เนื่องจากการขยายตัวของสังคมในปัจจุบัน โดยเฉพาะในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ซึ่งประกอบด้วย จังหวัดฉะเชิงเทรา จังหวัดชลบุรี และจังหวัดระยอง ซึ่งมีความต้องการน้ำในอุตสาหกรรม การเกษตร รวมถึงการอุปโภคบริโภคของประชาชนในพื้นที่มีเกินกว่าปริมาณน้ำต้นทุนในพื้นที่ ซึ่งแหล่งน้ำที่มีอยู่ในปัจจุบันอาจไม่สามารถรองรับความต้องการใช้น้ำในอนาคตได้
ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลจึงสั่งการให้ทุกภาคส่วนร่วมบูรณาการการทำงาน เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำในพื้นที่ EEC ให้ประชาชนมีน้ำเพียงพอใช้ในทุกกิจกรรม โดยเมื่อเร็วๆ นี้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ พร้อมด้วย นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) โดยมี นายชาญนะ เอี่ยมแสง ผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน ร่วมประชุมพร้อมรายงานสถานการณ์น้ำ และแนวทางการบริหารจัดการน้ำรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจของ EEC ในอนาคต ณ โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาประแสร์ จังหวัดระยอง

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวถึงแผนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำพื้นที่โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก EEC พร้อมเผยสถานการณ์แหล่งน้ำภาคตะวันออกว่า ปัจจุบันในพื้นที่ EEC (ระยอง ชลบุรี ฉะเชิงเทรา) มีปริมาณน้ำเก็บกักรวมกัน 662 ล้าน ลูกบาศก์เมตร หรือ 44% ของความจุอ่างรวมกัน เป็นน้ำใช้การได้ 522 ล้าน ลูกบาศก์เมตร ซึ่งทำการจัดสรรน้ำในทุกกิจกรรมไปแล้ว 80 ล้าน ลูกบาศก์เมตร มีความต้องการใช้น้ำรวมกัน 1,054 ล้าน ลูกบาศก์เมตร จากการคาดการณ์พบว่าในอนาคต (ปี 2574) ในพื้นที่ดังกล่าวมีความต้องการใช้น้ำเพิ่มขึ้นรวม 358 ล้าน ลูกบาศก์เมตร โดยพื้นที่จังหวัดชลบุรี จะมีความต้องการน้ำเพิ่มขึ้นมากที่สุด
ที่ผ่านมา กรมชลประทาน ได้ดำเนินการบริหารจัดการน้ำในเขต EEC อย่างทั่วถึงและเป็นธรรม แต่ปริมาณน้ำต้นทุนในพื้นที่มีไม่เพียงพอสำหรับรองรับความต้องการใช้น้ำในอนาคต จึงได้พิจารณาแนวทางดำเนินการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุน เพื่อสร้างความมั่นคงด้านน้ำ รองรับความต้องการน้ำในอนาคตและป้องกันการขาดแคลนน้ำทั้งในเขต EEC จำนวน 4 โครงการ ได้แก่
- โครงการระบบสูบผันน้ำคลองสะพาน-อ่างเก็บน้ำประแสร์ เส้นที่ 2 แผนการดำเนินงาน 3 ปี 2565-2567ค่าก่อสร้างทั้งโครงการ 810 ล้านบาท ประกอบด้วย สถานีสูบน้ำ 1 แห่ง ติดตั้งเครื่องสูบน้ำขนาด 1.375 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จำนวน 5 เครื่อง อัตราการสูบน้ำรวม 5.5 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ท่อส่งน้ำขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 1.80 เมตร ความยาว 3.8 กิโลเมตร ประตูระบายน้ำ (ปตร.) บ้านแก่งหวาย ขนาดบาน 6×5 เมตร จำนวน 4 ช่อง เพื่อควบคุมปริมาณน้ำด้านท้ายสถานีสูบคลองให้คงที่ ปัจจุบันมีความพร้อมดำเนินการ หากแล้วเสร็จจะสามารถเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนของอ่างเก็บน้ำประแสร์ได้กว่า 50 ล้าน ลูกบาศก์เมตรต่อปี
- โครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด ปัจจุบันอยู่ระหว่างนำเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ และโครงการผันน้ำคลองวังโตนด – อ่างเก็บน้ำประแสร์ เส้นที่ 2 หากแล้วเสร็จจะสามารถเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้อ่างเก็บน้ำประแสร์ได้กว่า 140 ล้าน ลูกบาศก์เมตรต่อปี
- โครงการผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำประแสร์-หนองค้อ-บางพระ ปัจจุบันมีความพร้อมที่จะดำเนินการ หากแล้วเสร็จจะสามารถเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้อ่างเก็บน้ำบางพระได้กว่า 80 ล้าน ลูกบาศก์เมตรต่อปี และ 4. โครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้เขื่อนภูมิพล ปัจจุบันอยู่ระหว่างพิจารณารายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) หากแล้วเสร็จจะสามารถเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้เขื่อนภูมิพลได้กว่า 1,795 ล้าน ลูกบาศก์เมตรต่อปี
สำหรับลุ่มน้ำบางปะกง กรมชลประทานทำการจัดสรรน้ำ จากอ่างเก็บน้ำ 6 แห่ง ได้แก่ อ่างเก็บน้ำ 6 แห่ง ได้แก่ อ่างเก็บน้ำคลองสียัด อ่างเก็บน้ำคลองระบม จังหวัดฉะเชิงเทรา อ่างเก็บน้ำขุนด่านปราการชล จังหวัดนครนายก อ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดา จังหวัดปราจีนบุรี อ่างเก็บน้ำพระสะทึง และอ่างเก็บน้ำพระปรง จังหวัดสระแก้ว เพื่อรักษาระบบนิเวศกว่า 300 ล้าน ลูกบาศก์เมตรต่อปี ในการควบคุมค่าความเค็มไม่ให้เกินเกณฑ์ที่กำหนด (1 กรัมต่อลิตร)
ในขณะนี้ กรมชลประทานกำลังก่อสร้างระบบส่งน้ำให้พื้นที่ชลประทานอ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดา กว่า 100,000 ไร่ จึงทำให้ปริมาณน้ำต้นทุนที่มีอยู่ในปัจจุบันมีไม่เพียงพอสำหรับช่วยผลักดันน้ำเค็ม จึงได้ทำการศึกษาแนวทางการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนโดยมีแผนศึกษาความเหมาะสมและประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) โครงการอ่างเก็บน้ำจำนวน 6 แห่ง หากสามารถดำเนินการได้ จะมีปริมาณน้ำต้นทุนที่เพียงพอสำหรับทุกกิจกรรมในอนาคต อีกทั้งยังเป็นการสร้างความมั่นคงด้านน้ำอย่างยั่งยืน
สำหรับความก้าวหน้าการศึกษาการเปลี่ยนเป็นน้ำทะเลเป็นน้ำจืด ตามมติคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ครั้งที่ 2/2563 เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2563 มอบหมายให้ สทนช. ร่วมกับ สกพอ. ศึกษาความเหมาะสมทุกด้านและกำหนดแนวทางของแผนการลงทุนในการจัดทำโครงการผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเล (Desalination) เพื่อแก้ไขปัญหาและลดความเสี่ยงในการขาดแคลนน้ำของพื้นที่ EEC และเสนอรูปแบบการลงทุนที่เหมาะสม รวมถึงปัจจัยที่ควรพิจารณาในการจัดทำเกณฑ์เพื่อการลงทุนและการก่อสร้างโครงการต่อไป ปัจจุบัน สทนช.ได้จ้างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นที่ปรึกษาในการดำเนินการ ได้ส่งรายงานเริ่มงานเรียบร้อยแล้ว


