ย้อนกลับไปยี่สิบปีที่แล้ว ไม่มีใครมองว่ามัสยิดจะกลายเป็น “แนวหน้า” ของการต่อสู้กับบุหรี่ ไม่มีใครคาดว่ากองทุนซะกาตซึ่งเคยถูกมองเป็นเรื่องของศาสนา จะกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการดูแลสุขภาวะผู้เปราะบางได้กว่า 1,700 ชีวิต และไม่มีใครฝันว่าความร่วมมือระหว่างสถาบันศาสนาอิสลามกับกองทุนสุขภาพจะหยั่งรากลึกจนกลายเป็นระบบ ที่ยืนหยัดมาได้สองทศวรรษ ทว่าวันนี้ทั้งหมดนั้นเกิดขึ้นแล้ว
เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2569 สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับสำนักจุฬาราชมนตรี และสถาบันวะสะฏียะฮ์เพื่อสันติภาพและการพัฒนา ลงนาม MOU พัฒนาสุขภาวะมุสลิมไทยทุกช่วงวัยอย่างยั่งยืน ที่โรงแรมอัล มีรอซ เขตสวนหลวง กรุงเทพฯ ในงานประชุมวิชาการ “การส่งเสริมสุขภาวะมุสลิมในประเทศไทย“ ที่รวบรวมผู้นำศาสนา นักวิชาการ แกนนำชุมชน และอาสาสมัครสุขภาพจากทั่วประเทศมาร่วมเป็นสักขีพยาน

นายอรุณ บุญชม จุฬาราชมนตรี ระบุชัดว่าความร่วมมือครั้งนี้ยึดแนวคิด “วะสะฏียะฮ์วิถี“ หรือทางสายกลางแห่งอิสลาม ซึ่งเป็นกรอบปฏิบัติจริงในการดูแลสุขภาวะให้สมดุลทั้งกาย จิต สังคม และจิตวิญญาณ เป้าหมายสำคัญคือการขับเคลื่อนโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตมุสลิมทุกช่วงวัย ด้วยกระบวนการมีส่วนร่วมและความเป็นเจ้าของสุขภาวะ ให้ชุมชนดูแลตัวเองได้จากภายใน ไม่ใช่รอรับจากภายนอก สิ่งที่จุฬาราชมนตรีเน้นย้ำคือการบูรณาการหลักการศาสนาอิสลามเข้ากับการสร้างเสริมสุขภาวะอย่างแนบแน่น เพราะทั้งสองไม่เคยแยกจากกันในวิถีชีวิตของมุสลิมที่แท้จริง
จุฬาราชมนตรียังย้ำด้วยว่า ในหลักการอิสลามนั้น “ผู้ศรัทธาที่เข้มแข็งย่อมดีกว่าและเป็นที่รักของอัลลอฮ์มากกว่าผู้ศรัทธาที่อ่อนแอ“ ซึ่งความเข้มแข็งในที่นี้ไม่ได้หมายถึงเพียงกล้ามเนื้อหรือร่างกาย แต่ครอบคลุมถึงจิตใจ สังคม และสติปัญญา ศาสนาจึงไม่ได้ขัดกับวิทยาศาสตร์สุขภาพ ตรงกันข้าม มันคือรากฐานที่แข็งแกร่งที่สุดที่จะพาชุมชนมุสลิมไปสู่สุขภาวะที่ยั่งยืน ศาสนายังสอนให้ดำเนินชีวิตด้วยความระมัดระวัง ไม่สร้างความเสียหายให้ตนเอง และหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงที่อาจส่งผลต่อสุขภาพ เพราะสุขภาพที่ดีคือเครื่องมือในการสร้างคุณงามความดี ไม่ใช่สิ่งที่ควรละเลยหรือทำลาย พร้อมยืนยันความพร้อมทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน “เพื่อให้พี่น้องมุสลิมไทยเข้าถึงสิทธิ โอกาส และข้อมูลด้านสุขภาพที่ถูกต้อง สอดคล้องกับหลักการศาสนาและบริบททางวัฒนธรรม“

ตัวเลขที่ออกมาจากปากของ นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุน สสส. บอกเล่าน้ำหนักของงาน 20 ปีได้ดีกว่าคำพูดใดๆ มัสยิดปลอดบุหรี่ 847 แห่ง มัสยิดครบวงจร 232 แห่ง ชุมชนรักษ์สุขภาวะต้นแบบ 48 ชุมชน โรงเรียนผู้สูงอายุมุสลิม 60 แห่ง และภาคีเครือข่ายกว่า 50 แห่งที่มีแกนนำคุ้มครองกลุ่มเปราะบางผ่านกองทุนซะกาตแล้วกว่า 1,700 คน ทั้งหมดนี้เกิดจากการลงพื้นที่จริง เข้าใจบริบทชุมชนจริง และสร้างความไว้วางใจจริงมาตลอดสองทศวรรษ นอกจากนี้ยังมีผลงานสำคัญอย่างการพัฒนาดัชนีความสุขมุสลิมไทยและมาตรฐานอาหารมุสลิมปลอดภัย ซึ่งล้วนเป็นเครื่องมือที่ชุมชนนำไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน
นพ.พงศ์เทพยังชี้ให้เห็นมิติที่น่าสนใจของข้อมูลสุขภาพเชิงพื้นที่ว่า แม้ภาคใต้จะมีอายุขัยเฉลี่ยสูงที่สุดของประเทศ แต่ในบางจังหวัดของสามจังหวัดชายแดนภาคใต้กลับมีตัวเลขต่ำกว่าพื้นที่อื่นในภาค ขณะเดียวกันพื้นที่มุสลิมส่วนใหญ่กลับมีอัตราเมาแล้วขับต่ำกว่าค่าเฉลี่ยประเทศอย่างมีนัยสำคัญ เพราะหลักศาสนาห้ามดื่มสุรา ในภาพรวมของประเทศไทย การเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนเป็นสาเหตุสำคัญ แต่ในชุมชนมุสลิมปัจจัยนี้กลับลดลงอย่างเห็นได้ชัด สิ่งเหล่านี้คือ “ทุนทางสังคม” ที่ซ่อนอยู่ในศรัทธา และ สสส. มองว่านี่คือจุดแข็งที่ต้องหนุนเสริม ไม่ใช่มองข้าม
“MOU ฉบับนี้มุ่ง ยกระดับจากการดำเนินงานรายโครงการสู่การสร้างระบบสนับสนุนสุขภาวะมุสลิมที่เชื่อมโยงทุกภาคส่วนและหน่วยบริการสุขภาพเข้าด้วยกัน โดยชุมชนมุสลิมมีพลังและทุนทางสังคมจากหลักศาสนาที่เข้มแข็ง มีระบบการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน และมีกลไกดูแลผู้เจ็บป่วยอยู่แล้ว สิ่งที่ต้องทำคือเชื่อมพลังเหล่านั้นเข้ากับระบบสุขภาพของประเทศ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ สร้างโอกาสให้ทุกคนเข้าถึงสุขภาวะที่ดีอย่างเท่าเทียม และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง”

ด้าน ศ.ดร.อิศรา ศานติศาสน์ ประธานมูลนิธิสร้างสุขมุสลิมไทย ชี้ว่าปัญหาสุขภาวะของมุสลิมฝังรากในโครงสร้างที่ซับซ้อน ทั้งระบบดอกเบี้ยที่ขัดหลักศาสนา หลักสูตรการศึกษาที่ไม่สอดคล้องกับวิถีมุสลิม ตลอดจนการเข้าถึงอาชีพและอาหารฮาลาลที่ปลอดภัย ล้วนเป็นปัจจัยที่กดทับคุณภาพชีวิ การส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพที่เหมาะสม ทั้งการบริโภคอาหาร การออมและวางแผนการเงิน รวมถึงการปฏิบัติศาสนกิจที่เกื้อหนุนต่อสุขภาวะ จึงเป็นกลไกสำคัญในการลดอุปสรรคและสร้างโอกาสให้มุสลิมทุกกลุ่มมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างเท่าเทียมในสังคมไทย

นายชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ ที่ปรึกษา สสส. ทิ้งท้ายด้วยประโยคที่กินใจ “หากเราออกเดินทางตั้งแต่หัวค่ำ การเดินทางย่อมมีโอกาสบรรลุถึงจุดหมายได้“ สะท้อนเจตนารมณ์ที่จะผลักดันทุกองค์ความรู้และประสบการณ์ที่สั่งสมมายกระดับขึ้นสู่นโยบายสาธารณะด้านสุขภาวะมุสลิมไทยอย่างเป็นรูปธรรม ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา สสส.และภาคีเครือข่ายได้ร่วมกันขับเคลื่อนงานสำคัญหลายด้าน ทั้งการผลักดันให้บริการสุหนัตอยู่ในสิทธิบัตรทอง การออกคำวินิจฉัยทางศาสนาว่าบุหรี่เป็นสิ่งต้องห้ามตามหลักอิสลาม การพัฒนาดัชนีความสุขมุสลิมไทย และการสนับสนุนงานวิจัยที่เชื่อมศาสนากับสุขภาวะอย่างเป็นระบบ ทั้งหมดนี้คือรากที่หยั่งลึกพอจะรองรับการเติบโตครั้งต่อไปได้อย่างมั่นคง และพร้อมแล้วที่จะก้าวสู่บทใหม่ที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม