เรื่องราวที่สังคมไทยกำลังให้ความสนใจที่สุดในเวลานี้ก็คือเหตุการณ์ที่คุณหมอกระต่าย-แพทย์หญิงวราลักคน์ สุภวัตรจริยากุล จักษุแพทย์อนาคตไกล ประสบอุบัติเหตุจนเสียชีวิต จากการถูกรถบิ๊กไบค์ชนขณะเดินข้ามทางม้าลายบริเวณถนนพญาไท เพียงไม่กี่ก้าวสุดท้ายที่กำลังจะถึงเกาะกลางถนน

แน่นอนว่าคำวิพากษ์วิจารณ์ในสื่อโซเชียลล้วนเต็มไปด้วยความโกรธแค้นแทนครอบครัวผู้เสียชีวิต เพราะผู้ก่อเหตุคือบุคคลในเครื่องแบบที่ควรต้องรักษากฎหมายอย่างเคร่งครัดยิ่งกว่าประชาชนพลเมือง แต่กลับไม่เคารพกฎจราจร ด้วยบริเวณทางม้าลายที่ตามกฎหมายแล้วต้องชะลอความเร็ว เพื่อให้ทางสำหรับคนข้ามถนน หรือรอให้คนข้ามถนนก่อนจึงค่อยขับรถผ่านไปได้

เคสของการเกิดอุบัติเหตุจนเสียชีวิตจากการข้ามถนนเมืองไทยไม่ได้มีเพียงคุณหมอกระต่าย จากข้อมูลผู้เสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุทางถนนของกระทรวงสาธารณสุขปี 2559-2561 ระบุว่า เป็นคนเดินถนนร้อยละ 6-8 หรือเฉลี่ย 800-1,000 รายในแต่ละปี จากข้อมูลที่รวบรวมโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่าคนเดินถนนประสบเหตุถึง 2,500-2,900 รายต่อปี โดยกว่า 1 ใน 3 เกิดในพื้นที่กรุงเทพมหานครเฉลี่ย 900 รายต่อปี

ปัจจัยความเสี่ยงสำคัญของอุบัติเหตุจะเกิดบนถนนที่มีลักษณะหลายช่องจราจร เวลาข้ามถนนต้องใช้ระยะเวลาพอสมควร ถึงจะมีรถที่อยู่บางเลนหรือช่องจราจรหยุดแล้ว แต่อีกช่องมักไม่หยุด นอกจากนี้ เวลาที่มีคนเดินข้าม รถที่อยู่ในช่องทางซ้ายจะชะลอหรือหยุด แต่รถที่อยู่ช่องจราจรขวาสุดซึ่งขับขี่ด้วยความเร็วมักไม่ได้ชะลอ จนไม่ทันเห็นคนที่กำลังเดินข้ามถนน ทำให้เป็นจุดอันตรายที่สุดของการข้ามถนน

การจากไปของคุณหมอกระต่ายเป็นความโศกเศร้าอย่างที่สุดของครอบครัว และเป็นความสูญเสียครั้งสำคัญของวงการจักษุวิทยาเพราะเธอเป็นแพทย์ผู้ชำนาญการในสาขาเฉพาะทางที่ประเมินกันว่ามีไม่ถึง 50 คน แต่ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม ประเทศไทยก็ไม่ควรจะมีคนเสียชีวิตจากอุบัติเหตุแบบนี้อีกต่อไป โดย นพ.ธนะพงศ์ จินวงษ์ ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.) ภายใต้สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า ทุกครั้งที่มีข่าวความสูญเสียที่สังคมให้ความสนใจ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะทำงานเข้มข้นขึ้นอยู่พักหนึ่ง เพียงไม่นานเรื่องก็เงียบไป ไม่คิดแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง บางเคสก็ด่วนสรุปสั้นๆ เพียงคนขี่หรือคนเดินข้ามประมาท จึงขอเสนอให้หน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบต้องสร้างระบบแห่งความปลอดภัย (Safe System) อย่างเป็นรูปธรรม เช่น สำนักงานตำรวจแห่งชาติต้องเพิ่มบทลงโทษผู้ก่อเหตุหรือปรับฐานความผิดที่รุนแรงมากกว่าเพียงขับรถประมาท มีระบบกำกับติดตามประเมินผลที่ทราบได้ว่ามีการดำเนินงานจริงในแต่ละพื้นที่หลังจากที่มีการสั่งการไปแล้ว

“ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน (ศปถ.) ได้พิจารณาดำเนินการกำหนดให้เรื่องความปลอดภัยในการข้ามถนนเป็นวาระที่ทุกระดับต้องสำรวจและมีแผนดำเนินการ มีการกำกับติดตามความคืบหน้าและติดตามประเมินผลอย่างเป็นระบบ พร้อมกับรายงานผลอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับรายงานความปลอดภัยทางถนนในด้านอื่นๆ โดย ศปถ.ยังเพิ่มการสื่อสารประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างการรับรู้และความตระหนักถึงความเสี่ยง ส่งเสริมให้มีการเฝ้าระวังหรือแชร์ภาพเมื่อพบเห็นรถไม่หยุดให้คนเดินข้ามทางม้าลาย ส่งเสริมการเรียนรู้เรื่องการข้ามถนนโดยเฉพาะการประเมินความเสี่ยงของผู้ที่กำลังข้ามถนน แม้แต่การไม่ละสายตาจากบนถนนเพื่อมาดูมือถือ เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมความปลอดภัยบนท้องถนนอีกทางหนึ่ง”

นพ.ธนะพงศ์ ยังให้ความเห็นถึงว่าควรมีการแก้ไขเชิงโครงสร้างถนน เช่น ถนนที่มีทางข้ามหลายช่องจราจรก็ต้องมีการจัดการความเร็วของรถที่ขับขี่ โดยเฉพาะในเขตชุมชน จุดข้ามทางม้าลาย ควรใช้ความเร็วต่ำเมื่อมีคนข้าม เพิ่มระยะเส้นหยุดหรือมีสัญลักษณ์เด่นชัดสำหรับรถที่ต้องชะลอหรือหยุด เช่น เส้นซิกแซก ทำสัญลักษณ์สี เพื่อให้คนข้ามกับรถมองเห็นกันมากขึ้น นำหัวข้อการชะลอและหยุดให้คนข้ามทางม้าลายไว้ในหลักสูตรและการสอบใบขับขี่ รวมถึงการคาดการณ์โอกาสความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น

เมื่อผนวกกับเสียงสะท้อนที่ว่า เป็นเพราะกฎหมายเมืองไทยอ่อน คนก็เลยไม่เกรงกลัวกระทำผิด จึงถึงเวลาแล้วที่ทุกหน่วยงานเกี่ยวข้องจะต้องลงมือแก้ปัญหาอย่างจริงจัง รวมถึงผู้ขับขี่ก็ควรมีจิตสำนึกการแชร์ถนนให้กับคนเดินเท้าซึ่งนับเป็นกลุ่มเปราะบางในกลุ่มผู้ใช้รถใช้ถนน ไม่ว่าจะเป็นคนหนุ่มคนสาว แม่ที่กำลังจูงลูกน้อย ลุงป้าตายายที่เดินงกๆ เงิ่นๆ พวกเขาเหล่านั้นล้วนมีครอบครัวที่รักรออยู่ เราก็มีส่วนช่วยทำให้ทางม้าลายนั้นเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับคนข้ามถนนทุกคนกันได้


ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน