ห่างไกลออกจากตัวเมืองเชียงใหม่ไปราว 3 ชั่วโมง ที่บ้านหนองเขียว อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ จะมีประเพณีสำคัญ ที่ชาวบ้านหลายร้อยคนมาร่วมกิจกรรมเฉลิมฉลองเทศกาลปีใหม่ร่วมกัน โดยจัดขึ้นเป็นเวลากว่า 12 วัน 12 คืนติดกัน เรียกว่าประเพณี ‘กินวอ’ หรือเทศกาลปีใหม่ของชาวลาหู่

ภายใต้บรรยากาศความสนุกสนาน ที่เคล้าคลอด้วยเสียงปี่ขลุ่ยแบบพื้นเมือง เป็นวันที่ชายหญิงได้ออกมาแต่งกาย ชุดประจำชาติพันธุ์เต็มยศสีสันสดใส เพื่อออกมาวาดลวดลายเต้นบริเวณลานกว้างของหมู่บ้านพร้อมกัน เพื่อแสดงความศรัทธาตามความเชื่อทางศาสนา

ทว่าภายใต้รอยยิ้มและเสียงหัวเราะของชาวลาหู่ หมู่บ้านแห่งนี้กลับเต็มไปด้วยปัญหาหลายอย่าง อาทิ การเข้าไม่ถึงเทคโนโลยี ความยากจน ฯลฯ ที่สั่งสมจนกลายเป็นเหมือนเส้นทางที่มืดมิดไร้ทางออก

แต่แล้ววันหนึ่งปมปัญหาต่างๆ ที่เคยผูกไว้อย่างแน่นหนา ได้ค่อยๆ คลายออก เมื่อโครงการ ‘ดีแทคเน็ตทำกิน’ ได้เข้ามามอบความรู้ มอบความหวัง และสร้างโอกาส ยกระดับคุณภาพชีวิตให้ชาวชุนบ้านหนองเขียวไปตลอดกาล จนสามารถปลดหนี้ หลักแสนได้ในระยะเวลาอันสั้น

ปัญหาที่ทับซ้อนทำให้ความฝันมีเพียงการลืมตาอ้าปาก

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา หมู่บ้านหนองเขียวในฐานะพื้นที่ห่างไกล ประชากรกว่า 95 เปอร์เซ็นต์ประกอบอาชีพเกษตรกร แต่ด้วยราคาผลผลิตที่ตกต่ำ สวนทางกับต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ทำให้รายได้ของพวกเขาไม่แน่นอน กลายเป็นปัญหา ความยากจนที่ต้องเผชิญ ด้วยเงื่อนไขที่จำกัดในการดำรงชีพ ทำให้ชาวลาหู่ในพื้นที่เสี่ยงต่อการถูกชักจูงเข้าสู่กระบวนการค้ายาเสพติด โดยเฉพาะเพศชาย ส่วนเพศหญิงมักถูกล่อลวงเข้าสู่เส้นทางการค้ามนุษย์

นอกจากนั้น ยังมีปัญหาเรื่องสุขอนามัยและการเจริญพันธุ์ ซึ่งเป็นผลพวงมาจากรายได้ที่ไม่เพียงพอ รวมถึงปัญหาความ ไม่เท่าเทียมทางเพศ ทั้งในครัวเรือนที่เด็กผู้หญิงจะไม่มีสิทธิ์มีเสียงมากนัก อีกทั้งปัญหาอัตราค่าจ้างที่ไม่เท่าเทียมกัน โดยผู้ชายจะได้มากกว่าผู้หญิง ปัญหาทั้งหมดนี่เองกลายเป็นปัญหาที่ทับซ้อนไร้ทางแก้

เฉกเช่นเดียวกับ ‘ลาล่า’ หรือกรรณิกา เธอไม่ได้เกิดมาบนกองเงินกองทอง แต่กลับกันเพราะเธอเกิดมาบนพื้นฐานที่เรียกว่าหนี้สินของครอบครัว สิ่งดังกล่าวกระทบต่อการใช้ชีวิตในทุกมิติ และส่งผลให้เธอไม่ได้เรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยตามที่ หวังไว้ เพราะที่บ้านของลาล่ามีหนี้ก้อนโตเป็นแสนให้ต้องชำระ ซึ่งลาล่าเล่าให้ฟังถึงความยากลำบากในการใช้ชีวิตว่า

“พวกเราชาวลาหู่ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย ปลูกพืชเลี้ยงสัตว์ไว้กินเองในครอบครัว เราประกอบอาชีพเกษตรกรเป็นหลัก เน้นปลูกข้าวโพด ถั่วลิสง มันสำปะหลัง และพืชผักสวนครัว แต่ด้วยความผันผวนของราคาผลผลิต ทำให้พวกเรามีความเสี่ยงต่อการเป็นหนี้สูงมาก อย่างข้าวโพดมีต้นทุนค่าปุ๋ยปีละ 14,000 บาท แต่พอเข้าฤดูผลผลิต ข้าวโพดราคาตกต่ำเหลือเพียง 4 บาท จากปกติที่เคยได้อยู่ราว 9 บาทต่อกิโลกรัม กลายเป็นว่าไม่คืนทุน แถมยังเป็นหนี้อีก” ชาวลาหู่วัย 27 ปี ตัวแทนกลุ่มเยาวชน บ้านหนองเขียว บอกเล่าความลำบาก

เหตุเพราะต้องจำใจขายสินค้าที่เธอตั้งใจปลูกให้เหล่าพ่อค้าคนกลางผู้กดขี่ ทำให้ไม่สามารถกำหนดราคา ภาพฝันการขายผลผลิตให้ได้กำไร เพื่อเลี้ยงดูครอบครัวให้สุขสบาย กลายเป็นเพียงความคิด เพราะในความจริงราคาสินค้าที่เธอขายได้ ในแต่ละปี เพียงพอแค่การจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ที่หยิบยืมมาทำสวน ส่งผลให้เธอไม่สามารถหลุดจากกับดักการกู้ยืมได้เสียที และการลืมตาอ้าปากได้กลายเป็นเพียงความฝัน

‘ดีแทค เน็ตทำกิน’ พลิกชีวิตปลดหนี้หลักแสนให้ครอบครัว

ความลำบากที่ซับซอนดั่งปมเชือกที่แน่นหนาได้ค่อยๆ คลายลงเมื่อดีแทคเน็ตทำกิน ได้คัดเลือกผู้ประกอบการชนชาติพันธุ์จากชุมชนบ้านหนองเขียว เข้าสู่โปรแกรมการอบรม โดยได้ทำงานร่วมกันกับ องค์การแพลนอินเตอร์เนชั่นแนล (Global partnership ของเทเลนอร์) และเริ่มมีบทบาทในการให้ความรู้ส่งเสริมการเป็นผู้ประกอบการให้เยาวชนในชุมชน

โครงการดีแทค เน็ตทำกิน ได้เข้าไปมอบชีวิตใหม่ผ่านการให้ความรู้ สอนการทำตลาด บ่มเพาะการสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้า รวมถึงร่วมแชร์เทคนิคต่างๆ ในการทำตลาดออนไลน์ให้กลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่ เพื่อให้พวกเขาได้พบเจอช่องทางการทำมาหากินใหม่ๆ

“เดิมทีพวกเราไม่มีความรู้เรื่องการทำธุรกิจหรือการเป็นผู้ประกอบการเลย และด้วยพื้นฐานความคิดเดิมของกลุ่มชาติพันธุ์ ทำให้เราไม่กล้าติดต่อกับสังคมภายนอก และค่อนข้างกลัวการติดต่อพูดคุยกับคนแปลกหน้านอกชนเผ่า ยิ่งพวกเรายังใช้ภาษากลางได้ไม่ดีนัก ยิ่งทำให้พวกเราประหม่า ไม่กล้าที่จะเริ่มทำ แต่พอได้พี่ๆ ใจดีมาช่วยตั้งต้นให้ จากนั้นเราก็ต่อยอดได้เอง” กรรณิกา กล่าว

หมวกใบใหม่ในฐานะ ‘ผู้ประกอบการ’ ที่ ‘ดีแทค เน็ตทำกิน’ มอบให้ ได้เปลี่ยนชีวิตของกรรณิกาไปตลอดกาล เธอได้นำเอาความรู้ไปต่อยอดกับสวนอะโวคาโดของเธอ จากเดิมที่เคยถูกพ่อค้าคนกลางขูดรีดราคาผลผลิต ในคราวนี้เธอได้ใช้โซเชียลมีเดีย ให้กลายเป็นดั่งพื้นที่แห่งความหวัง เปิดร้านไลฟ์ขายของทางเพจ วาดลวดลายความเป็นแม่ค้าชาวลาหู่ให้คนทั้งโลกได้รู้จัก

ก่อนหน้านี้ พวกเธอขายอะโวคาโดได้เพียงสัปดาห์ละไม่กี่กิโลกรัม แต่ภายหลังการได้เข้ามาเรียนรู้จากโครงการดีแทค เน็ตทำกิน ทำให้ในช่วงพีคๆ กรรณิกาสามารถขายอะโวคาโดได้มากถึง 1,000 กิโลกรัมต่อเดือน ในราคากิโลกรัมละ 80 บาท ส่งผลให้งานล้นมือจนต้องเกณฑ์สมาชิกในบ้านและเพื่อนบ้านมาช่วยกันเก็บเกี่ยวผลผลิต เพื่อส่งสินค้าให้ลูกค้าที่มีมากขึ้น

ในช่วงเวลาเพียงปีเดียว เธอมียอดขายทะลุขึ้นไปกว่า 150,000 บาทต่อปี จนสามารถปลดหนี้ให้ครอบครัวได้ในที่สุด ส่งให้ครอบครัวและตัวเธอเองมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เป็นบันไดความสำเร็จก้าวแรก ที่เธอพร้อมจะก้าวต่อไปเพื่อชีวิตที่ดีกว่า

ทั้งหมดเป็นเพียงหนึ่งในเรื่องราวเล็กๆ ที่เปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น และยังมีเรื่องราวอีกนับร้อยพันความประทับใจ ในโครงการดีแทค เน็ตทำกิน ที่ไม่สามารถเอ่ยบอกให้หมดได้ภายในวันเดียว

‘ดีแทค เน็ตทำกิน’ กลายเป็นโครงการที่มุ่งติดปีกความรู้การทำธุรกิจยุคดิจิทัล ให้ผู้ประกอบการรายย่อยก้าวสู่โลกของการทำตลาดออนไลน์ได้อย่างยั่งยืน และปรับวิกฤตสู่โอกาส บนหลักคิดลดความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล สร้างสังคมออนไลน์ ที่ทุกคนเข้าถึงโอกาสเท่าเทียมกันอย่างสร้างสรรค์


ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน