“ความถูกต้อง จะต้องมาก่อนความถูกใจ ทำซะก่อนตาย ตายเดี๋ยวไม่ได้ทำ”

อุดมการณ์อันแน่วแน่ของชาวบ้านธรรมดาคนหนึ่งที่เดินหน้าทวงคืนความถูกต้องให้ส่วนรวมมานานถึง 20 ปี ท่ามกลางสถานการณ์ที่ใครต่อใครต่างเพิกเฉยและมุ่งหาประโยชน์ใส่ตน จนทำให้วันนี้สามารถทวงคืนพื้นที่ธรรมชาติอันเป็นพื้นที่สาธารณะของชุมชนได้แล้วกว่า 600 ไร่

เปิดตำนานการต่อสู้เพื่อความถูกต้อง ณ บึงวงฆ้อง พื้นที่ชุ่มน้ำสาธารณะกว่า 1,000 ไร่ ในตำบลห้วยงู อำเภอหันคา จังหวัดชัยนาท กับ “เฉลียว ยันสาด” ผู้ยึดมั่นในความถูกต้องเหนือสิ่งอื่นใด จนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหม่ ที่สร้างแรงบันดาลใจให้ใครหลายคนลุกขึ้นสู้ในกระบวนการยุติธรรม

ก้าวแรกของตำนาน

ขึ้นชื่อว่า “พื้นที่สาธารณะ” เราต่างรู้กันดีว่าเป็นพื้นที่ส่วนกลางที่มีไว้ให้คนในชุมชนได้ใช้ประโยชน์ร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นการดำรงชีวิตประจำวัน หรือประกอบอาชีพก็ตาม ยิ่งเป็นพื้นที่ทางธรรมชาติแล้วนั้น ยิ่งสำคัญ เพราะสร้างประโยชน์ได้อย่างไม่รู้จบ ทั้งเป็นแหล่งอาหาร แหล่งน้ำทางการเกษตรและการประมง ใครคนใดคนหนึ่งจะมายึดครองเป็นของตนไม่ได้ แต่เมื่อกาลเวลาผ่านเลยไป คนรุ่นเก่าเริ่มโยกย้ายถิ่นฐาน หรือล้มหายตายจาก พื้นที่สาธารณะบางส่วนได้ตกไปอยู่ในมือของกลุ่มนายทุน หรือประชาชนที่บุกรุก ทำให้ประโยชน์ที่เดิมทีต้องเป็นของคนหมู่มาก กลับกลายเป็นประโยชน์เฉพาะกลุ่ม ส่งผลกระทบต่อคนรุ่นใหม่ที่ต้องใช้ชีวิตต่อจากนี้

ทำให้ เฉลียว ยันสาด มุ่งมั่นที่จะสู้ต่อ แม้เส้นทางครั้งนี้จะไม่ได้ง่ายดาย โดยเจ้าตัวเผยถึงที่มาของการทวงคืนอันแสนยาวนานนี้ว่า ตนเป็นคนตำบลห้วยงู ซึ่งคุ้นเคยกับบึงวงฆ้องมาตั้งแต่เด็ก แต่ได้ไปใช้ชีวิตและประกอบอาชีพในที่อื่น ๆ จนเมื่อกลับมาบ้านครั้งนี้ พบว่าหลายอย่างเปลี่ยนแปลงไป เพราะรอบบึงที่เคยเป็นพื้นที่สาธารณะให้ชาวบ้านได้ใช้ประโยชน์ร่วมกัน ถูกบุกรุกจับจองเป็นพื้นที่ส่วนบุคคล และมีการออกเอกสารสิทธิ (นส.3) ด้วย จึงทำให้ฉุกคิดได้ว่า หากปล่อยทิ้งไว้ ต่อไปในอนาคตชาวบ้านและลูกหลานก็จะหมดที่พึ่งพาในการทำมาหากิน ทำให้ตนต้องต่อสู้มายาวนานถึง 20 ปี เพื่อปกป้องประโยชน์ของชาวบ้าน ด้วยอุดมการณ์ที่ยึดมั่นมาโดยตลอด คือ “ความถูกต้อง ต้องมาก่อนความถูกใจ ทำซะก่อนตาย ตายเดี๋ยวไม่ได้ทำ”

โดยเริ่มแรกได้ทำหนังสือไปถึงหน่วยงานรัฐที่มีหน้าที่รับผิดชอบให้ลงมาตรวจสอบข้อเท็จจริงตั้งแต่ปี 2537 แต่ก็ไม่มีความคืบหน้าใดๆ จึงทำหนังสือไปถึงสำนักงานที่ดินจังหวัดชัยนาท เพื่อสอบถามถึงเอกสารที่ต้องใช้ในการนำมาพิสูจน์สิทธิ และขอให้หน่วยงานภาครัฐที่มีหน้าที่รับผิดชอบนำภาพถ่ายหรือแผนที่ดังกล่าวมาตรวจสอบ ปรากฏว่าเอกสารสิทธิ (นส.3) เหล่านั้นออกทับที่สาธารณะจริง ตนจึงเรียกร้องให้ภาครัฐเพิกถอนสิทธิ์ใน นส.3 ที่ออกทับพื้นที่สาธารณประโยชน์ทันที

ยึดมั่นในความถูกต้อง

แน่นอนว่าเส้นทางสายนี้ จะไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะระหว่างที่ยื่นอุทรณ์ศาลปกครองอยู่นั้น มีกลุ่มคนคอยคัดค้านคำร้องของเฉลียว ทั้งกล่าวอ้างว่าเขาไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ เพราะไม่ได้เป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย บ้างก็ข่มขู่จะทำร้าย หรือเสนอเงินให้ เพื่อให้ล้มเลิกการต่อสู้ แต่ด้วยความยึดมั่นในอุดมการณ์ของตน ที่เห็นความถูกต้องมาก่อนสิ่งอื่นใด จึงทำให้เฉลียวต่อสู้อย่างเต็มที่ ด้วยสิทธิการเป็นประชาชนผู้มีส่วนได้เสียในบึงวงฆ้อง จนในที่สุด ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำสั่งพิพากษาให้เฉลียวชนะคดีเมื่อปี 2558 และในปี 2559 สำนักงานศาลปกครองจึงดำเนินการเพิกถอนเอกสารสิทธิจำนวน 41 แปลง ส่วนอีก 16 แปลง ยังอยู่ในกระบวนการพิจารณา ทำให้ปัจจุบันทวงผืนป่าคืนได้มากถึง 600 ไร่แล้ว

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ไม่เพียงการทวงคืนพื้นที่สาธารณะเท่านั้นที่เฉลียวได้ทำ แต่เขายังลงมือดูแลและพลิกฟื้นผืนป่ารอบบึง ด้วยการปลูกต้นไม้เพิ่ม ดูแล และกั้นพื้นที่เป็นแหล่งอนุรักษ์พันธุ์สัตว์น้ำ เพื่อสร้างประโยชน์อย่างยั่งยืนให้กับชุมชน

ต้นแบบแห่งความกล้า

แม้พื้นที่ที่ได้คืนมาจะยังไม่ครบ 100% แต่ก็นับว่าการต่อสู้ครั้งนี้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ที่อย่างน้อยทำให้คนในบึงวงฆ้องได้มีพื้นที่สาธารณะ ได้ใช้ประโยชน์กันอย่างเต็มที่ และกล้าที่จะเดินหน้ารักษาประโยชน์ส่วนร่วม อันเป็นเรื่องสำคัญของการอยู่ร่วมกัน

เฉลียว เล่าเพิ่มเติมว่า “ปัจจุบัน ได้เป็นที่ปรึกษาของชุมชน นำประสบการณ์การต่อสู้ด้วยกระบวนการยุติธรรมมาช่วยเหลือในด้านต่าง ๆ เช่น การหาข้อมูลประกอบหลักฐาน และข้อมูลด้านกฎหมาย โดยมีลูกชายเป็นแรงหนุนเสริม และยังเป็นผู้ไกล่เกลี่ยให้แก่ชาวบ้านหลายรายที่มีปัญหาข้อพิพาทเรื่องที่ดินด้วย”

นอกจากนี้ เรื่องราวอันน่ายกย่องของ เฉลียว ผู้ทุ่มเท และเสียสละทวงคืนพื้นที่สาธารณะให้ส่วนรวม ยังทำให้ตัวเขาได้รับรางวัลลูกโลกสีเขียว ครั้งที่ 19 ประเภทบุคคล ด้วย โดยเป็นรางวัลที่มอบเพื่อยกย่อง ชื่นชม และเป็นกำลังใจแก่ชุมชน บุคคล กลุ่มเยาวชน และสื่อมวลชน ที่ร่วมส่งเสริมการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ภายใต้แนวคิด “วิถีพอเพียง แบ่งปัน ผูกพัน ดิน น้ำ ป่า” โดยมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ เป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่สังคม เพื่อร่วมกันสร้างลูกโลกสีเขียวให้ยั่งยืนตลอดไป

“เฉลียว ยันสาด” นับเป็นอีกหนึ่งบุคคลต้นแบบที่ทำให้คนในสังคมมีกำลังใจสู้กับความไม่ถูกต้อง และกล้าที่จะใช้สิทธิการเป็นประชาชนทวงถาม ทวงคืนผลประโยชน์ให้แก่ส่วนรวม ซึ่งแม้จะใช้เวลายาวนาน แต่ท้ายที่สุด “ความถูกต้อง” เป็นหลักที่มั่นคงเสมอ

https://www.greenglobeinstitute.com/Frontend/Content.aspx?ContentID=223778de84184186b83a4dba9ce6940f


ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน