ปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา จ.ยะลา ประกาศชัยชนะ “70 วัน ยะลาปลอดโควิด ชีวิตปลอดภัย” หลังไม่พบผู้ติดเชื้อโควิด-19 เป็นเวลา 70 วันแล้ว ทั้งที่ก่อนหน้านี้เกิดวิกฤตเฉพาะที่อำเภอบันนังสตา พบผู้ป่วยมากที่สุด 83 รายและต้องปิดโรงพยาบาลเป็นที่แรก
ผ่านวิกฤตดังกล่าวมาได้ ต้องยกความดีความชอบให้พ่อเมืองยะลา นายชัยสิทธิ์ พานิชพงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา ที่ถอดบทเรียนความร่วมมือของทุกภาคส่วน และสานต่อมาตรการเชิงรุกในการป้องกันอย่างเข้มข้น พร้อมแถลงข่าวการฟื้นฟูและเรียกความเชื่อมั่นให้การท่องเที่ยวในจ.ยะลากลับคืนมา ซึ่งเกิดจากความร่วมมือของส่วนราชการและประชาชนที่เข้มแข็งในการปฏิบัติตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และ พ.ร.บ.ควบคุมโรค มีการสวมหน้ากากอนามัย และตั้งจุดคัดกรองเข้ม ซึ่งจะทำอย่างต่อเนื่องโดยการ์ดไม่ตก

หลังจากผ่านพ้นมรสุมแล้ว สิ่งที่ผู้ว่าฯ เมืองยะลาเร่งสั่งการคือเรื่องการฟื้นฟูจังหวัด ทั้งด้านเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว เพื่อดึงเม็ดเงินจากนักท่องเที่ยวที่เข้ามาจับจ่ายใช้สอยในจังหวัดยะลาให้มากที่สุด จึงเป็นที่มาของนโยบายการฟื้นฟูฯ ดังกล่าว โดยแบ่งออกเป็น 3 ด้านใหญ่ๆ คือ สมาร์ทซิตี้ ด้านการท่องเที่ยว และด้านธุรกิจผลไม้
“รายได้การท่องเที่ยวในจังหวัดติดลบ 99% ส่งผลกระทบต่อรายได้ภาคการท่องเที่ยวของจังหวัด ดังนั้น จึงกำหนดแนวทางการฟื้นฟูเศรษฐกิจภายหลังสถานการณ์โควิด-19 ภาคการท่องเที่ยวและบริการ ดังนี้ มุ่งเน้นการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ อุตสาหกรรมการให้บริการ และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ รวมถึงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการให้บริการ ฝึกอบรม และพัฒนาผู้ประกอบการ ตลอดจนพัฒนาฝีมือแรงงานในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมการให้บริการให้มีความพร้อมในการบริการ และจะพัฒนาสินค้าและบริการ โดยเชื่อมโยงการท่องเที่ยวกับการเกษตร สินค้าโอทอป ท่องเที่ยวชุมชน และบริการที่เกี่ยวเนื่องบนแนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์” นายชัยสิทธิ์ กล่าว

- ปักหมุดแหล่งท่องเที่ยว ‘ใต้สุดสยาม เมืองงามชายแดน’
ยะลาได้ชื่อว่าเป็นจังหวัดที่มีผังเมืองสวยงามที่สุดในประเทศไทย และได้อันดับที่ 23 ของโลก ด้วยเอกลักษณ์ที่โดดเด่น ส่วนหนึ่งเป็นโครงข่ายใยแมงมุมมีวงเวียนซ้อนกัน 3 วง คล้ายกับกรุงปารีสประเทศฝรั่งเศส อีกส่วนหนึ่งตัดกันเป็นตารางหมากรุก คล้ายกับนครลอสแอลเจลิส ประเทศสหรัฐอเมริกา และเมืองยะลาถือว่าเป็นนครแห่งสวน ที่มีสวนสาธารณะและพื้นที่สีเขียวกระจายทั่วทั้งเมือง


สถานที่สำคัญทางวัฒนธรรมที่มาเยือนยะลาแล้วต้องห้ามพลาดคือ ศาลหลักเมืองยะลา วัดคูหาภิมุข หรือวัดหน้าถ้ำ เป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์ศรีวิชัยสถานที่เก็บวัตถุโบราญล้ำค่า, มัสยิดกลางจังหวัดยะลา มัสยิดใหญ่ประจำจ.ยะลา และศาลเจ้าแม่ลิ้มก่อเหนี่ยว สถานที่เคารพนับถือของประชาชนและนักท่องเที่ยวชาวจีนจำนวนมาก

นอกจากนี้เมืองยะลายังมี“สตรีทอาร์ต” สถานที่ดึงดูดคนรุ่นใหม่ ภาพวาดบนฝาผนังของตึก ย่านเมืองเก่า ที่เรียกว่า “เสพศิลป์ ถิ่นบินหลา” นำเสนอเรื่องราวความรักที่อบอุ่น ความหลากหลายทางวัฒนธรรม รวมไปถึงสัญลักษณ์ต่างๆ ที่เกี่ยวกับจังหวัดชายแดนใต้ สร้างสีสันลดภาพความรุนแรงให้กับเมืองยะลาได้เป็นอย่างดี
- ‘สมาร์ทซิตี้’ ชูจุดเด่นนครแห่งสวนผ่านเทคโนโลยีอัจฉริยะ
สมาร์ทซิตี้ หรือ เมืองอัจฉริยะ ซึ่งยะลาคือเมืองที่ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ทันสมัยอย่างชาญฉลาด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการให้บริการ และการบริหารจัดการเมือง ลดค่าใช้จ่าย และการใช้ทรัพยากรของเมืองและประชากรเป้าหมาย โดยเน้นการออกแบบที่ดี เพื่อทำให้เมืองกลับมามีชีวิตชีวา ส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจ สร้างภาพลักษณ์ที่ดีและน่าจดจำ ให้ประชาชนในเมืองมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีความสุขอย่างยั่งยืน
โดยครั้งนี้มีการพัฒนาแอปพลิเคชันเพื่อเป็นช่องทางเชื่อมต่อกับประชาชนในการสื่อสาร อำนวยความสะดวก พัฒนาคุณภาพชีวิต และจัดเก็บฐานข้อมูลดิจิทัลของเมืองผ่านแอปพลิเคชันเดียว รองรับการเป็นเมืองอัจฉริยะแบบครบวงจร เช่น ระบบบริหารจัดการขยะอัจฉริยะ พัฒนาระบบสนับสนุนการช่วยเหลือฉุกเฉินอัจฉริยะ ระบบบริหารจัดการกล้องวงจรปิดแบบบูรณาการ กำหนดจุดตรวจจับอัตลักษณ์รถยนต์/บุคคล ระบบไฟฟ้าอัจฉริยะ และระบบเสาไฟอัจฉริยะ เพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในเขตเมืองของประชาชน
ทั้งนี้ ได้มีการริเริ่มโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานขยะ ลดปริมาณขยะที่ต้องกำจัด และนำขยะไปเป็นทรัพยากรผลิตกระแสไฟฟ้าหล่อเลี้ยงเมืองด้วยเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพ และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งขณะนี้กำลังดำเนินโครงการการออกแบบพื้นที่เมืองให้ได้ประโยชน์สูงสุดแบบผสมผสาน เพื่อที่อยู่อาศัย การพาณิชย์ และพื้นที่สีเขียวสาธารณะ เพื่อของรับการขยายตัวของพื้นที่สีเขียวควบคู่กับการพัฒนาความสามารถทางเศรษฐกิจ ฟื้นฟูบทบาทการเป็นพื้นที่ศูนย์กลางเศรษฐกิจในตลาดยุคดิจิทัล รวมถึงพัฒนาระบบสาธารณูปโภคทางเศรษฐกิจของเมืองให้พร้อมรองรับการเข้ามาของธุรกิจสตาร์ทอัพ และสิ่งที่สำคัญคือการพัฒนาระบบงานหาคน คนหางาน จับคู่ผู้ประกอบการและลูกจ้าง เสริมตัวป้อนด้านทรัพยากรมนุษย์ สร้างศักยภาพการแข่งขันให้กับธุรกิจในพื้นที่ คนมีงานทำ มีรายได้ สามารถเลี้ยงชีพตนเองและครอบครัวได้อย่างยั่งยืน

- ผลไม้เกรดส่งออก ทำเลทองเพาะปลูก
ยะลานับว่าเป็นจังหวัดเดียวในภาคใต้ ที่มีพื้นที่ไม่ติดทะเล ส่วนใหญ่เป็นป่าเขาที่อุดมสมบูรณ์ เป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำปัตตานี และมีทะเลสาบเหนือเขื่อนบางลาง ทำให้ยะลามีน้ำดี ดินดี และอากาศดี เหมาะสมเป็นพื้นที่เกษตรกรรมที่มีการปลูกไม้ผลมีชื่อหลายชนิด
ส้มโชกุนยะลา ยอมรับกันว่าเป็นส้มที่มีรสชาติอร่อย หอมหวาน และเป็นที่ต้องการของตลาด แม้จะมีการนำต้นส้มโชกุนไปปลูกจังหวัดอื่นๆ ก็มีรสชาติไม่เหมือนปลูกที่ยะลา กล้วยหินก็เช่นเดียวกัน เป็นเอกลักษณ์ของยะลา เนื่องจากเป็นกล้วยพื้นเมืองเนื้อแข็งและเมื่อสุกรสชาติจะอร่อย ได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์จากกรมทรัพย์สินทางปัญญา ลองกอง เป็นลองกองที่ได้ชื่อว่ามีความหอมหวานเป็นพิเศษ แต่ยังไม่เท่าทุเรียนของจ.ยะลา เนื่องจากยะลามีสภาพป่าและหุบเขา จึงเป็นแหล่งปลูกทุเรียนผืนใหญ่ ครอบคลุมพื้นที่อำเภอเบตง ธารโต บันนังสตา กรงปีนัง ซึ่งเป็นแหล่งบ่มเพาะความ

อร่อยด้วยธรรมชาติ ปราศจากสารเคมี ทำให้ทุเรียนยะลามีเนื้อแห้ง เหนียวนุ่ม รสชาติอร่อย กระทั่งได้รับฉายาว่าทุเรียน “สะเด็ดน้ำ” ปัจจุบันมีพันธุ์หมอนทอง ชะนี ก้านยาว พวงมณี มูซานคิง และหนามดำหรือโอฉี
นอกจากผลไม้ที่ได้กล่าวมาข้างต้นแล้ว ยะลายังมีผลไม้พื้นเมืองเฉพาะถิ่น เช่น ลังแข จำปูริ่ง ละไม ฯลฯ ซึ่งเป็นผลไม้หายาก กลายเป็นที่ต้องการของคนรุ่นใหม่ ดังนั้นจ.ยะลาจึงได้ชื่อว่าเป็นเมืองแห่งผลไม้อร่อย และหากเป็นคนที่ชอบทานผลไม้ไม่ควรพลาด “มหกรรมผลไม้แลของดีเมืองยะลา” ซึ่งจะจัดในช่วงเดือนสิงหาคมของทุกปี
ยะลาวันนี้ จึงเป็นหมุดหมายใหม่ของการเดินทาง ภายใต้การใช้ชีวิตวิถีใหม่ หรือ ‘นิว นอร์มอล’
