เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน ที่รอยัล พารากอน ฮอลล์ สยามพารากอน พีทีที โกลบอล เคมิคอล หรือ จีซี ผนึกกำลังพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชนทั้งในและต่างประเทศ จัดประชุมแบบไฮบริดระดับโลก ในชื่องาน “จีซี เซอร์คูลา ลิฟวิ่ง ซิมโพเซียม 2020 : ทูมอร์โร ทูเก็ทเตอร์ (GC Circular Living Symposium 2020: Tomorrow Together)” ชูแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนเพื่อนำสู่การปฏิบัติจริง จุดประกายการใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า ตอบโจทย์การดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างมีประสิทธิภาพ “เพื่อวันพรุ่งนี้ที่ดีขึ้น”
โดยงาน GC Circular Living Symposium 2020: Tomorrow Together โดยบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) ครั้งนี้ถือเป็นปีที่ 2 และมุ่งเน้นสานต่อแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนสู่การปฏิบัติจริง และเป็นรูปธรรม (Circular in Action) นำมาปรับใช้ตั้งแต่ในชีวิตประจำวัน จนถึงการดำเนินธุรกิจ โดยมีผู้นำองค์กรและผู้ขับเคลื่อน Circular Economy จากหลายวงการทั่วโลกกว่า 40 คน มาแลกเปลี่ยนทั้งในด้านวิสัยทัศน์และกลยุทธ์การบริหารจัดการเพื่อความยั่งยืน การออกแบบผลิตภัณฑ์สุดสร้างสรรค์ การใช้นวัตกรรมและความร่วมมือเพื่อต่อสู้กับ COVID-19 รวมถึงการเปลี่ยนไอเดียเป็นธุรกิจ ในรูปแบบ SMEs/Startups ทั้งหมดนี้เพื่อตอกย้ำว่า Circular Living คือ แพลตฟอร์มที่สามารถตอบทุกโจทย์ และสามารถสร้างสมดุลเพื่อความยั่งยืนได้อย่างแท้จริง

บรรยากาศภายในงานคับคั่งด้วยผู้ร่วมงานมาจากทุกวงการ เช่น นักเรียน นักศึกษา นักธุรกิจ เอสเอ็มอี สตาร์ทอัพรุ่นใหม่ และผู้สนใจเรื่องสิ่งแวดล้อม งานนี้จึงเป็นเหมือนสถานที่รวบรวมและจำลองไลฟ์สไตล์ Circular Living ไว้ในงานเดียว ทั้งโชว์เคสที่น่าตื่นตาตื่นใจในโซน GC Circular Market ตลาดแห่งไอเดียและนวัตกรรม ให้คุณได้เป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์ Upcycling และการรีไซเคิลสุดสร้างสรรค์ เช่น การนำขยะจากทะเลมาสร้างเป็นของตกแต่งบ้าน การนำขวด PET มาสร้างเส้นใยและถักทอเป็นผ้านำมาผลิตเป็นเสื้อผ้า กระเป๋า เครื่องใช้ หรือการนำผ้าที่เหลือจากอุตสาหกรรมมาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ได้อย่างไม่น่าเชื่อ และนอกจากนี้ ยังได้สัมผัสและจำลองบรรยากาศใน Bio Town เมืองแห่งนวัตกรรม ทางเลือกของผู้บริโภคที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หรือจะเป็น บ้าน Upcycling หลังแรกของประเทศไทย ยิ่งไปกว่านั้นโครงสร้างและวัสดุที่ใช้ตกแต่งภายในงาน ผลิตจาก “Waste Material” หรือขยะที่ถูกนำกลับมารีไซเคิลใหม่ไม่สร้างขยะเพิ่มเติมและลดการเกิดมลภาวะ
นอกจากกิจกรรมที่น่าสนใจแล้ว ยังมีสาระความรู้ภายในงานอีกมากมาย และอีกหนึ่งหัวข้อเสวนาที่น่าสนใจก็คือ “Innovation for Healthcare and Well-being” ความร่วมมือและการปรับตัวเพื่อต่อสู้โรคระบาด โดยดร.ชญาน์ จันทวสุ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานบริหารความยั่งยืนและภาพลักษณ์องค์กร บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในช่วงการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของผู้คนทั่วโลก ในขณะเดียวกัน วิกฤตดังกล่าวก็ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและรูปแบบการใช้ชีวิต ทั้งการทำงาน การเลือกซื้อสินค้าและบริการ รวมทั้งการปรับตัวด้านสุขภาพ ตลอดจนได้เห็นอีกหนึ่งบทบาทของพลาสติกที่เด่นชัด คือ ตัวช่วยในปกป้องบุคลากรทางการแพทย์

เคมีภัณฑ์ของพลาสติกสามารถมีส่วนช่วยทางการแพทย์อย่างไรบ้างในช่วงวิกฤติที่ผ่านมา?
ดร.ชญาน์ กล่าวอีกว่า โดยพื้นฐานด้านสาธารณสุขของไทยได้ชื่อว่าดีเป็นอันดับที่ 6 ของโลก แต่เวชภัณฑ์ อุปกรณ์ทางการแพทย์ต่างๆ ยังต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ในแต่ละปีมูลค่าสูงถึง 2-3 หมื่นล้านบาท ซึ่งกว่า 50% ของอุปกรณ์ที่ใช้ในโรงพยาบาลเป็นแบบใช้แล้วทิ้งและส่วนใหญ่เป็นพลาสติก โดยก่อนหน้าการแพร่ระบาดของโควิด-19 พีทีทีจีซี ก็ได้ร่วมกันคิดค้น วิจัยและพัฒนา เครื่องมือ อุปกรณ์ทางการแพทย์ ร่วมกับสถาบันการแพทย์ชั้นนำอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำไปสู่การผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่มีคุณภาพสูงในราคาย่อมเยา เป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ใช้ อีกทั้งยังมีเป้าหมายเพื่อการผลิตได้ภายในประเทศ เพิ่มมูลค่าให้กับพลาสติก
“พลาสติกมีคุณสมบัติหลายอย่างที่เรานำมาใช้ในทางการแพทย์ ซึ่งคนไทยสามารถทำชิ้นงานขึ้นมา อาจจะใช้ภายในประเทศได้ แต่คุณภาพอาจจะยังสู้ต่างประเทศหรือผลิตภัณฑ์ที่นำเข้ามาไม่ได้ เพราะว่ายังขาดหน่วยงานที่ทำหน้าที่ตรวจสอบให้ได้มาตฐาน เมื่อเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ความต้องการเวชภัณฑ์มีมากขึ้น แต่นำเข้าได้น้อยลง เราพยายามทำทดแทน ดังนั้น จีซีจึงอำนวยความสะดวกเบื้องต้นสำหรับอุปกรณ์ที่จำเป็น เช่น อุปกรณ์ป้องกันหน้ากากเฟซชิลด์ (Face Shield) หน้ากากอนามัย ชุด PPE ชุดกาวน์ โดยร่วมมือกับพันธมิตรนำพลาสติกที่มีในประเทศมาขึ้นรูปเป็นผลิตภัณฑ์ ปรับฟังก์ชันให้ตรงกับรูปแบบการใช้งาน อาจจะไม่ได้ตอบโจทย์ 100% แต่ก็ต้องพัฒนาต่อไป” ดร.ชญาน์ กล่าว

ด้านรศ.นพ.อนันต์ มโนมัยพิบูล อธิการบดี มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช กล่าวเสริมว่า “เนื่องด้วยคุณสมบัติของพลาสติกที่ยืดหยุ่น ทนทานต่อแรงเสียดทานต่างๆ ได้มากกว่า ทำให้สามารถสร้างสรรค์วัสดุอุปกรณ์เหนือกว่าอุปกรณ์หลายชนิด พลาสติกกำลังจะก้าวไปแข่งกับไฟเบอร์กลาส ด้วยนาโนเทคโนโลยี แต่ในทางตรงกันข้ามถ้าพลาสติกเหล่านี้ขาดการจัดการที่ดี สุดท้ายปลายทางของไมโครพลาสติกจะจมอยู่ใต้ท้องทะเล ซึ่งประเทศไทยเป็นแหล่งก่อมลพิษทางทะเลเป็นแหล่งต้นๆ ของโลก อย่างไรก็ตาม เรื่อง Circular Economy หรือ Circular Living ไม่ใช่การปฏิเสธการใช้พลาสติก แต่เราต้องรู้จักใช้เมื่อจำเป็น ต้องรู้จักการรียูส และสุดท้ายทำลายให้ถูกต้อง หาสิ่งที่ใช้ทดแทนกันได้หรือไม่ ถ้าใช้ไม่ได้ก็ต้องใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด พลาสติกทางการแพทย์ยังมีอีกมหาศาล และยังมีความต้องการใช้อยู่”
สุดท้ายก็คือ ต้องยอมรับว่าโลกเปลี่ยนไป New Normal ในตอนนี้จะไปสู่ Next Normal ปรับมายเซ็ตด้วยการเปิดรับเทคโนโลยีและเรียนรู้อย่างรวดเร็ว Circular Living ไม่ใช่การหาไอเดียที่ดีที่สุด แต่คือการหาไอเดียที่เราทำได้และเหมาะกับไลฟ์สไตล์มากที่สุด