ขณะที่ทั่วทั้งโลกกำลังกังวลถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมจากขยะอาหารที่เพิ่มขึ้นเพราะพฤติกรรมการบริโภคของมนุษย์ ซึ่งความน่ากังวลนี้สะท้อนผ่านการแจกแจงตัวเลขขององค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ หรือ FAO (Food and Agriculture Organization of the United Nations) ที่ระบุว่า อาหารที่ผลิตเพื่อการบริโภคบนโลกใบนี้ประมาณ 1,300 ล้านตัน 1 ใน 3 หรือประมาณ 30% ของทั้งหมดจะกลายเป็นขยะที่ส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งปัญหา “ขยะอาหาร” ถูกหยิบยกมาเป็นวาระ 1 จาก 17 เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน Sustainable Development Goals (SDGs) ขององค์การสหประชาชาติ (UN) ที่ตั้งเป้าลดขยะอาหารลงในทุกขั้นตอนให้ได้ครึ่งหนึ่งภายในปี 2573
และภายหลังการระบาดของโควิด-19 และภัยธรรมชาติที่ถาโถมมาหลายระลอกในสาธารณรัฐประชาชนจีน ล่าสุด ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ได้ผุดออกแคมเปญในยุค นิว นอร์มอล ด้วยการรณรงค์ให้คนหนุ่มสาว “หยุดกินทิ้งกินขว้าง” เพราะการกินอาหารให้หมดจานสามารถสนับสนุนความมั่นคงทางอาหารได้ อีกทั้งยังเป็นส่วนหนึ่งในการลดขยะอาหาร ลดการสูญเสียทรัพยากร ลดการทำลายสิ่งแวดล้อมและภาวะโลกร้อน มลพิษทางอากาศจากกลิ่นอาหารเน่าเสียในถังขยะ
สำหรับเมืองไทยปัญหาขยะชุมชนที่เกิดขึ้นในประเทศมีแนวโน้มมากถึง 28 ล้านตันต่อปี เท่ากับว่าคนไทยสร้างขยะเฉลี่ยคนละ 1.13 กิโลกรัม/วัน โดยมีขยะตกค้างที่ไม่สามารถกำจัดได้ 5.8 ล้านตัน ในจำนวนนี้คิดเป็นขยะเศษอาหารประมาณ 4 ล้านตันต่อปี หรือประมาณ 60% ซึ่งแน่นอนว่าย่อมก่อให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมตามมา ซึ่งจากหลายปัจจัยที่กล่าวมา จึงเกิดการตื่นตัวในเรื่องวิกฤตขยะอาหารมากขึ้น กำลังถูกอย่างจริงจังในไทย องค์กรใหญ่หลายแห่งจุดประกายไอเดียและทำแคมเปญลดขยะอาหาร(Food Waste) อย่างจริงจัง เริ่มจากร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ รวมถึงบริษัทผู้ผลิตอาหาร
อีกทั้งคนไทยบางส่วนก็ใช้วิกฤตโควิด-19 เป็นจุดเริ่มต้นในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า เพื่อลดปัญหาขยะอาหาร เริ่มจากปรับการซื้อที่พอดีกับการบริโภคแต่ละมื้อโดยไม่กินให้เหลือทิ้ง เป็นเทรนด์หนึ่งในยุคนิว นอร์มอล เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการลดขยะและสร้างความมั่นคงด้านอาหารให้แก่โลก

จริงอยู่ว่าการปรับพฤติกรรมการบริโภคช่วยลดการเกิดขยะได้ แต่ขณะเดียวกันการกำจัดขยะที่เกิดจากอาหารเหลือทิ้งก็สำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน ซึ่งสถาบันนวัตกรรม ปตท. โดยทีมวิจัยจากฝ่ายเทคโนโลยีสิ่งแวดล้อม ได้คิดพัฒนานวัตกรรม “เครื่องย่อยสลายขยะเศษอาหารอัตโนมัติ” ที่จะช่วยจัดการปัญหาขยะเศษอาหารตั้งแต่ต้นทางและเปลี่ยนขยะเศษอาหารให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าและสามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้ ครบวงจรตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) โดยเปลี่ยนของเสียให้เป็นวัสดุที่มีคุณค่ากลับคืนสู่สิ่งแวดล้อมโดยไม่ก่อให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อม สอดรับกับนโยบายการบริหารจัดการความยั่งยืนของ ปตท.ตามแนวคิด Technology for All ของ CEO ในการสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อสังคมให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม
สถาบันนวัตกรรม ปตท. ได้พัฒนาเครื่องย่อยสลายขยะเศษอาหารอัตโนมัติแล้วเสร็จเมื่อปลายปี 2562 จากนั้นทีมวิจัยจากฝ่ายเทคโนโลยีสิ่งแวดล้อม เริ่มทำการคัดเลือกและพัฒนาเชื้อจุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพในการผลิตเอนไซม์เพื่อช่วยย่อยสลายขยะเศษอาหาร โดยเชื้อจุลินทรีย์จะทำงานร่วมกับเครื่องย่อยสลายขยะเศษอาหารอัตโนมัติซึ่งจะทำการควบคุมสภาวะให้เชื้อจุลินทรีย์ทำงานย่อยสลายขยะเศษอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดไร้กลิ่นเหม็นรบกวน โดยตัวเครื่องมี 2 ส่วนประกอบ คือ ส่วนย่อยสลายขยะเศษอาหาร และส่วนดูดซับกลิ่น โดยทั้ง 2 ส่วนได้ผ่านการออกแบบและพัฒนาเพื่อให้สามารถรองรับปริมาณขยะเศษอาหารได้สูงสุดถึง 5 กิโลกรัมต่อวัน
จุดเด่นของเครื่องย่อยสลายขยะเศษอาหารอัตโนมัติ คือขนาดที่กะทัดรัด ด้านกว้าง ยาว และสูงไม่เกิน 1 เมตร ทำให้ประหยัดพื้นที่ในการติดตั้ง สะดวกและเป็นมิตรกับผู้ใช้งาน โดยระบบต่างๆ ได้ถูกติดตั้งเพื่อควบคุมสภาวะการทำงานแบบอัตโนมัติไว้เรียบร้อยแล้ว ผู้ใช้งานเพียงแค่เปิดเครื่องและเริ่มการใช้งานและใส่ขยะเศษอาหารพร้อมเชื้อจุลินทรีย์ของ ปตท. ได้ทันที หลังจากนั้นผ่านไป 12 ชั่วโมงก็จะได้วัสดุปรับปรุงดิน (Bio-Soil) ที่เกิดจากการย่อยสลายขยะเศษอาหารของเชื้อจุลินทรีย์ ซึ่งสามารถนำไปใช้ในการบำรุงต้นไม้และบำรุงดินที่เสื่อมสภาพให้กลับมามีคุณภาพได้
![]() | ![]() |
ทดสอบการใช้งานจริงของเครื่องต้นแบบสลายขยะเศษอาหารอัตโนมัติ
นวัตกรรมเครื่องต้นแบบสลายขยะเศษอาหารอัตโนมัติ ผ่านการทดสอบด้วยการใช้งานจริง ณ ห้องอาหาร สถาบันนวัตกรรม ปตท. และติดตั้งทดสอบการใช้งานจริงที่อาคารบริษัท เอนเนอร์ยี่ คอมเพล็กซ์ จำกัด (EnCo) นับตั้งแต่วันที่ 9 กรกฎาคม ที่ผ่านมา โดยระยะเวลากว่า 2 เดือนของการใช้งานจริงพบว่า เครื่องต้นแบบย่อยสลายขยะเศษอาหารอสามารถย่อยสลายขยะเศษอาหารจากอาคาร EnCo ทำงานได้ดีภายในระยะเวลา 12 ชั่วโมง และสามารถรองรับปริมาณขยะเศษอาหารได้ถึง 5 กิโลกรัมต่อวัน โดยไม่เกิดเชื้อราและกลิ่นเหม็นรบกวน

เปลี่ยนเศษอาหารไร้ค่า เพิ่มราคาให้เป็นวัสดุปรับปรุงดินที่สำหรับการเจริญเติบโตของพืช
จากการทดสอบการใช้งานที่ EnCo สามารถลดขยะเศษอาหารที่จำเป็นต้องนำไปกำจัดได้ทั้งหมด 139.6 กิโลกรัม และสามารถเปลี่ยนขยะเศษอาหารให้เป็นวัสดุปรับปรุงดิน (Bio-soil) กลับมาใช้ประโยชน์ได้ทั้งหมด 29.06 กิโลกรัม ซึ่ง Bio-soil หรือ วัสดุปรับปรุงดิน ที่ได้จากการย่อยสลายเศษอาหาร ถูกนำไปใช้ในการบำรุงต้นไม้ในพื้นที่ของสถาบันนวัตกรรม และบำรุงต้นไม้บริเวณอาคารจอดรถของ เอนเนอร์ยี่ คอมเพล็กซ์ โดยผ่านการตรวจวิเคราะห์โดยห้องปฏิบัติการแล้วพบว่าว่ามีธาตุอาหารที่จำเป็น อันได้แก่ NPK (N = ไนโตรเจน, P =ฟอสฟอรัส, K = โปรแตสเซียม) และองค์ประกอบอื่นๆ ที่เหมาะสมสำหรับการเจริญเติบโตของพืช
ความสำเร็จจากงานวิจัยข้างต้น สถาบันนวัตกรรม ปตท. จึงร่วมมือกับบริษัท อินทรีย์ อีโคไซเคิล จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่ทำธุรกิจทางด้านการจัดการของเสียอย่างครบวงจร ผลักดันนวัตกรรมเครื่องต้นแบบย่อยสลายขยะเศษอาหารอัตโนมัตินี้ขยายผลสู่เชิงพาณิชย์ในการใช้งานในวงกว้างต่อไป
นับเป็นหนึ่งในวิธีการลดขยะและเปลี่ยนขยะเศษอาหารให้มีคุณค่าเพิ่มมากขึ้นตามแนวคิด Circular Economy ที่มุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด เชื่อแน่ว่าถ้าหากคนไทยปรับพฤติกรรมการบริโภคแต่พอดีไปพร้อมๆ กับมีนวัตกรรมที่ช่วยแก้ปัญหาขยะอาหาร คุณภาพชีวิตของผู้คนและสิ่งแวดล้อมจะค่อยๆ ดีขึ้น

