จากข้อมูลรายงานจับตาทิศทางสุขภาพคนไทยปี 2563 (ThaiHealth Watch) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ในประเด็นสุขภาพเด็กและเยาวชน พบว่าหัวข้อที่มาแรงคือการเสพติดออนไลน์ ภัยคุกคามออนไลน์ และการติดเกม สอดคล้องกับข้อมูลจากสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ ที่พบว่า เด็กและเยาวชนไทยใช้ชีวิตอยู่หน้าจอมากกว่าสถิติโลก คือ 35 ชม./สัปดาห์ ซึ่งปกติไม่ควรเกิน 16 ชม./สัปดาห์ จากการสำรวจเด็กวัย 6-18 ปี จำนวนกว่า 15,000 คน พบว่า ร้อยละ 61 มีพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการติดเกมออนไลน์เพราะเล่นเกมมากกว่า 3 ชม./วัน และจากเกมออนไลน์จะนำพาเด็กและเยาวชนไปสู่ความเสี่ยงอื่นๆ อย่างการพนัน ความรุนแรง

นางสาวณัฐยา บุญภักดี ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะเด็ก เยาวชน และครอบครัว สสส. กล่าวว่า มีการเก็บผลการศึกษาพบว่า ปัญหาลูกติดมือถือเป็น 1 ใน 10 ปัญหาที่พ่อแม่กังวลและอยากแก้ไขมากที่สุด ซึ่งแนวทางแก้ปัญหาหนึ่งคือ การสร้างความเข็มแข็งอบอุ่นให้แก่ครอบครัวมีสัมพันธภาพที่ดีไม่ห่างเหิน มีเวลาคุณภาพร่วมกัน สสส.จึงร่วมกับบริษัท ทูลมอโร จำกัด(Toolmorrow) ผู้เชี่ยวชาญด้านการทำสื่อออนไลน์ เปิดตัวโครงการ “คุณเปลี่ยน ลูกเปลี่ยน” ชวนพ่อแม่ที่มีปัญหา “ลูกติดมือถือ” เข้าร่วมอบรมออนไลน์สร้างสมดุลใช้มือถือในเด็กแต่ละช่วงวัย หลังจากในปี 2562 ได้พัฒนานวัตกรรมเพื่อส่งเสริมศักยภาพด้านการสื่อสารผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ สำหรับผู้ปกครองจนเกิดรายการ “รอลูกเลิกเรียน” และประสบความสำเร็จมาแล้ว โดยในปีนี้ได้ร่วมกับภาคีเครือข่าย ได้แก่ สถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข คณะจิตเวชศาสตร์เด็กและวัยรุ่น ศิริราชพยาบาล คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, วิทยาลัยนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีและวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ช่วยสร้างความเข้าใจและหาแนวทางในการแก้พฤติกรรมติดการใช้ผ่านวิธีการที่เหมาะสม

“เยาวชนยุคนี้ เป็นชาวดิจิทัลโดยกำเนิด (Digital Native) โตมากับคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ และอินเทอร์เน็ต ทั้งเพื่อความบันเทิงและเพื่อการเรียนรู้ ไม่ว่าจะเป็นการเล่นเกม ทำการบ้าน ค้นหาข้อมูลสินค้า และกิจกรรม ติดต่อสื่อสารกับสังคมโดยรอบผ่านโซเชียลมีเดียต่างๆ จึงถือเป็นความท้าทายของผู้ปกครองในปัจจุบัน ที่จะสอนให้เด็กๆ รู้จักการสร้างสมดุลในเรื่องของการใช้อุปกรณ์จอใสเหล่านี้” นางสาวณัฐยา กล่าว

ด้านพญ.วิมลรัตน์ วันเพ็ญ รองผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ กรมสุขภาพจิต กล่าวว่า ผู้ปกครองที่พาลูกมาหาหมอ ปัญหาพฤติกรรมเกือบ 100% จะพบมีสาเหตุมาจากลูกติดมือถือ ซึ่งวิธีสังเกตอาการว่าลูกติดมือถือหรือไม่ มี 3 ข้อ ดังนี้ 1. ควบคุมตนเองไม่ได้ อยากเล่นมือถือตลอดเวลา 2. การจัดลำดับความสำคัญ เช่น ถ้าเด็กที่ติดเกมจะให้ความสำคัญต่อเกมมากกว่าการเรียน หรือกิจกรรมอื่นๆ ภายในบ้าน และ3. รู้ว่ามีผลกระทบแต่ก็ยังทำต่อ เล่นต่อ ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวอาจจะใช้ระยะเวลาเป็นปีต่อเนื่อง ดังนั้น พ่อแม่จะต้องหาทางแก้ปัญหาอย่างเข้าใจและเหมาะสมเพื่อลดผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของลูก ในกรณีที่รุนแรงเด็กมีแนวโน้มจะทำลายข้าวของ ทะเลาะกับพ่อแม่ หลับกลางวัน ตื่นกลางคืน ไม่กินอาหาร หรือกินมากเกินไป ส่งผลต่อสุขภาพอาจขาดสารอาหารหรือมีภาวะอ้วนได้

รศ.นพ.ศิริไชย หงษ์สงวนศรี อาจารย์สาขาจิตเวชศาสตร์เด็กและวัยรุ่น คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า ปัจจุบันมีแนวโน้มที่เด็กจะอยู่ติดหน้าจอมากขึ้นมากถึง 6-7 ชั่วโมงต่อวัน และจากผลสำรวจมีเด็ก 20-30% ของเด็กและเยาวชนเข้าข่ายติดมือถือ สำหรับการป้องกันในทางการแพทย์แนะนำว่า ในเด็กเล็กทีมีอายุต่ำกว่า 2 ปี ไม่ควรให้เด็กอยู่กับหน้าจอ เด็กควรจะอยู่กับพ่อแม่เพื่อให้การเติบโตเป็นไปตามพัฒนาการ ปูพื้นฐานสุขภาพจิตและบุคลิกภาพที่ดี ,อายุ 2-6 ปี สามารถอยู่หน้าจอได้ไม่เกินวันละ 1-2 ชั่วโมงและต้องอยู่ในความดูแลของผู้ปกครอง และถ้าอายุมากกว่า 6 ปี สามารถอยู่หน้าจอได้เท่าที่จำเป็นเพื่อการเข้าถึงข้อมูล และต้องมีการจำกัดการใช้

“คำพูดของพ่อแม่มีความสำคัญกับการสร้างสัมพันธ์ที่ดีกับลูกจะต้องเริ่มจากสิ่งที่เป็นบวก ในวัยรุ่นเราห้ามไม่ได้ต้องใช้การคุมเวลา พ่อแม่ต้องพูดคุยกับลูกแบบประคับประคองโดยไม่ใช้อารมณ์ มองหาจุดบวกของลูกหมั่นสังเกตว่าลูกชอบอะไร หรือทำอะไรได้ดี จากนั้นดึงเขาออกมาจากโทรศัพท์ ค่อยๆ ชวนลูกทำกิจกรรมที่ลูกอยากทำ และควบคุมเวลาการใช้มือถืออย่างเหมาะสม โดยอยู่บนพื้นฐานความเชื่อใจ ซึ่งโครงการคุณเปลี่ยน ลูกเปลี่ยน จะช่วยเพิ่มทักษะการสื่อสารให้กับพ่อแม่ได้ดี” รศ.นพ.ศิริไชย กล่าว

นายสุรเสกข์ ยุทธิวัฒน์ ผู้ก่อตั้งบริษัท ทูลมอโร จำกัด กล่าวว่า ระบบการเรียนรู้ออนไลน์ คุณเปลี่ยนลูกเปลี่ยน สามารถรองรับการอบรมได้ถึง 600 คน วัตถุประสงค์เพื่อให้มีทักษะความรู้ความเข้าใจ เทคนิควิธีการสื่อสารกันในครอบครัว เกิดความอยากที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะประเด็นการใช้โทรศัพท์มือถือ สร้างแรงบันดาลใจผ่านรายการไลฟ์สตรีม (Livestream) ที่แสดงให้เห็นว่าวิธีการสื่อสารที่ใช้แก้ปัญหานั้นไม่ยุ่งยาก ไม่ซับซ้อนและสามารถนำไปใช้ได้จริง พร้อมอบรมส่งเสริมทักษะด้านการสื่อสารออนไลน์ (Self-Help Group) ออกแบบหลักสูตรฝึกอบรมเรื่องทักษะการสื่อสารภายในครอบครัวผ่านการเรียนรู้ในรูปแบบออนไลน์ (กรุ๊ปไลน์) เป็นเวลา 9 วัน วันละ 1 ชั่วโมง ได้แก่ คอร์สสำหรับผู้ปกครองเด็กปฐมวัย (แรกเกิด – 6 ปี) คอร์สสำหรับผู้ปกครองที่ดูแลเด็กประถม (7 – 12 ปี) คอร์สสำหรับผู้ปกครองที่ดูแลเด็กวัยรุ่น (13 – 18 ปี) โดยได้รับความร่วมมือจากมูลนิธิเครือข่ายครอบครัว และผู้เชี่ยวชาญด้านพฤติกรรมเด็กและครอบครัว ผู้สนใจสามารถติดตามรับชมและเข้าร่วมโครงการได้ที่เพจทูลมอโร (Toolmorrow)


ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน