แม่น้ำโขงแม่น้ำสายหลักของเอเชีย พื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง เป็นทั้งแหล่งน้ำ แหล่งพันธุ์ปลา พันธุ์พืช เป็นแหล่งความมั่นคงทางอาหาร หล่อเลี้ยงวิถีชีวิต และบ่อเกิดประเพณีวัฒนธรรม สิ่งบ่งชี้ความหลากหลายทางชีวภาพของแม่น้ำสากลแห่งนี้ นอกจากปลาน้อยใหญ่กว่าพันชนิดแล้ว ยังมีสัตว์อีกมากมาย ทั้งสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม สัตว์เลื้อยคลาน นก และพันธุ์พืชต่างๆ ความหลากหลายนี้ ส่งผลโดยตรงต่อความอุดมสมบูรณ์ของดิน น้ำ และอากาศ ให้ประโยชน์กับผู้คนที่อาศัยในลุ่มแม่น้ำโขงสืบตลอดมา

ด้วยระยะที่ตั้งของโรงไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรี อยู่ห่างจากปากแม่น้ำโขงก่อนไหลลงสู่ทะเลเป็นระยะทางประมาณ 1,900 กิโลเมตร และมีประชาชนที่ต้องใช้ประโยชน์ส่วนท้ายน้ำ 4 ประเทศ ได้แก่ ลาว ไทย กัมพูชา และเวียดนาม ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจว่า ทันทีที่มีข่าวการสร้างโรงไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรี จึงมีข้อกังวลและข้อห่วงใยจากประเทศท้ายน้ำในเรื่องของจำนวนปลา และการระบายตะกอนที่พัดพามากับน้ำในช่วงน้ำหลาก ที่อาจส่งผลต่อความอุดมสมบูรณ์ของลุ่มน้ำโขง

เนื่องจากโรงไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรี เป็นโครงการโรงไฟฟ้าแห่งแรกบนแม่น้ำโขงตอนล่าง รัฐบาล สปป.ลาว จึงได้ปรึกษาและได้รับคำแนะนำจากคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (Mekong River Commission-MRC) อย่างใกล้ชิด ในประเด็นข้อห่วงใยที่สำคัญ เช่น การพัฒนาระบบทางปลาผ่านแบบผสม และการระบายตะกอน

บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ CKPower ชื่อย่อในตลาดหลักทรัพย์ CKP ในฐานะผู้พัฒนาและบริหารโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรี ได้นำเสนอแผนการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม และแผนการโยกย้ายประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้าง และได้รับการอนุมัติเห็นชอบจาก รัฐบาล สปป.ลาว ก่อนที่จะเริ่มก่อสร้าง

ธนสักก์ ภูมิชัยเวช ผู้จัดการแผนกวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน)

นายธนสักก์ ภูมิชัยเวช ผู้จัดการแผนกวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงการตอบสนองต่อข้อกังวลด้านสิ่งแวดล้อมเรื่องปริมาณของตะกอนท้ายน้ำของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง และประเทศท้ายน้ำว่า โรงไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรี ได้รับการออกแบบตามหลักมาตรฐานสากล โดยทางโครงการฯ นอกจากจะคำนึงถึงการผลิตไฟฟ้าและความปลอดภัยเป็นหลักแล้วแล้ว ยังคำนึงถึงด้านการรักษาความสมดุลของระบบนิเวศในลำน้ำและปริมาณการไหลของกระแสน้ำในแม่น้ำโขงด้วย โดยได้ประยุกต์ใช้หลักวิศวกรรมศาสตร์สากล ในการออกแบบระบบระบายตะกอน ระบบทางปลาผ่าน และระบบการเดินเรือ เพื่อป้องกัน หลีกเลี่ยง และลดผลกระทบทั้งทางด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมให้ได้มากที่สุด

