เรียกได้ว่าเป็นอีกนวัตกรรมใหม่ล่าสุดจากทาง “สถาบันนวัตกรรม ปตท. โดยทีมวิจัยจากฝ่ายวิจัยเทคโนโลยีพลังงานใหม่” อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่ได้คิดค้น-พัฒนาเครื่องวัดฝุ่น (PM 2.5) ขนาดจิ๋ว ภายใต้ชื่อ Nong PimAir Detector ไว้เป็นตัวช่วยเสริมในการวัดปริมาณฝุ่น PM 2.5 สำหรับตึกอาคารที่แสนจะอยู่ห่างไกลจากสถานีตรวจวัดหลายกิโลเมตร เพื่อช่วยเตือนให้ผู้คนที่ใช้ชีวิตอยู่ในบริเวณนั้นๆ สามารถรู้ทันฝุ่น PM 2.5 ได้แบบเรียลไทม์โดยไม่ต้องรอพิจารณาค่าฝุ่นละอองจากสถานีตรวจวัดที่ใกล้

เครื่อง “Nong Pim” ตัวนี้ ถูกพัฒนาขึ้นจากความสามารถในการพัฒนาดาต้าแพลตฟอร์มของทีมวิจัยจากฝ่ายเทคโนโลยีพลังงานใหม่ เพื่อให้พนักงานปตท. ที่วังน้อย ได้ติดตาม-เฝ้าระวังสุขภาพตนเอง ซึ่งปัจจุบันตามที่ปรากฏเป็นข่าว ฝุ่น PM 2.5 ในไทยวิกฤตเพิ่มขึ้นทุกปี โดยเฉพาะช่วงรอยต่อฤดูหนาวเข้าสู่ฤดูร้อน สภาวะอากาศนิ่ง ลมสงบ ค่าฝุ่น PM2.5 จะทะยานขึ้นสูงสุด จนบ่อยครั้งทำให้ประเทศไทยถูกจัดให้อยู่ในลำดับต้นๆ ของเมืองที่มีคุณภาพอากาศแย่ที่สุดในโลก จากการจัดอันดับตามมาตรฐานของประเทศสหรัฐอเมริกา (US AQI)

Nong PimAir Detector หากเทียบกับเครื่องวัดฝุ่น PM2.5 ทั่วไป จัดเป็นเครื่องวัดฝุ่นที่ทรงพลังมากเครื่องหนึ่ง เพราะมีขนาดจิ๋วและน้ำหนักเบา โดยมีขนาด 80x145x55 มิลลิเมตร และมีน้ำหนักรวมอยู่ที่ 220 กรัม ที่โดดเด่นคือ สามารถติดตั้งได้ทั้งภายในและภายนอกอาคาร เพื่อตรวจวัดปริมาณฝุ่น PM 2.5 ด้วยค่าความผิดพลาด ±10 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และสามารถแจ้งผลเรียลไทม์โดยไม่ต้องรอพิจารณาค่าฝุ่นละอองจากสถานีตรวจวัดที่ใกล้ ซึ่งปัจจุบันเครื่องตัวนี้กำลังขยายการติดตั้งในกลุ่ม ปตท. อย่างต่อเนื่อง ใช้จริงภายในกลุ่ม ปตท. แล้วมากกว่า 60 จุด เพื่อช่วยตรวจสอบคุณภาพอากาศภายในอาคารว่าเกินกว่าค่ามาตรฐานตามที่กรมควบคุมมลพิษกำหนดหรือไม่ และคาดว่าอีกไม่นานเราคงจะได้เห็นในรูปแบบเชิงพาณิชย์ ติดตั้งได้ตามบ้าน ซึ่งจะเหมาะมากๆ สำหรับหน่วยงานหรือตามบ้านเรือนที่อยู่ห่างไกลจากสถานีตรวจวัดด้วย

นายเกียรติสกุล วัชรินทร์ยานนท์ นักวิจัย ฝ่ายวิจัยเทคโนโลยีพลังงานใหม่ ปตท. ผู้พัฒนาผลงาน “Nong Pim” เปิดเผยที่มาว่า ที่ผ่านมาสถาบันนวัตกรรม ปตท. อำเภอวังน้อย ซึ่งอยู่ห่างจากจุดตรวจวัดปริมาณฝุ่น PM2.5 ประมาณ 20 กิโลเมตร ได้มีมาตรการให้คนที่ดูแลเรื่องความปลอดภัยของพนักงาน เดินตรวจ และถือเครื่องวัดไปตามตึกต่างๆ แล้วแจ้งผลผ่านแอพฯไลน์ ซึ่งใช้เวลาค่อนข้างมาก จึงใช้ความสามารถในการพัฒนาดาต้าแพลตฟอร์มของทีมงาน พัฒนาเครื่องวัดฝุ่น PM2.5 ขึ้น ภายใต้ชื่อ “Nong Pim” เพื่อนำมาช่วยในการวัดปริมาณฝุ่น

จุดเด่นของ “Nong Pim” ในตัวเครื่องจะมีระบบ Smart Sensor สำหรับตรวจวัดคุณภาพอากาศด้วยเทคโนโลยี Laser Scattering ซึ่งจะส่งผ่านข้อมูลด้วยการเชื่อมต่อเครือข่ายไร้สายแบบ NBIoT พร้อมกับส่งค่าวัดไปยังระบบบริหารจัดการข้อมูลบน Cloud Server และแสดงผลผ่าน Direct Text Message, Web Application และ Web API ทำให้นำข้อมูลไปใช้งานบนแพลตฟอร์มอื่นๆ ได้อย่างรวดเร็ว

“เมื่อถึงฤดูกาลที่ฝุ่นมา ก็มีมาตรการส่งคนขึ้นไปตรวจวัดทุกชั้น ตรวจวัดวันละ 3-4 รอบ เดินขึ้นทีละชั้น แล้วแจ้งข้อมูลให้คนที่อยู่ในพื้นที่ทราบ เราเริ่มมาจากการดูแลพนักงานที่วังน้อย พอโซลูชันเราประสบความสำเร็จ ก็นำเสนอโซลูชันเดียวกันให้ ปตท. สำนักงานใหญ่ โดยมีการติด “Nong Pim” ทุกชั้น พร้อมนำข้อมูลขึ้น Cloud Server แล้วรายงานผลผ่านช่องทางต่างๆ เซนเซอร์สามารถวัดได้ตลอดเวลา ก็ทำให้คนเข้าถึงข้อมูลได้มากขึ้น ปรับการใช้ชีวิตได้เหมาะสมมากขึ้น และลดระยะเวลาการทำงาน ไม่ต้องส่งคนไปตรวจวัด จุดเด่นของเทคโนโลยี Laser Scattering คือถูกกว่าและตรวจวัดได้เร็ว ซึ่งความแม่นยำอยู่ในระดับ ±10 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร”

ขณะที่ด้าน ว่าที่ ร.ต.ศิระ นิธิยานนทกิจ นักวิจัย ฝ่ายวิจัยเทคโนโลยีพลังงานใหม่ ปตท. เผยถึงเทคนิคการทำงานของ “Nong Pim” ว่า มีเลเซอร์เป็นแหล่งกำเนิดแสงฉายไปบริเวณที่ตรวจวัด ซึ่งจะมีการไหลของอากาศที่ต้องการตรวจวัดเข้ามาที่ตัวเครื่อง ยกตัวอย่างเหมือนการเอาไฟฉายส่องไปในอากาศ ถ้ามีฝุ่นก็จะเห็นเม็ดฝุ่นเป็นแสงส่องกลับมาที่ตาเรา เช่นเดียวกันหากบริเวณนั้นมีฝุ่นปริมาณมาก ก็จะเกิดการกระเจิงของแสงที่มาก แสงที่กระเจิงกลับมาที่เครื่องตรวจวัดก็จะสูง จากนั้นจะแปรกลับไปเป็นปริมาณความเข้มข้นของตัวฝุ่น ณ บริเวณนั้น ส่งเป็นข้อมูลผ่านเครือข่าย NBIoT ขึ้นสู่ระบบCloud server ที่พัฒนาขึ้นมา ซึ่งเบื้องต้นได้ทดสอบแล้วกับบริเวณที่ติดตั้งในร่มและภายนอกอาคาร ตัวเครื่องมีเสถียรภาพดี

“ตอนนี้มีการติดตั้งหลายจุดมากขึ้น ตัวเว็บก็จะต้องมีการพัฒนา เพื่อให้มีการจัดกลุ่มของตัวอุปกรณ์ตามพื้นที่ด้วย หากมีการติดตั้งบริการไซท์อื่นๆ ที่อาจต้องการความเป็นส่วนตัวของข้อมูล ก็จะมีการแยกไซท์ออกไป เพิ่มการล็อคอินของผู้ใช้งาน แบ่งกลุ่มของอุปกรณ์ไปตามพื้นที่ เพื่อให้สะดวกต่อการเรียกดูข้อมูลมากขึ้น อย่างไรก็ตามความถูกต้องและความเป็นมาตรฐานก็ยังเป็นไปตามเทคนิคการตรวจวัดของกรมควบคุมมลพิษ แต่เทคนิคของ Nong Pim สามารถตรวจวัดได้เรียลไทม์ และใช้เวลาที่น้อยกว่ามาก”

หากติดตั้งเครื่อง “Nong Pim” หนึ่งตัว ที่บริเวณใดบริเวณหนึ่ง ก็สามารถเป็นตัวแทนของสภาพอากาศในพื้นที่นั้นๆ ได้เลย เช่น สภาพอากาศภายในอาคาร สภาพอากาศรอบๆ อาคารจอดรถ เป็นต้น ซึ่งขณะนี้เริ่มมีลูกค้าในกลุ่ม ปตท. สนใจนำอุปกรณ์ตัวนี้ไปติดตั้ง ซึ่งต่อไปได้มองที่การเป็น “Solution Provider” ให้กับองค์กรข้างนอก ที่สนใจจะดูแลพนักงานเหมือนกับสถาบันนวัตกรรม ปตท. ก็มาซื้อเซอร์วิสนี้ได้

นอกจากนี้นักวิจัย ยังมองไปถึงรูปแบบการค้า B2C (กิจการระหว่างธุรกิจกับผู้บริโภคทั่วไป) ให้สามารถติดตั้งได้ตามบ้าน ซึ่งโปรเจคนี้นายเกียรติสกุล ระบุว่า ไม่ได้หวังสร้างกำไร หรือสร้างรายได้มากขึ้น แต่อยากให้คนไทยมีชีวิตที่ดีขึ้น ปรับตัว-ใช้ชีวิตร่วมกับฝุ่นได้

อย่างไรก็ตาม ปัญหาฝุ่นละอองไม่ใช่ปัญหาที่เพิ่งเกิดขึ้น และไม่ใช่ปัญหาที่จะหมดไปง่ายๆ หากยังมีการเผาผลาญเชื้อเพลิง มีการใช้พลังงานต่างๆ อย่างเกินความจำเป็น เราก็จะต้องอยู่กับสภาพอากาศที่ไม่บริสุทธิ์กันต่อไป แต่ถ้าร่วมมือกันลดการก่อมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม อากาศดีๆ ก็คงกลับมาสดใสในไม่ช้า


ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน