จากความมุ่งมั่น ใส่ใจในรายละเอียด เพื่อเสริมพลังในการขับเคลื่อนสู่ชัยชนะ เอสโซ่ได้จัดหาพลังงานที่ได้รับการยอมรับในด้านคุณภาพและบริการในประเทศไทยมาเป็นเวลายาวนาน และเป็นที่คุ้นเคยกับคนไทยมาเป็นอย่างดี
ในโอกาสนี้ เราได้พูดคุยกับ เจษฎา ชั้นเชิงกิจ กรรมการและผู้จัดการฝ่ายการตลาดขายปลีก
บริษัท เอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ซึ่งเข้ามาดูแลรับผิดชอบ และบริหารธุรกิจสถานีบริการน้ำมันเอสโซ่เมื่อเดือนสิงหาคม 2563 ที่ผ่านมา
เจษฎา เริ่มต้นการทำงานกับบริษัท ฯ ในตำแหน่ง วิศวกร สร้างและปรับปรุงสถานีบริการน้ำมัน ต่อมาเป็นผู้จัดการเขต ดูแลสถานีบริการน้ำมันเอสโซ่ที่ตั้งอยู่ในกรุงเทพ ฯ และได้มีโอกาสเพิ่มประสบการณ์การทำงานในต่างประเทศกับบริษัทในเครือ โดยได้รับมอบหมายงานเป็นนักวิเคราะห์และวางแผนธุรกิจที่ประเทศฮ่องกง และได้ย้ายไปเป็นหัวหน้าส่วนวิเคราะห์ และกำหนดกลยุทธ์การตลาด
ที่ประเทศสิงคโปร์ จากนั้นกลับมาเป็นกรรมการและผู้จัดการบริษัท ไทย ซี–เซ็นเตอร์ จำกัด
และเป็นผู้จัดการฝ่ายการสื่อสารทางการตลาดประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค ก่อนจะมาดำรงตำแหน่ง กรรมการและผู้จัดการฝ่ายการตลาดขายปลีกของบริษัท ฯ ในปัจจุบัน
ทั้งนี้ เจษฏา ได้กล่าวถึงการทำงานเมื่อมารับตำแหน่งนี้ว่า จาก ปี 2563 ต่อเนื่องถึงปี 2564
แม้จะยังคงเป็นปีที่ท้าทายจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ซึ่งฝ่ายการตลาดขายปลีก
ได้ให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกในการบริหารจัดการให้เกิดความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน
จัดการความเสี่ยงจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ภายในสถานีบริการน้ำมันเอสโซ่
ด้วยมาตรการต่าง ๆ เพื่อให้เกิดความปลอดภัยสูงสุดกับลูกค้าที่เข้ามาใช้การบริการรวมถึง
พนักงานหน้าลาน

นอกจากนี้ ได้ดำเนินการผ่านทาง Esso LINE Official Account ผ่าน Esso Smiles Connect
ร่วมพลังกันกับลูกค้าเพื่อที่จะให้ความช่วยเหลือองค์กรการกุศลในช่วงโควิด-19 โดยแลกคะแนนสะสมเพื่อบริจาคจัดซื้อเครื่องช่วยหายใจให้กับสภากาชาดไทย และล่าสุด เราได้เพิ่มมูลค่าคะแนน
เอสโซ่ สไมล์ส x2 ให้สมาชิกสามารถแลกคะแนนสะสมเปลี่ยนเป็นเงินบริจาคเพื่อนำไปจัดซื้อบัตร
เติมน้ำมัน เพื่อนำไปมอบให้กับสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ ในการขนส่งผู้ป่วย อีกด้วย

พร้อมได้มีการเปิดสถานีบริการน้ำมันใหม่เพิ่มขึ้น ซึ่งบริษัท ฯ มีสถานีบริการน้ำมันภายใต้แบรนด์
“เอสโซ่” โดยรวมถึง 702 สถานีในปีที่ผ่านมา ซึ่งถือว่าเป็นการขยายเครือข่ายสถานีบริการน้ำมัน
ที่มากที่สุดนับตั้งแต่เราเป็นบริษัทมหาชนเมื่อ 13 ปีที่แล้ว นอกจากนี้ ในส่วนของผลิตภัณฑ์น้ำมัน บริษัท ฯ ได้ร่วมสนับสนุนนโยบายภาครัฐในการขายน้ำมันไบโอดีเซล B10 ควบคู่ไปกับการทำกิจกรรมการตลาดที่ตรงใจลูกค้า พร้อมออกโฆษณาในแคมเปญ Esso Synergy ดีเซล สะอาด ใส ไม่มีตะกอน ซึ่งสะท้อนถึงการพัฒนาคุณภาพของน้ำมัน ที่สะอาด มีประสิทธิภาพสูง เพิ่มอัตราเร่ง ปกป้องหัวฉีดและเครื่องยนต์

นอกจากนี้ อีกความภาคภูมิใจของเราคือน้ำมันเกรดพรีเมียม เอสโซ่ ซีเนอจี้ ซูพรีมพลัส
แก็สโซฮอล์ 95 และ ดีเซล (B7) ที่พัฒนาด้วยชีลด์เทคโนโลยี ที่มีสารเพิ่มคุณภาพ ถึง 7 ชนิด เพื่อการทำความสะอาดอย่างเหนือชั้น ช่วยปกป้องเครื่องยนต์ถึง 2 เท่า และทำให้เครื่องยนต์สะอาดขึ้น 30% เมื่อเทียบกับน้ำมันเอสโซ่สูตรธรรมดา โดยน้ำมันของเอสโซ่ ผลิตด้วยนวัตกรรมระดับโลกที่เกิดจากการค้นคว้า วิจัย และพัฒนาจากห้องทดลองเดียวกับรถฟอร์มูล่า 1 ผ่านการกลั่นจากโรงกลั่นของ
เอสโซ่ประเทศไทย พร้อมควบคุมคุณภาพตามมาตรฐานในทุกขั้นตอนการผลิตก่อนไปถึงผู้ใช้

ทั้งนี้ บริษัท ฯ ยังมีการปรับปรุงสถานีบริการสู่รูปลักษณ์ใหม่และทันสมัยมากขึ้นในหลายแห่ง
ทั่วประเทศ ซึ่งช่วยให้ภาพรวมของยอดขายเราดีขึ้น และเพิ่มยอดขายเฉลี่ยที่สถานีบริการในเวลาเดียวกันอีกด้วย และเพื่อให้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ ที่จะนำประสบการณ์ที่เหนือกว่าให้แก่ลูกค้า
เราได้เพิ่มกลยุทธการทำงานสู่ความสำเร็จด้วย D3C ซึ่งประกอบด้วย

D แรก Digitalization การเตรียมพร้อมรับความเปลี่ยนแปลงของสังคมเข้าสู่ระบบดิจิทัล เราได้เริ่มปรับเปลี่ยนเข้าสู่การตลาดยุคดิจิทัลผ่านโปรแกรมเอสโซ่ สไมล์ส ไดรเวอร์ รีวอร์ดส์ โดยออกบัตรสะสมคะแนนเอสโซ่ สไมล์ส ให้กับลูกค้าที่ต้องการจะเข้าร่วมโปรแกรมดังกล่าว ซึ่งบริษัท ฯ
ได้ประสบความสำเร็จในฐานะแบรนด์น้ำมันรายแรกที่สร้างแพลตฟอร์มการสะสมคะแนนโดยใช้
แอพลิเคชั่น LINE และปีนี้บัตรสะสมคะแนนเอสโซ่ สไมล์ส ได้ก้าวเข้าสู่ปีที่ 5 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
โดยมีจำนวนสมาชิกหลายล้านในปัจจุบันและเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี

สำหรับ C ที่หนึ่ง Customer centric บริษัท ฯ ใส่ใจผู้บริโภค ทำกิจกรรมทางการตลาดให้ตรงใจลูกค้ามากขึ้น รับฟังความเห็นผ่านแอพลิเคชั่น และช่องทางต่างๆ พร้อมทั้งมีการแข่งขันเพื่อรักษามาตรฐานการบริการระดับเดียวกัน เพื่อสร้างเสริมประสบการณ์ที่ดีและความประทับใจให้ลูกค้า
C ถัดไปคือ Commercial opportunity บริษัท ฯ ได้ปรับปรุงโมเดลธุรกิจสำหรับลูกค้าบัตรฟลีทการ์ด ซึ่งเรามองเห็นโอกาสในการเติบโตยอดขายจากช่องทางนี้อีกมาก

C สุดท้าย Consistent backcourt สร้างภาพจำร้านค้าพันธมิตร ซึ่งทุกคนทราบว่าบริษัท ฯ ยังมีโอกาสทางธุรกิจในส่วนนี้อีกมาก บริษัท ฯ ได้มุ่งเน้นที่จะพัฒนาธุรกิจ non-oil ให้สามารถแข่งขัน
ในตลาดได้ดียิ่งขึ้น ในปีนี้ เราได้เพิ่มการสื่อสารถึงภาพลักษณ์ใหม่ของสถานีบริการน้ำมันเอสโซ่
รวมถึงสร้างพันธมิตรทางธุรกิจใหม่ ๆ เช่น ล่าสุด เราได้จับมือกับทาง Minor Food เปิดตัวร้านกาแฟ Coffee Journey ในสถานีบริการน้ำมันเอสโซ่รวม 15 สาขาแล้ว และตั้งเป้าจะเพิ่มให้ได้อย่างน้อย
60 สาขา ในปีนี้

ในส่วนของโปรแกรมการส่งเสริมการขาย เรามีกิจกรรมที่สอดคล้องกับสถานการณ์ “อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ” ลดอัตราความเสี่ยงจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส โควิด-19 และกิจกรรมแจกแถมจากการเติมน้ำมันอย่างต่อเนื่อง ซึ่งขอเชิญชวนทุกท่าน เข้ารับการบริการได้ที่สถานีบริการน้ำมันเอสโซ่
ทั่วประเทศ และติดตามกิจกรรมการตลาดของเราได้ตลอดทั้งปี

เจษฏาได้กล่าวสรุปท้ายว่า “จากกลยุทธ์ D3C ด้วยแนวคิดแบบ agile คือให้มีความรวดเร็วขึ้น และ resilience คือมีความยืดหยุ่นปรับเปลี่ยนเพื่อให้เข้าถึงผู้บริโภค ผู้ใช้รถใช้น้ำมันให้มากที่สุด
เราคาดว่าจะพัฒนาธุรกิจให้เติบโตได้ตามเป้าหมายและอยู่ได้อย่างยั่งยืนในอนาคต ตามวิสัยทัศน์ของเราที่จะเติมเต็มพลังชีวิต ด้วยประสบการณ์พลังงานที่เหนือกว่า เชิญร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับเราและเข้ามาแวะที่ปั๊มเอสโซ่กันเยอะๆนะครับ”