Khaosod
Online

วันอังคาร ที่ 22 ก.ย. 2563

เมื่อ “โรงไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรี” มาถึง จึงมีเรื่องเล่าของคนลุ่มน้ำโขง

16 ก.ย. 2563 - 00:00 น.

รัฐบาลสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) ได้วางยุทธศาสตร์แผนพัฒนาเมืองอย่างชัดเจนว่าต้องการเป็นประเทศที่หลุดพ้นจากความจน โดยมีเป้าหมายรายได้ครัวเรือนต่อปีต้องไม่น้อยกว่า 1,800 เหรียญสหรัฐอเมริกา หรือ 15 ล้านกีบต่อครัวเรือน ซึ่งสปป.ลาวนำจุดเด่นจากการมีศักยภาพทางภูมิประเทศและทรัพยากรน้ำ ผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อใช้ภายในประเทศและขายให้กับเพื่อนบ้าน จึงพิจารณาการก่อสร้างโรงไฟฟ้าจากพลังน้ำ หนึ่งในปัจจัยการสร้างสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน เพื่อรองรับการพัฒนาประเทศด้านอุตสาหกรรม ส่งเสริมเศรษฐกิจของสปป.ลาวให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง

การมาของโรงไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรี สอดคล้องกับแผนพัฒนาเมืองของรัฐบาล สปป.ลาว แบบพอดิบพอดี และด้วยจุดเด่นของโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบน้ำไหลผ่าน หรือ Run-of-River ที่ไม่มีอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ จึงมีชุมชนที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำโขงระหว่างแขวงไซยะบุรี และแขวงหลวงพระบางได้รับผลกระทบจากการก่อสร้าง ต้องโยกย้าย-หยับย้าย (การขยับย้ายไปในพื้นที่สูงขึ้น) จำนวนเพียงแค่ 3,000 คน ไปสู่ที่ดินจัดสรรโดยผู้พัฒนาโรงไฟฟ้า ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐบาล สปป.ลาว

สิ่งที่ CKPower ผู้พัฒนาและบริหารโรงไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรี ยึดมั่น ก็คือการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนที่อยู่รอบโรงไฟฟ้าให้มีความเป็นอยู่ที่ดี มีความสุข จึงดำเนินการแผนโยกย้ายและฟื้นฟูความเป็นอยู่ (Resettlement Action Plan-RAP) ตามนโยบายของ สปป.ลาว ขณะที่การโยกย้ายและหยับย้ายอยู่ในความดูแลของ บริษัท พอนสะหวัน จำกัด เป็นผู้รับผิดชอบดูแลและพัฒนาชุมชนภายใต้แผนการโยกย้ายและฟื้นฟูคุณภาพชีวิต โดยประสานความร่วมมือกับหน่วยงานคุ้มครองการโยกย้ายจัดสรร ซึ่งเป็นผู้แทนรัฐบาล สปป.ลาว ที่ร่วมกันทำงานอย่างใกล้ชิด

ลักษณะที่อยู่อาศัยและบรรยากาศในบ้านท่าเดื่อ แขวงไซยะบุรี สปป.ลาว
หนึ่งในหมู่บ้านหยับย้ายที่ได้รับการฟื้นฟู

การวางแผนดำเนินการโยกย้ายมีขึ้นตั้งแต่เริ่มการก่อสร้าง ในปี พ.ศ. 2553 เป็นต้นมา โดยผู้แทนรัฐบาล สปป.ลาว ได้ลงมาให้ข้อมูลและทำความเข้าใจเบื้องต้นแก่ประชาชน ในช่วงก่อนก่อสร้าง เกี่ยวกับผลได้-ผลเสีย รวมถึงการชดเชยทรัพย์สิน พร้อมกับการหารือและรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในท้องถิ่น จนเกิดความเข้าใจและเต็มใจย้ายที่อยู่ในที่สุด