“เพื่อรักษาความหลากหลายของพันธุ์ปลาในแม่น้ำโขง ทางโครงการฯได้นำระบบทางปลาผ่านที่ล้ำสมัยในต่างประเทศมาประยุกต์ให้มีขนาดที่เหมาะสมกับปลาในพื้นที่ สิ่งที่โรงไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรี ให้ความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันก็คือเรื่องของการระบายตะกอน ที่มีผลอย่างมากต่อระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพของแม่น้ำโขง ไม่ว่าจะเป็นกรวด หิน ดิน ทราย ที่มากับน้ำหลาก ซึ่งจะเป็นแหล่งหลบภัย เป็นอาหารของสัตว์น้ำ และแร่ธาตุต่างๆ ที่มากับตะกอนจะไหลไปทับถมกันเป็นปุ๋ยธรรมชาติชั้นดี ให้คุณต่อการเพาะปลูกของผู้คนที่อาศัยตลอดริมฝั่งโขง” ผู้จัดการแผนกวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม CKPower กล่าว และบอกต่อไปว่า

ทีมผู้ออกแบบโรงไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรี ได้ทำการศึกษาเพิ่มเติม เพื่อประเมินปริมาณและลักษณะของตะกอนต่างๆในลำน้ำ เพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐานในการออกแบบโครงสร้างประตูระบายตะกอนที่มีความแข็งแรงสูง และมีลักษณะเฉพาะ ส่งผลให้ตะกอนทุกชนิดทุกขนาดสามารถระบายผ่านโครงสร้างโรงไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรีไปได้ เสมือนว่าไม่มีสิ่งกีดขวาง เปรียบได้กับการไหลของกระแสน้ำตามธรรมธรรมชาติ สอดคล้องกับหลักการของโรงไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรี ที่เป็น โรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบฝายทดน้ำ (Run-of-River)

ภาพมุมสูงของประตูระบายน้ำและตะกอน ตะกอนทั้ง 11 บานเรียงรายตามความกว้างของแม่น้ำโขง

“ความพิเศษของโรงไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรี ที่มีโครงสร้างยาว 820 เมตร บนแม่น้ำโขงตอนล่าง คือส่วนที่เป็นโรงไฟฟ้า หรือ Powerhouse ใช้พื้นที่เพียงครึ่งเดียวของโครงสร้างหลัก คั่นกลางด้วยเกาะกลางน้ำ หรือ Intermediate Block ก่อนจะไปถึงพื้นที่ของ ประตูระบายน้ำ (Spillway) และ ประตูระบายตะกอน (Low Level Outlet) ที่ติดตั้งเรียงรายไว้ทั้งหมด 11 บาน ทำหน้าที่ระบายน้ำได้สูงสุด 47,500 ลูกบาศก์เมตร/วินาที ช่วยลดความรุนแรงจากภัยธรรมชาติและรักษาระดับน้ำเหนือโรงไฟฟ้าไว้ให้คงที่ในระดับ 275 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง เพื่อประโยชน์ของการผลิตไฟฟ้า ขณะเดียวกันก็ทำอีกหน้าที่หนึ่งคือระบายตะกอนผิวน้ำที่ถูกพัดพามากับกระแสน้ำ และตะกอนหนักท้องน้ำ จึงเป็นความมั่นใจว่าโรงไฟฟ้าไซยะบุรีไม่เป็นอุปสรรคต่อการเดินทางของตะกอนจากเหนือน้ำลงสู่ท้องน้ำอย่างแน่นอน”

นายธนสักก์ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า การออกแบบประตูระบายตะกอนทั้ง 11 บาน นอกจากความแข็งแรงแล้ว ยังมีลักษณะเฉพาะคือสามารถระบายตะกอนได้ทั้ง 2 ระดับ แบ่งเป็นประตูระบายตะกอนระดับผิวน้ำ เรียกว่า Surface Gate ขนาด 19×21 เมตร จำนวน 7 บาน เป็นทางพัดพาตะกอนผิวน้ำให้ไหลไปพร้อมน้ำล้นให้ได้อย่างสะดวก ขณะที่ระดับความลึกระดับท้องน้ำได้รับการออกแบบให้มีช่องประตูระบายตะกอนขนาด 12×16 เมตร จำนวน 4 บาน เรียกว่า Low Level Outlet เพื่อระบายน้ำไปพร้อมกับตะกอนขนาดใหญ่ที่มีน้ำหนักบริเวณท้องน้ำให้ผ่านไปได้

นอกจากนี้ บานประตูระบายน้ำยังสามารถปรับระดับความสูงต่ำเพื่อรองรับและควบคุมการระบายน้ำและระบายตะกอนที่มากับแม่น้ำโขงที่ปริมาณแตกต่างกันในแต่ฤดูกาล

บานประตูระบายน้ำสามารถปรับระดับความสูงต่ำเพื่อรองรับและควบคุมการระบายน้ำและระบายตะกอนที่มากับการไหลของน้ำโขง

อย่างไรก็ตาม ด้วยความต่างของระดับเหนือน้ำและท้ายน้ำที่ 30 เมตร การเปิดบานประตูระบายน้ำในช่วงน้ำหลากจะมีความแรงของน้ำสูง ซึ่งมีผลต่อการกัดเซาะตลิ่งท้ายน้ำได้ ดังนั้น ทีมวิศวกรจึงออกแบบโครงสร้างพื้นที่รองรับน้ำและช่วยปรับความแรงน้ำให้กลับมาสู่สภาพใกล้เคียงธรรมชาติ เรียกว่า แอ่งสลายพลังงาน หรือ Stilling Basin

แอ่งสลายพลังงาน ทำหน้าที่รับพลังงานตกกระทบของน้ำที่ปล่อยจากประตูระบายน้ำ (Spillway) ป้องกันไม่ให้กระแสน้ำกระแทกลงสู่ลำน้ำโดยตรง ออกแบบและเพิ่มปริมาตรคอนกรีตให้หนาและสูงขึ้นแทนที่ท้องน้ำ พื้นที่ของอ่างสลายพลังงานมีช่วงโค้งรับแรงของน้ำที่ม้วนตัวอยู่ในอ่างจนลดความแรงลง ก่อนจะกระจายตัวไปรวมกับน้ำท้ายน้ำและไหลลงสู่แม่น้ำโขงโดยไม่กัดเซาะตลิ่ง เป็นการรักษาสภาพตลิ่งช่วงท้ายน้ำให้คงธรรมชาติดั้งเดิมไว้ให้ได้มากที่สุด

น้ำที่ปล่อยจากประตูระบายน้ำ (Spillway) ลงสู่แอ่งสลายพลังงานเพื่อปรับแรงดันน้ำให้ไหลกลับสู่แม่น้ำโดยไม่กัดเซาะตลิ่ง

ทั้งนี้ การดำเนินงานตั้งแต่ก่อนก่อสร้าง ระหว่างก่อสร้าง แม้แต่ภายหลังสิ้นสุดการก่อสร้าง เข้าสู่ช่วงการผลิตไฟฟ้าเชิงพาณิชย์อย่างเป็นทางการแล้ว ทีมวิศวกรสิ่งแวดล้อมของ CKPower ยังคงติดตามข้อมูลของแม่น้ำโขง ทั้งส่วนที่อยู่เหนือโรงไฟฟ้า ไล่ไปสู่ท้ายน้ำของโรงไฟฟ้า เพื่อเปรียบเทียบการระบายตะกอนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจได้ว่า โรงไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรี ให้ความสำคัญกับการผลิตไฟฟ้าอย่างยั่งยืนโดยมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด

จากการรวบรวมความก้าวหน้าทางวิศวกรรมทุกแขนง พร้อมที่ปรึกษาจากบริษัทชั้นนำทั่วโลก ออกแบบและคัดสรรเทคโนโลยี มีระบบทางปลาผ่านที่สมบูรณ์แบบที่สุดในปัจจุบัน โครงสร้างประตูระบายน้ำล้นที่ทำหน้าที่เป็นประตูระบายตะกอนทั้ง 11 บาน ออกแบบเพื่อรองรับการระบายน้ำและตะกอนขนาดต่างๆ ในระดับความลึกแตกต่างกัน มีทางสัญจรเรือที่ทันสมัย โดยมีเป้าหมายเพื่อเป็นต้นแบบ “โรงไฟฟ้าล่องหน” เสมือนว่าไม่มีโครงสร้าง ตาม Transparent Power Plant Concept

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน