ท่ามกลางสถานการณ์ฝนตกหนักและน้ำท่วมหลายพื้นที่ในปี 2564 ‘เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์’ โครงการในพระราชดำริในหลวงรัชกาลที่ 9 คือกุญแจสำคัญ ที่ช่วยรองรับมวลน้ำหลากมหาศาลไม่ให้ไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ช่วยรับมือ รวมถึงช่วยบรรเทาปัญหาอุทกภัยได้อย่างมาก

“แม่น้ำป่าสัก” เป็นแม่น้ำสายสำคัญของจังหวัดลพบุรีและสระบุรี ที่ประชาชนในพื้นที่ได้รับประโยชน์จากแม่น้ำสายนี้มาอย่างยาวนาน ไม่ว่าจะเป็นด้านเกษตรกรรม การประมง เลี้ยงสัตว์ หรือแม้กระทั่งการคมนาคม กิจกรรมทุกอย่างล้วนเกิดขึ้นบนแม่น้ำป่าสัก

ทว่าในช่วงเดือนสิงหาคมถึงเดือนตุลาคมของแต่ละปี แม่น้ำสายนี้มักเกิดปัญหาน้ำท่วมฉับพลันในพื้นที่ลุ่มน้ำ ในทางกลับกันช่วงเดือนมกราคมถึงเดือนพฤษภาคม พื้นที่ลุ่มน้ำป่าสัก ก็มักประสบภาวะแห้งแล้ง ขาดแคลนน้ำในการทำเกษตรและอุปโภค บริโภค กลายเป็นปัญหาที่ประชาชนผจญในทุกๆ ปี

ถึงแม้ว่าจะเป็นปัญหาที่สั่งสมมาเป็นระยะเวลานาน แต่ด้วยสายพระเนตรอันยาวไกลและพระอัจฉริยภาพใน พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่ทรงห่วงใยพสกนิกรทั่วผืนแผ่นดินไทย พระองค์ทรงไตร่ตรองหาทางแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้ประชาชนอย่างไม่ทรงเหน็ดเหนื่อย ก่อเกิดเป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริเกี่ยวกับการพัฒนาแหล่งน้ำ ไม่ต่ำกว่า 764 โครงการ

หนึ่งในการพัฒนาแหล่งน้ำที่สำคัญครั้งหนึ่งคือ วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2532 พระองค์ทรงมีพระราชดำรัสให้กรมชลประทาน ดำเนินการศึกษาความเหมาะสมของโครงการเขื่อนกักเก็บน้ำ แม่น้ำป่าสักอย่างเร่งด่วน โดยมีเป้าหมายเพื่อบรรเทาปัญหาการขาดแคลนน้ำและบรรเทาอุทกภัยที่เกิดขึ้นกับประชาชน

กาลเวลาเคลื่อนผ่านราวทศวรรษ เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2542 โครงการดังกล่าวจึงแล้วเสร็จ โดยพระองค์ได้พระราชทานนามว่า ‘เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์’ มีความหมายว่า ‘เขื่อนเก็บกักน้ำที่มีประสิทธิภาพ’ นับจากวันนั้นเป็นต้นมา เขื่อนแห่งนี้ได้สร้างคุณูปการมากมายตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ตลอดระยะเวลากว่า 22 ปี และต่อไปในอนาคต

เฉกเช่นเดียวกับในปีนี้ ที่มีฝนตกหนักในพื้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์ จากอิทธิพลของหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงและพายุ ‘เตี้ยนหมู่’ ระหว่างวันที่ 23-25 กันยายน บริเวณลุ่มน้ำป่าสัก ทำให้มีน้ำป่าไหลหลากจากเทือกเขาในพื้นที่ 6 อำเภอ ได้แก่ อำเภอบึงสามพัน อำเภอวิเชียรบุรี อำเภอศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ อำเภอชัยบาดาล อำเภอลำสนธิ จังหวัดลพบุรี และ อำเภอเทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ ไหลลงสู่แม่น้ำป่าสักและเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์

ส่งผลให้ปริมาณน้ำในเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากวันที่ 26 สิงหาคม มีน้ำในอ่างเก็บน้ำต่ำสุดเพียงร้อยละ 4.29 และรับปริมาณน้ำไหลหลากอย่างต่อเนื่อง จนวันที่ 22 กันยายน มีปริมาณน้ำเพิ่มขึ้นเป็น 427 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 44 ของความจุอ่างเก็บน้ำ และยิ่งไปกว่านั้นในเวลาเพียงแค่ 8 วัน คือวันที่ 30 กันยายน ปริมาณน้ำหลากมหาศาลกว่า 533 ล้าน ลบ.ม. ได้ไหลเข้าสู่อ่างเก็บน้ำจนเต็มความจุ หรือคิดเป็นปริมาณน้ำกว่า 960 ล้าน ลบ.ม. เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้เห็นว่าเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ได้ทำหน้าที่กักเก็บน้ำ บรรเทาอุทกภัยแก่ประชาชนอย่างเต็มประสิทธิภาพ

เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จึงเป็นหนึ่งในโครงการพัฒนาแหล่งน้ำจากสายพระเนตรอันยาวไกลของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ช่วยบรรเทาปัญหาอุทกภัยให้ประชาชนในพื้นที่ได้อย่างแท้จริง

 

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน