้
  • มีเทน (C₁): แยกออกไปใช้เป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า เชื้อเพลิงโรงงาน และรถ NGV
  • อีเทน (C₂) โพรเพน (C₃) และบิวเทน (C₄): แยกออกมาเป็นสารตั้งต้นในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี เพื่อนำไปผลิตเม็ดพลาสติกและผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น บรรจุภัณฑ์อาหาร ขวดน้ำ ถุงพลาสติก อุปกรณ์ทางการแพทย์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ชิ้นส่วนยานยนต์ เสื้อผ้าใยสังเคราะห์ และวัสดุก่อสร้าง
  • โพรเพน (C₃) และบิวเทน (C₄): ผสมกันเป็นก๊าซหุงต้ม (LPG) ใช้ในครัวเรือน เป็นเชื้อเพลิงในรถยนต์ หรือเชื้อเพลิงในโรงงาน
  • ก๊าซโซลีนธรรมชาติ (NGL/C₅+): สารประกอบหนักที่เหลือจะถูกนำไปใช้เป็นส่วนผสมของน้ำมันสำเร็จรูปหรือตัวทำละลาย

ทั้งนี้ การนำก๊าซธรรมชาติเข้าสู่โรงแยกก๊าซธรรมชาติ แทนการส่งตรงไปเผาเป็นเชื้อเพลิง (Bypass Gas) ถือเป็นกลไกสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้ทรัพยากรพลังงานของประเทศ จากเดิมที่การเผาไหม้อาจมีคุณค่าได้เพียงด้านพลังงาน ประเทศไทยสามารถต่อยอดก๊าซธรรมชาติสู่ห่วงโซ่อุตสาหกรรมปิโตรเคมี สร้างมูลค่าเพิ่มได้สูงถึง 10-25 เท่า ก่อให้เกิดการลงทุน การจ้างงาน และเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ พร้อมช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ และเสริมขีดความสามารถการแข่งขันของเศรษฐกิจไทยให้เติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

เบื้องหลังก๊าซธรรมชาติที่ถูกส่งต่อไปยังภาคไฟฟ้า ภาคอุตสาหกรรม และภาคครัวเรือน คือระบบบริหารจัดการพลังงานที่เชื่อมโยงกันตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่การสำรวจและผลิต การขนส่งผ่านระบบท่อ การแยกและแปรสภาพ ไปจนถึงการส่งมอบพลังงานและวัตถุดิบที่ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับระบบเศรษฐกิจของประเทศ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน