ยามที่ภัยจากโรคระบาดกลายเป็นสิ่งที่จุดชนวนให้ทุกภาคส่วนได้รับผลกระทบไปตามๆ กัน ถึงอย่างนั้น ภาพเบื้องหลังที่มักตามมาติดๆ กันเสมอ คือ การแสดงพลังช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อน ผ่านโครงการเพื่อสังคมรูปแบบต่างๆ ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยนำพาสังคมก้าวผ่านสถานการณ์อันเลวร้าย หากยังเป็นแรงใจสำคัญที่คอยสนับสนุนและส่งเสริมผู้ที่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะประชาชน ให้สามารถยืนหยัดและสู้ต่อไปได้
จะดีมากแค่ไหนหากโครงการเหล่านั้นได้รับการต่อยอดและมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยแก้ไขปัญหา พัฒนาชุมชน นำพาและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในสังคมให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน
เช่นองค์กรหลักด้านพลังงานแห่งอนาคต บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท. ซึ่งไม่เพียงกำหนดการรับผิดชอบต่อสังคม และการคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ให้เป็นหัวใจของการขับเคลื่อนองค์กรเท่านั้น แต่ ปตท. ยังสนับสนุนและส่งเสริมอย่างจริงจัง ‘สร้าง’ และ ‘ให้’ โอกาสในการพัฒนาและยกระดับทั้งสังคม สิ่งแวดล้อม และคน อย่างยั่งยืนในระยะยาว
ขณะเดียวกัน ปตท. ก็พร้อมปรับตัวเพื่อก้าวสู่โลกยุคใหม่ เช่นที่ สุชาติ ระมาศ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหารศักยภาพองค์กรและธรรมาภิบาล ปตท. เผยว่า การระบาดของโควิด-19 เป็นตัวเร่งให้องค์กรต้องปรับตัวให้สอดรับกับวัฒนธรรมการทำงานที่เปลี่ยนไปจากเดิม เพื่อตอบสนองทรัพยากรที่สำคัญที่สุด นั่นคือ ‘พนักงานทุกคน’ เพื่อสร้างฐานที่ยั่งยืนให้กับองค์กร
เพราะเมื่อมีรากฐานที่แข็งแกร่งแล้ว ก็จะทำให้ ปตท. พร้อมเดินหน้าพัฒนาประเทศได้อย่างเต็มที่นั่นเอง
‘Restart Thailand’ หนุนการจ้างงาน ช่วยสังคมไทยฝ่าโควิด-19
การแพร่ระบาดของโรคอุบัติใหม่อย่างโควิด-19 กระทบสังคมทุกภาคส่วน ซึ่งผู้ได้รับผลกระทบมากที่สุดหนีไม่พ้นภาคประชาชนคนตัวเล็ก ที่กลายเป็นคนว่างงาน หรือแม้แต่กลุ่มนิสิตนักศึกษาจบใหม่ ที่ยังไม่มีงานทำ เนื่องมาจากสภาวะเศรษฐกิจซบเซา และธุรกิจจำนวนไม่น้อยที่ต้องปิดตัวไป
กลุ่ม ปตท. เห็นถึงความยากลำบากตลอดวิกฤตครั้งนี้ จึงเดินหน้าจัดตั้งโครงการ ‘Restart Thailand’ เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจประเทศ สร้างงาน และสร้างรายได้ ให้ก้าวผ่านสถานการณ์การระบาดโรคโควิด-19 ไปด้วยกัน โดยเปิดโอกาสสร้างงาน และสร้างอาชีพ ผ่านการจ้างแรงงาน พนักงาน และนักศึกษาจบใหม่ ให้เข้ามาทำงานในกลุ่ม ปตท. และภาคธุรกิจอื่นๆ
ผลการดำเนินงานในโครงการ ‘Restart Thailand’ ตลอดปี 2564 หรือการจัดทำโครงการครั้งแรก ได้รับผลตอบรับอย่างดียิ่งจากประชาชน ทำให้ประชาชนจำนวนมากต้องการร่วมทำงานเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม ปตท. ภายใต้โครงการนี้
เมื่อการแพร่ระบาดของโควิด-19 ยังดำเนินไป เช่นเดียวกับชีวิตของทุกคนที่ต้องเดินหน้า ปตท. จึงสานต่อโครงการ ‘Restart Thailand’ ในปี 2565 เป็นปีที่ 2 โดยดำเนินโครงการตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม-31 ธันวาคม 2565 เพื่อช่วยเหลือกลุ่มนักศึกษาจบใหม่ กลุ่มคนว่างงาน และอยู่เคียงข้างสังคมให้ข้ามผ่านช่วงเวลานี้ไปด้วยกัน

ก้าวข้าม ‘โรค’ ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลและการสื่อสาร
การเกิดขึ้นของโรคโควิด-19 ทำให้หลายองค์กรต้องเร่งปรับตัวขนานใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบริหารจัดการเรื่องคน จำเป็นต้องเดินหน้าสู่การปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงาน ที่ตอบโจทย์กับไลฟ์สไตล์การทำงานยุคใหม่ ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทสำคัญทุกมิติของการใช้ชีวิต ยิ่งต้องนำเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการทำงานขององค์กร
รองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหารศักยภาพองค์กรและธรรมาภิบาล ปตท. กล่าวว่า สังคมกำลังเข้าสู่ยุค hybrid workplace อย่างเต็มตัว ทั้งการทำงานจากบ้าน หรือจากระยะไกล (Work From Anywhere) องค์กรทุกขนาดต่างมองหาเครื่องมือ ที่จะมาช่วยให้การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เป็นไปอย่างราบรื่นมากที่สุด
อย่าง ปตท. ที่เริ่มปรับตัวตั้งแต่ก่อนเกิดสถานการณ์โรคระบาด โดยนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาใช้ เมื่อโควิดเข้ามาดิสรัปต์ ปตท. จึงสามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว
“ปตท. ปรับตัวด้วยการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาใช้ เพื่อให้สอดคล้องกับการทำงานของพนักงานทุกคนในกระบวนการทำงานทุกรูปแบบ โดยเฉพาะกลุ่มงานทรัพยากรบุคคลและพนักงาน ให้เกิดการทำงานที่มีประสิทธิภาพสูงสุด และตอบโจทย์ความต้องการมากที่สุด
“โดยแพลตฟอร์มที่ ปตท. ใช้เป็นแพลตฟอร์มหลักในการบริหารพนักงานคือระบบ COACH และมีอีกหลากหลายแอปพลิเคชั่นที่ถูกพัฒนาขึ้นภายใต้บริษัท PTT Digital ซึ่งส่งผลให้ทุกกระบวนการทำงานของพนักงานและระบบบริหารงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสะดวกสบาย และตอบโจทย์ความต้องการคนทำงานยุคใหม่มากขึ้น
“ความสำคัญของการปรับตัว ไม่เพียงแต่สามารถนำพาองค์กรไปสู่ความยั่งยืนเท่านั้น หากแต่เป็นการรักษาพนักงานให้คงอยู่ ขณะเดียวกันองค์กรก็ได้รับความสนใจจากคนรุ่นใหม่ที่อยากเข้ามาทำงานมากยิ่งขึ้น”
นอกจากองค์กรจะปรับตัวด้วยการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้แล้ว พนักงานก็ต้องปรับตัวและเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ด้วยเช่นกัน เพราะแม้เทคโนโลยีหรือคอมพิวเตอร์จะประมวลผลได้รวดเร็วหรือแม่นยำขนาดไหน แต่ก็ยังไม่สามารถทำหน้าที่แทนคนในเรื่องการตัดสินใจ วิเคราะห์ และแปลความหมายได้ทั้งหมด
สำหรับคนรุ่นใหม่ที่เชี่ยวชาญเรื่องเทคโนโลยีอยู่แล้ว นอกจากจะต้องหมั่นศึกษาและพัฒนาต่อยอดเรื่องดังกล่าวแล้ว อีกทักษะหนึ่งที่จำเป็นต้องหมั่นฝึกฝนและเรียนรู้ คือ ‘ทักษะด้านการสื่อสาร’ที่ต้องเรียนรู้ให้กว้างไกลมากยิ่งขึ้น
“เราเห็นความสามารถและให้ความสำคัญกับคนรุ่นใหม่อยู่ตลอดเวลา เพราะคนรุ่นใหม่เป็นแรงกระตุ้นให้องค์กรต้องปรับตัว แต่สิ่งที่คนรุ่นใหม่หรือนักศึกษาจบใหม่ต้องเตรียมความพร้อม คือ ประสบการณ์และการเรียนรู้ ต้องมีพร้อมอยู่เสมอ เพื่อเตรียมก้าวสู่การทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด”
ปตท. ติดโผบริษัทในฝัน ปี 2565 ที่คนรุ่นใหม่อยากร่วมงานด้วยมากสุด
ปตท. เป็นองค์กรที่มีความหลากหลายของพนักงาน ซึ่ง ปตท. มีการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลอย่างมีประสิทธิภาพ โดยรักษาและดูแลพนักงานเดิมให้สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ อาทิ การจัดสวัสดิการที่เหมาะสม ปรับรูปแบบการทำงานที่ตอบโจทย์ นำเทคโนโลยีเข้ามาเป็นสื่อกลางประสานการทำงานระหว่างกัน
ขณะเดียวกัน ก็ขยายพื้นที่แห่งโอกาส ด้วยการเปิดรับคนใหม่ๆ เข้ามาร่วมงาน โดยเฉพาะการเข้าไปเป็นส่วนสำคัญต่อการขับเคลื่อนธุรกิจใหม่ หรือธุรกิจพลังงานแห่งอนาคต
สำหรับธุรกิจพลังงานแห่งอนาคต จะมีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น สะท้อนให้เห็นว่า ปตท. ไม่เคยหยุดนิ่งอยู่กับที่ แต่ปรับเปลี่ยนตัวเองอยู่ตลอดเวลา อาทิ การลงทุนในธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้า EV ธุรกิจค้าปลีกและอาหาร รวมถึงการทำธุรกิจเกี่ยวกับ Life Science ดำเนินธุรกิจด้านผลิตภัณฑ์ยา อุปกรณ์และเครื่องมือทางการแพทย์ อาหารเพื่อสุขภาพ
ทั้งหมดนี้คือการดำเนินงานที่ไม่เพียงแต่รักษาธุรกิจเดิมเท่านั้น แต่ยังเดินหน้าควบคู่กับการสร้างธุรกิจใหม่ ซึ่งเป็นไปตามวิสัยทัศน์ที่ว่า ‘Powering Life with Future Energy and Beyond ขับเคลื่อนทุกชีวิต ด้วยพลังแห่งอนาคต’
“วันนี้ ปตท. มีการผสานระหว่างคนหลายเจเนอเรชัน ซึ่งมีสัดส่วนการทำงานค่อนข้างดี พี่ก็สอนน้อง น้องก็แชร์ไอเดียให้พี่ ปตท. เรามีค่านิยมองค์กร SPIRIT ซึ่งถ่ายทอด และถือปฏิบัติกันมารุ่นต่อรุ่น ทำให้การทำงานของพนักงานใน ปตท. ไม่ว่าจะผ่านไปกี่รุ่นก็สามารถเชื่อมโยงกันได้เสมอ ซึ่งการผสมผสานระหว่างคนรุ่นเก่าและคนรุ่นใหม่แต่ละองค์กรมีความสำคัญอย่างมาก ถือเป็นสิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้เลย” รองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหารศักยภาพองค์กรและธรรมาภิบาล ปตท. กล่าว
สุชาติยังย้ำอีกว่า หากองค์กรธุรกิจอยากดึงคนดี คนเก่ง และคนมีความสามารถเข้ามาภายในองค์กร สิ่งสำคัญและจำเป็นอย่างเร่งด่วนคือ การปรับตัว และเมื่อได้คนมีศักยภาพเข้ามาทำงานด้วยแล้ว ก็ต้องบริหารจัดการให้พนักงานทำงานอย่างมีความสุข ต้องมีเวทีให้พนักงานได้แสดงความสามารถอย่างเต็มที่ที่สุด
“เพราะทรัพยากรที่มีค่ามากที่สุดคือคน ยิ่งกว่านั้นในระดับประเทศ ประชาชนคือทรัพยากรที่มีค่ามากที่สุด หากจะเริ่มพัฒนาหรือปรับเปลี่ยนเข้าสู่โลกยุคใหม่ จำเป็นต้องเริ่มจากคนก่อน”
ทั้งหมดนี้คือสิ่งตอกย้ำให้เห็นว่า ปตท. ปรับตัวอย่างไม่หยุดนิ่ง ทำให้องค์กรได้รับความสนใจจากคนรุ่นใหม่ จนได้รับการจัดอันดับติด 1 ใน 50 บริษัทในฝัน 2565 ที่คนรุ่นใหม่อยากร่วมงานด้วยมากที่สุด จัดโดย WorkVenture ที่ปรึกษา และผู้ให้บริการแพลตฟอร์มค้นหางานให้องค์กรชั้นนำของไทย
ปรับตัวรับ ‘เมตาเวิร์ส’ และการลงทุนรูปแบบใหม่
ไม่เพียงแต่ต้องเรียนรู้และทำความเข้าใจกับสิ่งใหม่อย่าง ‘เมตาเวิร์ส’ เท่านั้น แต่องค์กรต้องพร้อมเดินไปกับสิ่งใหม่ๆ เหล่านี้ให้ได้และให้ทัน เพราะนั่นคือจุดหมายของความยั่งยืน
“ก่อนเกิดโรคระบาดโควิด-19 ปตท. มีการเปิดพื้นที่ให้หน่วยงานภายนอกที่สนใจได้เข้ามาเยี่ยมชมงานต่างๆ ของ ปตท. จนเมื่อเกิดโรคระบาด เราก็งดกิจกรรมเยี่ยมชมการดำเนินงานขององค์กรไป แต่การมาถึงของเมตาเวิร์ส เป็นตัวเร่งให้เราต้องนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยผสมผสานให้กิจกรรมต่างๆ เดินหน้าต่อไป ทุกวันนี้ในกลุ่ม ปตท. มีการเปิดให้เยี่ยมชมกิจการของบริษัทผ่านเทคโนโลยีเหล่านี้ทดแทนการเยี่ยมชมจากพื้นที่จริงด้วยแล้ว
“ส่วนการมาถึงของรูปแบบการลงทุนใหม่ๆ อย่าง คริปโตเคอร์เรนซี แน่นอนว่าเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และเป็นสิ่งที่ท้าทายธุรกิจพลังงานอย่าง ปตท. อย่างมากว่า จะผนวกความเป็นพลังงานเข้าไปได้อย่างไร
“เรื่องนี้ กลุ่ม ปตท. กำลังเร่งศึกษา แต่จำเป็นต้องใช้เวลาพอสมควร เพื่อที่จะดำเนินการอย่างมั่นคงและยั่งยืน อย่างไรก็ดี คาดว่าในอนาคตธุรกิจพลังงานจะสามารถกลมกลืนไปกับรูปแบบการลงทุนใหม่ๆ ได้อย่างแน่นอน”
ไม่เพียงเท่านั้น ปตท. ยังให้ความสนใจกับการลงทุนในกลุ่มสตาร์ตอัพ ผ่านการสนับสนุนให้กลุ่มเหล่านี้ได้ต่อยอด นำเศรษฐกิจก้าวไปข้างหน้าด้วยเช่นกัน
ทั้งหมดนี้คือความมุ่งมั่นของ ปตท. ที่อยู่เคียงข้างสังคมไทย และพร้อมพัฒนาองค์กรอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อสร้างประโยชน์ให้ประเทศมากที่สุด