จากนั้นจึงจัดสร้างสาธารณูปโภคที่จำเป็นต่อการดำรงชีพสำหรับพื้นที่โยกย้ายจัดสรรอย่างครบครัน ทุกครัวเรือนจะได้รับที่ดินจัดสรรและสร้างบ้านให้ 1 หลัง ในเนื้อที่ประมาณ 600 ตารางเมตร และที่ทำกินอย่างเหมาะสมเท่าเทียม มีถนน วัด โรงเรียน สถานีอนามัย ศูนย์พัฒนาอาชีพ ครอบคลุมความเป็นอยู่ในทุกด้าน

เมื่อทุกอย่างมีความพร้อมการโยกย้ายหมู่บ้านแรกจึงเริ่มขึ้น ในปี พ.ศ. 2555 และทยอยย้ายหมู่บ้านอื่นๆ ตามการจัดกลุ่มหมู่บ้านที่ได้รับผลกระทบซึ่งแบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม ด้วยกัน

กลุ่ม 1 โยกย้ายถิ่นฐานทั้งหมด จะเป็นหมู่บ้านที่มีที่ตั้งอยู่ใกล้พื้นที่ก่อสร้างโรงไฟฟ้า และหมู่บ้านที่ได้รับผลกระทบจากระดับน้ำเอ่อตลิ่ง

กลุ่ม 2 เป็นหมู่บ้านที่มีบ้านประชาชนจำนวนหนึ่งต้องถูกขยับย้ายบางส่วน เพราะอยู่ต่ำกว่าระดับตลิ่ง หมู่บ้านกลุ่มนี้ได้รับผลกระทบไม่มากนัก ทำมาหากินได้ ฉะนั้นจึงเรียกว่า “หยับย้าย” คือขยับบ้านจากที่ลุ่มขึ้นมาให้พ้นเขตน้ำเอ่อตลิ่ง โดยยังได้รับการชดเชยและได้รับการดูแลตามแผนการฟื้นฟูคุณภาพชีวิต

กลุ่ม 3 ไม่ได้โยกย้ายหรือหยับย้ายที่อยู่อาศัย แต่พื้นที่ทำกิน (พื้นที่ทำการเกษตร) ถูกกระทบจากการยกระดับน้ำ จะได้รับการจัดสรรที่ทำกินให้ใหม่

กลุ่ม 4 ได้รับผลกระทบเล็กน้อยในช่วงการก่อสร้าง เช่น เสียง ฝุ่น ถนนชำรุด ทางโรงไฟฟ้าเข้าไปดูแลแก้ปัญหาต่างๆ ให้ตามความจำเป็น

ทั้งนี้ การช่วยเหลือ แบ่งเป็น 3-4 ระยะ โดยระยะแรกคือการทดแทนและชดเชยทรัพย์สินของชาวบ้านตามอัตราที่กำหนดโดยรัฐบาล สปป.ลาว หลังจากนั้นจะมีการก่อสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานดูแลประชาชนในช่วงเปลี่ยนผ่านระหว่างที่รอให้ทุกอย่างเข้าที่เข้าทาง ภาษาลาวเรียกว่า “ลุกใหม่ นั่งใหม่” โดยเข้าไปดูแลเลี้ยงดูเป็นเวลา 1 ปี ให้ประชาชนได้ใช้น้ำสะอาด ใช้ไฟฟ้า และได้รับเงินช่วยเหลือเป็นค่าใช้จ่ายด้านอาหาร ระยะต่อมาจะฟื้นฟูอาชีพทั้งระยะสั้นและระยะยาว นอกจากนี้ยังมีการสำรวจความต้องการของประชาชนด้านอาชีพเพื่อสร้างรายได้และทำการฝึกอบรมอาชีพ พร้อมทั้งให้วัสดุและอุปกรณ์เพื่อการประกอบอาชีพนั้นๆ

บ้านนาตอใหญ่ ต้นแบบหมู่บ้านหลุดพ้นเส้นความจน

หมู่บ้านแรกที่ได้รับการจัดสรรและโยกย้ายคือบ้านห้วยซุย ซึ่งเดิมอยู่ห่างไกลจากตัวเมือง 35 กิโลเมตร ไม่มีถนนตัดถึง ในปี พ.ศ.2555 ได้ย้ายมาตั้งหมู่บ้านใหม่อยู่ใกล้เมืองไซยะบุรีเพียง 4 กิโลเมตร ในชื่อ “บ้านนาตอใหญ่” ที่นี่เป็นเหมือนต้นแบบของหมู่บ้านโยกย้าย ทั้งด้านการส่งเสริมอาชีพ การปูพื้นฐานสาธารณูปโภค การเริ่มต้นสร้างอาชีพโดยมีพื้นฐานจากภูมิปัญญาดั้งเดิม ผนวกกับองค์ความรู้ใหม่ที่ภาครัฐเพิ่มเติมให้ ทำให้ชาวบ้านนาตอใหญ่มีรายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือนมากกว่า 15 ล้านกีบต่อปี เป็นต้นแบบให้กับหมู่บ้านจัดสรรโยกย้ายแห่งอื่นๆ ซึ่งผลิตภัณฑ์ที่สร้างรายได้ให้ชาวบ้าน เช่น ต้มเหล้า เลี้ยงหมูดำ ทำส้มปลา และตำหูก (ทอผ้า) ยางพารา เป็นต้น

บ้านท่าเดื่อ ชุมชนหัวน้ำ ว่าที่จุดจอดเรือท่องเที่ยวใหม่

หมู่บ้านที่อยู่เหนือโรงไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรี ที่อยู่ในกลุ่มหยับย้าย อย่างเช่น “หมู่บ้านท่าเดื่อ” เป็นหมู่บ้านที่มีจุดเด่นเรื่องการท่องเที่ยว ด้วยภูมิประเทศที่มีน้ำตกตาดเจ้า มีความอุดมสมบูรณ์ของป่าและน้ำ รวมถึงมีจุดชมวิวเป็นสะพานข้ามแม่น้ำโขง อีกทั้งไม่ไกลจากเมืองหลวงพระบางมากนัก และจุดแข็งของคนพื้นที่ซึ่งมีหัวใจบริการ ทำให้บ้านท่าเดื่อเป็นหนึ่งจุดยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาไปสู่การเป็นแหล่งท่องเที่ยวและจุดจอดเรือในอนาคต

อาชีพเลี้ยงปลาและกบในกระชัง อาชีพใหม่ที่ได้รับการส่งเสริมภายหลังการหยับย้าย

ดังนั้น เมื่อมีการขยับย้ายบ้านเรือนบางส่วนไปสู่ที่สูง รัฐบาลสปป.ลาวร่วมกับเจ้าหน้าที่จากบริษัท พอนสะหวัน จำกัด ส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปส่งเสริมอาชีพ โดยได้ทำการปรับปรุงเส้นทางเข้าหมู่บ้านให้เอื้อต่อการเป็นแหล่งท่องเที่ยว ส่งเสริมให้เกิดอาชีพขับรถรับจ้าง เสริมสวย ตัดเย็บ และอาชีพเลี้ยงปลาและกบในกระชัง สนับสนุนให้มีการสร้างเรือนแพ และการกสิกรรมอื่นๆ เช่น เพาะเห็ด ปลูกมะนาว และเลี้ยงสัตว์ โดยยังคงความสวยงามของประเพณีวัฒนธรรมไว้อย่างเหนียวแน่น

ไม่เพียงแต่สร้างบันทึกหน้าใหม่ของงานวิศวกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมบนแม่น้ำโขงตอนล่าง แต่การมาถึงของโรงไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรี แห่งนี้ ยังเป็นจุดเริ่มต้นของแสงสว่าง พลังงานไฟฟ้าของคนไทย และความอยู่ดีกินดีของพี่น้องชาว สปป.ลาว ด้วย

line-qr

เกาะติดข่าวสำคัญ

กดติดตาม "ข่าวสด"

single-line

ติดตามข่าวสด


ข่าวเด่นประจำวัน













ภาพที่



อัลบั้มภาพ เมื่อ “โรงไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรี” มาถึง จึงมีเรื่องเล่าของคนลุ่มน้ำโขง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง