ในบรรดารถขายดีของเมืองไทย ก็ต้องมี “โตโยต้า” ขึ้นแท่นแบรนด์ที่ได้รับความไว้วางใจเป็นอันดับต้นๆ ด้วยจุดเด่นตั้งแต่สมรรถนะเครื่องยนต์ทรงพลัง ประหยัดน้ำมันเป็นเยี่ยม ดีไซน์ทั้งภายนอกและภายในที่โดนใจรสนิยมคนไทย อัตราการดูแลรักษาต่ำ ทั้งศูนย์บริการหลังการขายที่ดีเยี่ยม เรียกว่าเป็นที่สุดของความคุ้มค่ากับเงินที่จ่าย

โดยเฉพาะ “ไฮลักซ์ รีโว่” และ “ฟอร์จูนเนอร์” ที่ทำให้วงการรถกระบะเมืองไทยสั่นสะเทือน ทันทีที่เปิดตัวไปเมื่อกลางปีที่แล้ว เพราะเป็นการปฏิวัติรถกระบะของโตโยต้าครั้งยิ่งใหญ่ หลังจากทำการสำรวจและเก็บข้อมูลพฤติกรรมลูกค้ามากว่า 3 ปี

ถึงจะเปิดตัวมาพักใหญ่ แต่ถ้าเทียบกันหมัดต่อหมัดกับคู่แข่งในเซกเมนต์เดียวกัน ก็ต้องถือว่าทั้งไฮลักซ์ รีโว่ กับฟอร์จูนเนอร์ ยังคงมีความสดใหม่ ด้วยคุณสมบัติหลายๆ อย่างที่เปรียบเสมือนหมัดเด็ดน็อคคู่ต่อสู้ได้สบายๆ

เริ่มที่ไฮลักซ์ รีโว่ ใหม่ เจ้าของฉายา “พลังแกร่งเหนือนิยาม” กับขุมพลังเครื่องยนต์ GD Super Power แรงสูงสุด 204 แรงม้า แรงบิด 500 นิวตันเมตร ในรุ่นเครื่องยนต์ 2.8 ลิตร ให้สมรรถนะที่แรง ดุดัน และเร้าใจ แต่ยังคงไว้ซึ่งการประหยัดน้ำมันขั้นสูงสุด นุ่มนวล เกาะถนนมั่นใจด้วยช่วงล่าง SuperFlex Suspension และแหนบกันสะเทือน 3 แผ่น

ครบครันด้วยระบบความปลอดภัยมาตรฐานระดับโลกของรถโตโยต้า “Toyota Safety Sense” พร้อมด้วยอุปกรณ์ความบันเทิงในรถ แบบหน้าจอสัมผัส Touchscreen ที่รองรับการใช้งาน Apple CarPlay และระบบ T-Connect ที่เชื่อมต่อรถและผู้ใช้รถให้เป็นหนึ่งเดียว ซึ่งเป็นอุปกรณ์มาตรฐานในทุกรุ่นย่อย โดยมีให้เลือกทั้งเกียร์ธรรมดา 6 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด ในทุกรุ่น

ตอบโจทย์การใช้งานที่หลากหลายทุกกลุ่มอาชีพ โดยแบ่งเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ รุ่นมาตรฐาน (B-Cab) เหมาะสำหรับใช้งานบรรทุกหนักเป็นหลัก มีทั้งทั้งแบบขับเคลื่อนสองล้อ ขับเคลื่อนสี่ล้อ และแบบหัวเดี่ยว ที่รองรับการติดตั้งเพิ่มเติม, รุ่นยกสูง (Pre-runner) ที่พัฒนาไปอีกขั้นในทุกมิติ ด้วยดีไซน์ภายนอกที่ดูบึกบึน ทันสมัย ไฟหน้าดีไซน์ใหม่ โฉบเฉี่ยวและส่องสว่างได้ดียิ่งขึ้น, รุ่นพิเศษ Rocco และรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ ปรับเปลี่ยนดีไซน์ทั้งภายนอกและภายในแบบเอ็กซ์คลูซีฟ

และรุ่น Z-Edition Wild Body รถกระบะตัวเตี้ย ปรับดีไซน์ภายนอกใหม่ ให้ลงตัวมากยิ่งขึ้น เหมาะสำหรับการแต่งซิ่งให้โดดเด่นไม่เหมือนใคร อีกทั้งยังสามารถตอบโจทย์ทุกการใช้งานของลูกค้าได้เป็นอย่างดี

รวมทั้งหมด 40 รุ่นย่อย มีสีภายนอกให้เลือก 8 สี (สีใหม่ 3 สี) ราคาตั้งแต่ 544,000 ถึง 1,239,000 บาท

ต่อด้วยฟอร์จูนเนอร์ ใหม่ กับสโลแกน “สัญลักษณ์แห่งความสำเร็จ” มาพร้อมกันถึง 2 รุ่น 2 ดีไซน์ ได้แก่ รุ่นมาตรฐานและรุ่นพิเศษ มาพร้อมดีไซน์ที่ล้ำสมัย ไม่ว่าจะเป็นกระจังหน้าใหม่ พร้อมแถบกันชนล่างสีเงิน ไฟหน้า DayTime Running Light แบบ Light Guiding ดีไซน์ใหม่ และปรับชุดไฟท้ายดีไซน์ใหม่ แบบ LED พร้อม Light Guiding และล้ออัลลอย 18 นิ้ว

สำหรับรุ่นพิเศษ “Legender” เพิ่มความโฉบเฉี่ยวด้วยสัดส่วนกระจังหน้าที่แตกต่าง ไฟหน้า DayTime Running Light แบบ Light Guiding มาพร้อมกับไฟเลี้ยว LED แบบ Sequential ไฟสูง และไฟต่ำแบบ LED พร้อมปรับดีไซน์กันชนหลังใหม่ หลังคาทูโทน และ ล้ออัลลอย 20 นิ้ว ดีไซน์ใหม่ รวมทั้งติดตั้งหน้าจอสัมผัสที่รองรับ Apple CarPlay พร้อมระบบ T-Connect กล้องมองภาพรอบคัน พร้อมมุมมองแบบ 3 มิติ สัญญาณเตือนกะระยะ หรือ Park Sensor ระบบ Activated Kick Door เปิดประตูหลังโดยไม่ต้องใช้มือสัมผัสตัวรถ และมีแท่นชาร์จไร้สาย เพื่อตอบสนองการใช้งานในปัจจุบัน

ขุมพลังเครื่องยนต์ใหม่ในรุ่น 2.8 ลิตรกำลังสูงสุด 204 แรงม้า (PS) พร้อมเพิ่มเพลาปรับสมดุล (Balance Shaft) ในเครื่องยนต์ 2.8 ลิตร ช่วยลดเสียงและแรงสั่นสะเทือนที่ส่งเข้าสู่ห้องโดยสาร เครื่องยนต์มีการปรับลดความเร็วรอบเดินเบาเพื่อการขับขี่ในเส้นทางออฟโรด ส่วนของเครื่องยนต์ 2.4 GD Super Power ได้ปรับปรุงใหม่ เพิ่มสมรรถนะ และประหยัดน้ำมันมากขึ้นกว่าเดิม

มีทั้งหมด 7 รุ่นย่อย มีสีภายนอกให้เลือก 6 สี (สีใหม่ 2 สี) ราคาตั้งแต่ 1, 349,000 ถึง 1,839,000 บาท

ทั้งคู่เป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจที่ได้รับการตอบรับจากลูกค้าในประเทศไทย และส่งออกไปจำหน่ายทั่วโลก ภายใต้โครงการ IMV โดยเป็นการย้ายฐานการผลิตรถกระบะและรถอเนกประสงค์จากประเทศญี่ปุ่นมายังประเทศไทย เพื่อทำการผลิตและจำหน่ายทั้งภายในประเทศ และส่งออกจำหน่ายในทุกภูมิภาคทั่วโลก


ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน