“เมาแล้วขับ” “ขับรถชนคนตาย” “ชนแล้วหนี” เป็นคดีจราจรที่คนไทยให้ความสนใจอย่างมากอยู่ในขณะนี้ แม้ว่าตัวเลขอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นดูเหมือนจะมีแนวโน้มที่ดีขึ้น แต่กลับพบว่าในกลุ่มนักดื่มยังมีความคิด ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนว่า “ดื่มไม่เมาขับได้” ขณะเดียวกันกฎหมายที่เกี่ยวข้องก็ยังมีช่องว่างที่ทำให้ผู้ก่อเหตุรอดจากความรับผิดและต้องโทษ

เมื่อเร็วๆนี้ ที่โรงแรมมิราเคิลแกรนด์ มีการเสวนาหัวข้อ “ดื่มแล้วขับ”ผลกระทบทางสังคม กับกระบวนการยุติธรรมไทย เพื่อถอดบทเรียนผลกระทบทางสังคมจากคดีเมาแล้วขับ พร้อมเสนอให้มีการแก้ปัญหาดื่มแล้วขับอย่างเร่งด่วน จัดโดยเครือข่ายพัฒนาคุณภาพชีวิต ร่วมกับ เครือข่ายเยาวชนป้องกันนักดื่มหน้าใหม่ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.)

วิชาญ นายสอง ผู้รับเหมาก่อสร้าง ผู้เคยก่อเหตุดื่มแล้วขับชนตำรวจทางหลวง เล่าถึงเหตุการณ์ในวันนั้นว่า เมื่อปี 2553 บริเวณทางหลวง อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา มีอุบัติเหตุรถตกลงไปในคูข้างทาง และมีเจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวงปฏิบัติหน้าที่ช่วยเหลือผู้ประสบเหตุอยู่บริเวณดังกล่าว ขณะที่ตนขับรถจากจ.นครราชสีมาเพื่อเข้ากรุงเทพฯด้วยความเร็ว 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในจังหวะที่ “พี่ดาบ”เดินมาหยิบไฟฉายที่รถ ทันใดนั้นตนเองเกิดอาการวูบ ทำให้รถมีอาการเซ รถจึงเบียดเข้าไปหารถเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งพี่ดาบอยู่ระหว่างกลางรถทั้ง 2 คัน ทำให้ตำรวจล้มลงและต่อมาระหว่างการรักษาจำเป็นต้องผ่าและตัดขา

“ทันทีที่เกิดเหตุทำอะไรไม่ถูก รู้สึกตกใจและงง พอเห็นร่างพี่ดาบนอนอยู่ที่จุดเกิดเหตุ ก็คิดว่าไม่น่าจะเกิด ทำไมเราทำเช่นนี้ เป็นเพราะเรา ก็ยืนรออยู่ตรงนั้นไม่ได้คิดหนี หลังนำพี่ดาบส่งโรงพยาบาลเรียบร้อยแล้วสักพักเจ้าหน้าที่ตำรวจก็มาคุมตัวไปโรงพัก และตรวจแอลกอฮอล์” วิชาญเล่า

ในแง่ของคดีความ วิชาญ บอกว่า ไม่ได้ต่อสู้คดี รับสารภาพทุกอย่างเพราะเราผิด อุบัติเหตุเกิดจากเรา ซึ่งการวัดระดับปริมาณแอลกอฮอล์อยู่ที่ 80 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ถือว่ามาก และยอมรับว่าดื่มเบียร์ 3 ขวดก่อนขับรถกลับจากจ.นครราชสีมา จึงเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมายและชดใช้สิ่งที่เกิดขึ้นตามที่ผู้เสียหายเรียกร้องเป็นค่าดูแลและเยียวยาค่าเสียหาย

นอกจากเหตุครั้งนั้นจะสร้างผลกระทบอย่างใหญ่หลวงให้กับครอบครัวพี่ดาบแล้ว วิชาญ บอกว่า ครอบครัวตนเองก็ได้รับการลงโทษจากสังคมอย่างสาหัสเช่นเดียวกันหลังอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกลายเป็นข่าวใหญ่ คนรับรู้เป็นวงกว้าง ทำให้ลูกๆได้รับผลกระทบ ถึงกับเดินเข้ามาขอร้องว่าจะไม่ไปโรงเรียนสัก 1-2 สัปดาห์ ภรรยาที่ทำงานธนาคารก็ไม่ได้รับการพิจารณาเลื่อนตำแหน่ง ขณะที่ตนเองเวลาไปไหนมาไหน ก็จะมีคนจำได้และแสดงท่าทางที่รับไม่ได้กับการกระทำของเรา

คำเรียกขาน “พี่ดาบ”ที่ออกจากปาก วิชาญ ทุกคำเมื่อเอ่ยถึงคู่กรณีที่ตนเองเคยดื่มแล้วขับจนขับรถชน แสดงถึงความสนิทสนม ที่เกิดจากการดูแลช่วยเหลือกันมาตลอด 10 ปีหลังเกิดเหตุ เพราะเคยบอกกับครอบครัวพี่ดาบไว้ว่า “แม้ค่าเสียหายจะชดใช้ให้หมดแล้ว แต่ก็จะยังดูแลกันต่อ จนกว่าพี่ดาบหรือผมไปก็จะจบ” จนปัจจุบันกลายเป็นเหมือนญาติ

ท้ายที่สุด วิชาญ ฝากว่า สิ่งที่ดีที่สุดคือการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์สูญเสียขึ้น ซึ่งต้องทำให้ได้ทั้งในส่วนของคน ที่จะต้องเปลี่ยนความคิดใหม่ ต้องเลิกคิดว่า “ดื่มแล้วไม่เมายังขับรถ”ให้กลายเป็น “ดื่มแล้วต้องไม่ขับ”อุบัติเหตุจะได้ไม่เกิดขึ้น เพราะอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นก็เกิดจากการที่พวกนักดื่มทุกคนคิดว่า”ยังไม่เมา ไปไหว” ทั้งที่เมื่อดื่มไปแล้วไม่มีความคิดที่จะนึกถึงความเสียหายข้างหน้าที่สุ่มเสี่ยงจะเกิดอุบัติเหตุเลย

ดังนั้น มี่สำคัญที่สุด นักดื่มทั้งหลาย “ถ้ารู้ตัวว่าดื่มอย่าขับ ถ้าขับก็จะเกิดอุบัติเหตุ” แม้จะแย้งว่า ดื่มมา 5 ปี 10 ปีแล้วไม่เคยเกิดอุบัติเหตุ แต่วันหนึ่งวันใดก็จะเกิดขึ้น เพราะตนเองก็เคยคิดเช่นนี้มาก่อน

แม้ “วิชาญ” จะเป็นหนึ่งในคนที่ดื่มแล้วขับ จนส่งผลกระทบให้บุคคลอื่นต้องได้รับความเดือดร้อน แต่สำนึกผิดในการกระทำของตนเอง เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมตามกฎหมาย และผู้เสียหายไม่ถึงแก่ชีวิต แต่ในความเป็นจริงของสังคม ใช่ว่าจะมีบุคคลที่ก่อเหตุแล้วจะยอมรับผิดทุกรายและมีผู้เสียหายจำนวนมากต้องจบชีวิตลง

นพ.ธนะพงศ์ จินวงษ์ ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.) กล่าวว่า สถิติการดำเนินคดีขับรถในขณะเมาสุราปี 2562 ตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2562 เฉพาะเทศกาลปีใหม่และสงกรานต์มี 33,339 คดี เทียบกับปี 2561 มี 57,048 คดี ลดลงไป 23,709 คดี ขณะที่ปี 2563 สถานการณ์ผู้ขับขี่ดื่มแล้วขับที่บาดเจ็บและเสียชีวิตในช่วงเดือน มี.ค.-เม.ย. พบว่ามีแนวโน้มลดลงเมื่อเทียบกับปี 2562 โดยมีสาเหตุจากมาตรการล็อกดาวน์ช่วงระบาดโควิด-19 แต่หลังจากมีมาตรการผ่อนปรนหลังวันที่ 3 พ.ค. ตัวเลขอุบัติเหตุเริ่มมีแนวโน้มกลับมาสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม สำหรับมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจจากอุบัติเหตุทางถนน โดยในช่วงเดือน ม.ค.-มี.ค. 62 มีมูลค่าความเสียหาย 77,510 ล้านบาท สูงกว่าช่วงเดียวกันของปี 2563 ที่มีมูลค่าความเสียหาย 59,592 ล้านบาท ลดลง 17,917 ล้านบาท ทั้งหมดนี้สะท้อนความสำเร็จการดำเนินงานเชิงรุกของทุกภาคส่วน ประกอบกับการที่ สสส. ได้พัฒนาภาคีเครือข่ายความปลอดภัยทางถนนให้มีความเข้มแข็ง เช่น เครือข่ายสนับสนุนการป้องกันอุบัติเหตุจราจรระดับจังหวัด (สอจร.) เครือข่ายลดอุบัติเหตุ มูลนิธิเมาไม่ขับ ชมรมคนห่วงหัว เครือข่ายเหยื่อเมาแล้วขับ เครือข่ายพัฒนาคุณภาพชีวิต เป็นต้น

“คดีเมาแล้วขับจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับความเสียหายและเสียชีวิต หลายคดียังมีช่องว่างทางกฎหมาย ผู้ก่อเหตุไม่ได้รับโทษอย่างที่ควรจะเป็น จึงขอสนับสนุนให้กำหนดมาตรฐานวิชาชีพในคดีจราจร โดยเฉพาะการใช้หลักฐานวิทยาศาสตร์ที่มีความน่าเชื่อถือกว่าพยานบุคคลมาหักล้างคำกล่าวอ้าง และควรจัดให้มีระบบการตรวจสอบถ่วงดุลในกระบวนการยุติธรรม ระหว่างตำรวจ อัยการ และศาล สร้างความเชื่อมั่นทางคดีตั้งแต่กระบวนการต้นทาง และควรกำหนดเป้าการสุ่มตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ให้มากขึ้น” นพ. ธนะพงศ์ เสนอแนะ


ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน