สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับโครงการพลังเครือข่ายนักสื่อเสียงเพื่อสร้างสังคมสุขภาวะ จัดเสวนาออนไลน์ “ส่งเสริมความรู้เรื่องวัคซีนโควิด-19 ให้กับเครือข่ายสถานีวิทยุคนไทยหัวใจฟู” เพื่อสร้างเครือข่ายที่จะรณรงค์ป้องกันการแพร่ระบาดโควิด-19

เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2564 เวลา 13.00 น. ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า สสส. ร่วมกับภาคีเครือข่ายสถานีวิทยุคนไทยหัวใจฟู จัดเสวนาออนไลน์เพื่อแชร์องค์ความรู้เกี่ยวกับวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันวัคซีนแห่งชาติ

โดยใช้วิทยุเป็นช่องทางส่งต่อข้อมูลเกี่ยวกับการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ที่ถูกต้อง ลดความกังวลให้แก่คนไทย เสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจในข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับโควิด-19 แก่ผู้จัดรายการสถานีวิทยุ เพื่อให้สามารถไปสื่อสารต่อในรายการวิทยุของตัวเองได้อย่างถูกต้อง

“จากผลสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ครั้งที่ 31 ช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2564 ของกรมควบคุมโรค โดยมีกลุ่มตัวอย่างอายุ 15–65 ปีขึ้นไป จำนวน 103,692 คนทั่วประเทศ พบว่า มีความกังวลเรื่องผลข้างเคียงจากการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อเปรียบเทียบกับการสำรวจครั้งก่อน

เมื่อเดือนมกราคมกังวลอยู่ที่ 39.4% เดือนเมษายนกังวลเพิ่มขึ้นเป็น 44.2% และต้นเดือนพฤษภาคมกังวลสูงถึง 54.7% ผลสำรวจสะท้อนให้เห็นว่าสิ่งสำคัญคือการสื่อสารที่เข้าถึงประชาชนในวงกว้าง เพื่อส่งเสริมความรู้ สร้างความเข้าใจต่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 และเรื่องวัคซีนโควิด-19”

นายแพทย์นคร เปรมศรี ผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติ ได้เข้าร่วมเสวนาให้ความรู้เรื่องวัคซีนป้องกันโควิด-19 ในครั้งนี้ เผยว่า จุดประสงค์ที่จัดเสวนานี้ขึ้นเพื่อต้องการแชร์ข้อมูลที่ถูกต้อง ตลอดจนสาระสำคัญเกี่ยวกับวัคซีนโควิด-19 ซึ่งกำลังเป็นเรื่องที่หลายฝ่ายยังคงถกเถียงในประเด็นที่ว่า ทำไมประเทศไทยฉีดวัคซีนได้น้อยเมื่อเทียบกับอัตราส่วนประชากรไทยกว่า 66 ล้านคน มีกระบวนการนำเข้าวัคซีนที่ช้ากว่าไทม์ไลน์ที่ควรจะเป็น

ซึ่งนายแพทย์นคร ได้เผยถึงประเด็นนี้ว่า วัคซีนคือสิ่งที่ช่วยให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันต่อโรคนั้นๆ โดยคนส่วนใหญ่มีความคุ้นเคยกับการฉีดวัคซีนตั้งแต่เด็กโดยที่เราไม่ได้มีความรู้เชิงลึกเรื่องวัคซีนมากเท่าที่ควร ต่างกับโรคโควิด-19 ที่เรียกได้ว่าเห็นตั้งแต่เชื้อเริ่มมีการแพร่ระบาด จนถึงการวิจัยและการพัฒนาเพื่อเข้าสู่กระบวนการผลิตวัคซีนตั้งแต่ช่วงปีที่แล้ว นี่คือโอกาสอันดีที่คนไทยจะได้ใช้โอกาสนี้เพื่อการเรียนรู้กระบวนการผลิตวัคซีนให้มีความชัดเจนมากขึ้น

ประเทศไทยมีวัคซีนที่ผ่านการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ที่นำมาฉีดให้กับประชาชนอยู่ 2 ยี่ห้อ คือ Sinovac และแอสตราเซเนกา ซึ่งเป็นวัคซีนที่รัฐบาลเล็งเห็นว่าเหมาะสมที่จะฉีดให้กับประชาชนไทย โดยทุกยี่ห้อล้วนแล้วแต่มีประสิทธิภาพโดยรวมไม่ต่างกัน และในไตรมาส 3 และ 4 ไทยจะมีวัคซีนที่หลากหลายมากขึ้น เพื่อใช้ในหลายกลุ่มอายุ เช่น การฉีดไฟเซอร์ในเด็กอายุ 12 ปีขึ้นไป หรือการขยายการฉีดซิโนแวคในผู้สูงอายุ เพื่อจะได้มีเพียงพอต่อการเข้าถึงวัคซีน ให้ครอบคลุมกับจำนวนประชากรมากที่สุด ตามนโยบายว่า “ประชาชนทุกคนบนแผ่นดินไทยจะต้องได้รับวัคซีนอย่างทั่วถึง

“วัคซีนที่ผลิตหลายแห่งมีข้อมูลเรื่องประสิทธิภาพและผลข้างเคียงยังไม่นิ่ง เราต้องติดตามเพื่อนำเสนอข้อมูลให้คณะอนุกรรมการต่างๆ ตัดสินใจ โดยเฉพาะคณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติ และอีกหลายคณะกรรมการ ซึ่งตอนนี้มีนโยบายว่า ประชาชนทุกคนบนแผ่นดินไทยจะต้องได้รับวัคซีนอย่างทั่วถึง”

สิ่งที่เป็นคำถามที่หลายคนยังคงให้ความสำคัญและเป็นการตัดสินใจว่าจะฉีดวัคซีนหรือไม่ฉีดดี ผลข้างเคียงจากวัคซีน มี 2 ลักษณะ คือ 1.อาการข้างเคียงทั่วไป ปวด บวมแดง มีไข้ คลื่นไส้ ปวดศีรษะ อาการเหล่านี้จะหายไปใน 24-72 ชม. เกิดได้ประมาณ 30% 2.อาการข้างเคียงชนิดรุนแรง เช่น กรณีมีผู้ฉีดวัคซีนซิโนแวค มีอาการแขน ขาอ่อนแรง พบ 5 คนต่อ 1 แสนประชากร ซึ่งประมาณ 50% สามารถหายเองได้

“ข้อแนะนำคือ ให้สังเกตอาการ หากไม่ดีขึ้นให้รักษาตามอาการ ซึ่งการกลายพันธุ์เป็นธรรมชาติของไวรัส และจะเป็นปัญหาเมื่อวัคซีนไม่สามารถครอบคลุมได้ ดังนั้น ฉีดวัคซีนยังต้องควบคู่กับการป้องกันโรคส่วนบุคคล ทั้งการสวมหน้ากากอนามัย หมั่นล้างมือ รักษาระยะห่าง”

โดยนายแพทย์นคร ยังกล่าวต่ออีกว่า การเข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ถือเป็นความสมัครใจของประชาชน แต่ถ้าอยากยุติการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ไปพร้อมๆ กัน ต้องร่วมมือกันเข้ารับการฉีดวัคซีนโดยเร็วที่สุด เพื่อพาประเทศไทยไปถึงจุดที่สามารถยุติการระบาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถใช้ชีวิตกลับไปให้ใกล้เคียงกับภาวะปกติ หรือ ‘Near Normal’ มากที่สุด

แม้วัคซีนที่เราได้รับจะมีประสิทธิภาพในการป้องกันการเจ็บป่วยรุนแรง แต่ก็มีโอกาสติดเชื้อได้ เนื่องจากไม่ได้เป็นวัคซีนที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันเชื้อโควิด-19 เพียงแต่อาจจะป่วยเล็กน้อยหรืออาจมีเชื้อในร่างกายแต่ไม่มีอาการเลยก็ได้ แต่เชื้อนั้นก็ยังสามารถถ่ายทอดไปสู่บุคคลใกล้ชิดได้

การฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องฉีดให้ครอบคลุมทุกคน ทุกครัวเรือน โดยให้ความปลอดภัยเกิดขึ้นจากตัวเราเองก่อน จากนั้นจึงขยายขอบเขตสู่ครอบครัว และสังคมต่อไป

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน